shoplri.com ธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดย่อม ธุรกิจsme
ธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดย่อม ธุรกิจsme

7 อาชีพเสริมทำรายได้ที่บ้าน


7 อาชีพเสริมทำรายได้ที่บ้าน

หลังจากที่เราได้เห็น และได้รู้ว่า ทำไมต้องทำอาชีพเสริมไปแล้ว จากบทความในครั้งก่อนๆ ซึ่งทำให้เราได้เห็นว่า ในต่างประเทศนั้น การทำอาชีพเสริม เป็นเรื่องปกติ ที่ใครๆ ก็ทำกัน เพราะยังไง การทำเงินหลายทาง ก็ดีกว่า การทำเงินได้ทางเดียว

มีหลายกระเป๋า ก็ดีกว่า มีเพียงกระเป๋าเดียว รวมถึง การหาเงินเพิ่ม ยังไงก็เป็นทางเลือก ที่เหมาะสมกว่า การประหยัดอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม หลายต่อหลายคนก็มองว่า เราออกไปข้างนอก ไปทำงานในที่ทำงาน ตั้งสัปดาห์ละ 5-6 วันแล้ว แค่นี้ก็ ค่อนข้างที่จะเหนื่อยแล้วนะ

รายได้เพิ่ม จากอาชีพเสริม ก็อยากจะได้อยู่หรอก แต่ว่าขออยู่บ้านกับครอบครัว ซักสัปดาห์ละ 1-2 วัน จะไม่ได้เลยหรอ นี่เป็นหลายๆ email ที่ส่งเข้ามาถามเรา ว่าน่าจะแนะนำ อาชีพเสริม ที่สามารถทำได้ที่บ้าน เค้าจะได้ ได้รายได้เพิ่ม แล้วยังได้อยู่กับครอบครัว ทั้งเวลาเย็นที่รีบกลับบ้าน มาทำอาชีพเสริมที่บ้าน และในวันหยุดอีกด้วย

ทางเราก็ได้ ทำการค้นหาข้อมูล และรวบรวม อาชีพเสริมทำที่บ้าน ที่น่าสนใจ และทำให้ครอบครัวอบอุ่นขึ้น ไม่ต้องออกไป ทำงานข้างนอก ในวันหยุด และยังได้ รายได้เพิ่ม ตรงตามจุดประสงค์ ที่ต้องการจะได้ รายได้เพิ่ม แต่ไม่ต้องเสียเวลาที่ใช้ กับครอบครัว

7 อาชีพเสริมทำที่บ้าน

อาชีพเสริม ที่จะนำเสนอ 7 อาชีพนี้ จะแบ่งเป็น 2 ประเภท โดย 3 อาชีพแรก เป็นอาชีพเสริม ที่ง่ายๆ ทุกคนทำได้ ไม่จำเป็นต้อง มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมาก่อน เริ่มต้นได้ง่าย ใครๆ ก็ทำได้ ส่วน 4 อาชีพหลังนั้น เป็นอาชีพเสริม ที่จำเป็นต้องใช้ ความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะ ในบางด้าน ซึ่งอาจจะรวมถึง การใช้ Computer การใช้ภาษาอังกฤษ การขีดๆ เขียนๆ และการถ่ายรูป

1. งานฝีมือ

อาชีพเสริม ที่สามารถเริ่มต้นได้ที่บ้าน สุดแสนจะ Classic คือ การทำงานฝีมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เย็บปักถักร้อย ทำสร้อยลูกปัด หล่อเทียนหอม และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นอาชีพเสริม ที่ง่ายๆ มีคนสอนทำอีกต่างหาก ถ้าหากว่าคุณทำไม่เป็น และมีการรับซื้อทุกชิ้น ที่คุณทำได้สำเร็จ

เป็นอาชีพเสริม แบบทำที่บ้าน ที่น่าสนใจมาก เพราะแทบไม่ต้องลงทุน เพียงแค่ลงเวลา ลงแรง แถมปราศจากความเสี่ยง อีกต่างหาก ซึ่งทำรายได้เพิ่ม ให้กับเราได้ หลายพันบาท ต่อเดือน อย่างสบายๆ

2. เก็บขวด กระดาษ หรือของเก่าที่บ้านมาขาย

อาชีพเสริม ที่บางคนมองว่า ไม่น่าพิสมัย นั่นคือ การเก็บของที่เหลือใช้ หรือของที่ต้องทิ้งแล้ว เช่น ขวด กระดาษ หรือของเก่าที่มีอยู่ในบ้านมาขาย เป็นสิ่งที่สามารถ ทำรายได้ให้กับเรา โดยที่เราไม่ต้องลงทุน ลงแรงอะไรเลย เพราะว่ามันก็เป็นสิ่งที่เรา ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จากมันอยู่แล้ว หรือบางครั้งจะต้องทิ้งมันลงขยะ ไปฟรีๆ ด้วยซ้ำ การนำมันมาขาย จะช่วยให้เรา มีรายได้กลับมา อย่างน้อยๆ เดือนละ 300-500 บาท เลยทีเดียว

3. รับพิมพ์งาน หรือคีย์ข้อมูล

นี่เป็น อาชีพเสริม ที่ทำที่บ้านได้ แบบสุดท้ายสำหรับ ประเภท ไม่ต้องการความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง นั่นคือ การรับพิมพ์งาน หรือคีย์ข้อมูล ซึ่งเหมาะสำหรับ คนที่พิมพ์เอกสาร ได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว ซึ่งปกติแล้ว การพิมพ์งาน จะมีค่าแรงอยู่ที่ หน้าละ 13-15 บาท ส่วนการคีย์ข้อมูลนั้น จะมีค่าแรงอยู่ที่ แผ่นละ 3-5 บาท รวมๆ แล้ว ถ้าทำอย่างเต็มที่ เดือนๆ หนึ่ง น่าจะทำได้ถึง 4,000-5,000 บาท ได้โดยไม่ยาก

4. รับงานจาก Website ที่ชื่อ elance.com
…..click here to read more


Posts related

‘ออปโป้’ เปิดตัว 2 สมาร์ทโฟนใหม่

‘ออปโป้’เปิดตัว 2 สมาร์ทโฟนใหม่ กล้องหมุนอัตโนมัติ-บางที่สุดในโลก “ออปโป้” ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากแดนมังกรที่สร้างความฮือฮาให้กับตลาดสมาร์ทโฟนได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากในปีค.ศ. 2013 ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นเอ็น 1 (N1) เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มีกล้องแบบหมุนได้ และช่วงต้นปีค.ศ. 2014 ที่ผ่านมา กับรุ่นไฟน์ 7 ( Find7)สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่ถ่ายภาพคมชัดสูงสุดถึง 50 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี Vooc ที่ช่วยให้ชาร์จแบตเตอรี่เร็วสุดถึง 4 เท่าล่าสุดออปโป้สร้างความฮือฮาให้กับตลาดโลกอีกครั้ง เมื่อได้ทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด 2 รุ่น ที่ถือเป็นรุ่นเรือธงบุกตลาดปลายปี คือ ออปโป้ เอ็น 3 (N3) และ ออปโป้ อาร์ 5 (R5) ที่มาริน่า เบย์ แซน คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ประเทศสิงคโปร์ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,300 คน จากหลากหลายประเทศ อาทิ ผู้จัดจำหน่าย และสื่อมวลชนจาก 17 ประเทศ ได้แก่ ไทย,ออสเตรเลีย, บังกลาเทศ, อียิปต์, อินเดีย, อินโดนีเซีย, อิหร่าน, มาเลเซีย, เม็กซิโก, เมียนมาร์, ปากีสถาน, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไต้หวัน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เวียดนาม และจีน ภายใต้แนวคิด “Designed for Life” ยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และสร้างประสบการณ์ดี ๆ ผ่านดีไซน์และเทคโนโลยีชั้นนำมร.สกาย ลี ผู้จัดการทั่วไปของ ออปโป้ ต่างประเทศ กล่าวว่า หลังจากประสบความสำเร็จในประเทศจีน จึงได้เริ่มขยายนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งก็สามารถประสบความสำเร็จมียอดขายอันดับ 4 ในประเทศเวียดนาม ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 9% และเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศอินโดนีเซียหลังจากเปิดตัวไปเมื่อเดือน พ.ค. ปี ค.ศ. 2013 ปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 4 มีส่วนแบ่งทางการตลาด 6.5% ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 5ทั้งนี้การเปิดตัวสมาร์ทโฟนของออปโป้ในครั้งนี้ได้เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ร่วมงานได้เป็นอย่างดี เมื่อรุ่น เอ็น 3 มาพร้อมกล้องเลนส์หมุนอัตโนมัติครั้งแรกในโลก และรุ่นอาร์ 5 เป็นสมาร์ทโฟนที่บางที่สุดในโลกในปัจจุบัน ด้วยความบางเพียง 4.85 มิลลิเมตรโดย เอ็น 3 มีคุณสมบัติกล้องที่สามารถหมุนอัตโนมัติได้ 206 องศา ซึ่งน่าจะถูกใจคนชอบถ่ายรูปตัวเองแบบเซลฟี่ โดยสามารถควบคุมการหมุนของเลนส์ได้ถึง 3 วิธี คือ การใช้ O-Click ที่เป็นรีโมตคอนโทรลแบบไร้สาย การสั่งด้วยมือหรือ Gesture ที่มีตัวเซ็นเซอร์สแกนนิ้วมือด้านหลังเครื่อง และการสัมผัสหรือ Touch Access ที่ใช้นิ้วสัมผัสที่หน้าจอแล้วเลื่อนขึ้นลง โดยสามารถถ่ายภาพได้หลากหลายด้วยฟังก์ชั่น free-stop และมุมที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายภาพแบบพาโนรามา ได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เลนส์ที่ออกแบบโดยร่วมมือกับ Schneider ความละเอียดถึง 16 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายภาพได้คมชัดสูงสุดถึง 64 ล้านพิกเซล และยังมีเทคโนโลยีล้ำสมัยของ Pure Image หรือ PI2.0 plus ก่อนที่จะกดชัตเตอร์ ระบบนี้จะช่วยปรับแสง โฟกัส และการจับใบหน้าโดยอัตโนมัติ ช่วยให้ถ่ายภาพได้ไม่แพ้กล้องดีเอสแอลอาร์แบบมืออาชีพคงถูกใจคนใช้สมาร์ทโฟนที่ชอบการถ่ายรูปไม่น้อย!! สำหรับระบบปฏิบัติการเป็นแอนดรอยด์ 4.4 คัลเลอร์ โอเอส 2.0 รองรับระบบ 4 จี ส่วนซีพียูใช้ Qualcomm Snapdragon 801 ควอดคอร์ 2.3GHz แรม 2 GB พื้นที่เก็บข้อมูลความจุ 32 GB หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ทำจาก Corning Gorilla Glass 3 เพื่อความคมชัดและทนทานสูงสุด สามารถใช้ระบบสัมผัสได้แม้นิ้วเปียก หรือใช้ถุงมือ ส่วนแบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh นอกจากนี้ยังใส่เทคโนโลยี VOOC ช่วยให้ชาร์จแบตเตอรี่เพียง 30 นาทีก็สามารถบรรจุพลังงานได้ถึง 75% และชาร์จเพียง 5 นาที ก็สามารถคุยโทรศัพท์ได้นานถึง 2 ชั่วโมงอย่างไรก็ตามอีก 1 รุ่น คือ ออปโป้ อาร์ 5 ที่ทางออปโป้ไม่ได้บอกกล่าวอย่างเป็นทางการว่าจะมีการเปิดตัวในงานนี้ด้วย แต่เมื่อมีการประกาศบนเวทีก็เรียกว่าสร้างเซอร์ไพร้ส์ให้ผู้ร่วมงานจำนวนมาก เพราะถือเป็นสมาร์ทโฟนที่บางที่สุดในโลกในขณะนี้ด้วยความหนาเพียง 4.85 มิลลิเมตร ใช้ซีพียู Octa-core Qualcomm MSM8939 รองรับ 4 จี ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.4 คัลเลอร์ โอเอส 2.0 หน้าจอ อโมเลด (AMOLED) กว้าง 5.2 นิ้ว ให้สีและแสงคมชัดสูงสุดแบบฟูลเอชดี และยังมีระบบควบคุมอุณหภูมิให้เย็นอยู่เสมอเพื่อรักษาประสิทธิภาพในการทำงาน ด้วยระบบ Cool Element เพื่อระบายความร้อน ปกป้องตัวเครื่องและยืดอายุการใช้งานของโทรศัพท์ให้นานขึ้นสำหรับราคาขายออปโป้ รุ่นเอ็น 3 ราคาเริ่มต้นที่ 649 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 21,300 บาท ส่วนรุ่น อาร์ 5 ราคาเริ่มต้นที่ 499 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,400 บาท มีแผนวางจำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย, บังกลาเทศ, อียิปต์, อินเดีย, อินโดนีเซีย, อิหร่าน, มาเลเซีย, เมียน มาร์, ปากีสถาน, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไต้หวัน, ไทย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เวียดนาม และจีน แต่ช่วงเวลายังไม่ได้ระบุ แต่จากการสอบถามจากแหล่งข่าวภายในระบุว่า ในไทยคาดว่าจะเป็นช่วงเดือน ธ.ค. โดยจะนำรุ่นอาร์ 5 เข้ามาจำหน่ายก่อน แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่ฟันธงว่าชัวร์ 100% แผนต่าง ๆ ที่จะนำเข้ามาจำหน่ายรวมถึงราคาขายยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรก็ตามจากความสำเร็จของออปโป้ในตลาดประเทศต่าง ๆ ทาง มร.สกาย ลี ระบุว่า ออปโป้ให้ความสำคัญกับตลาดในอาเซียนมาก โดยมีแผนจะขยายโรงงานผลิตออกไปนอกประเทศจีน โดยกำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะไปตั้งโรงงานในประเทศอินโดนีเซีย ส่วนตลาดอื่น ๆ มีแผนจะขยายธุรกิจสู่ 20 ประเทศภายในสิ้นปีค.ศ. 2014 แต่เชื่อว่าต้องใช้เวลาในการเข้าไปเจาะตลาด โดยจะให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ ด้วยส่วนการคาดหวังในเรื่องยอดขายของสมาร์ทโฟน 2 รุ่นใหม่นี้ ทางออปโป้ไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ เพียงแต่เน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สวยงามและมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่แปลกใหม่ สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้คนเข้ามาใช้งานสมาร์ทโฟนของออปโป้เพิ่มขึ้นเอง. จิราวัฒน์ จารุพันธ์
JirawatJ@dailynews.co.th

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ออปโป้’ เปิดตัว 2 สมาร์ทโฟนใหม่

เมื่อเด็กไทยเยือน ‘เซิร์น’

เมื่อเด็กไทยเยือน ‘เซิร์น’ – ฉลาดสุดๆ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ คัดเลือกนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่หลงใหลในฟิสิกส์ ให้ได้มีโอกาสพบกับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชั้นนำระดับแนวหน้าของโลก ณ สถาบันวิจัยฟิสิกส์อนุภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีชื่อว่า “เซิร์น” (CERN) องค์การวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป ที่กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ภายใต้โครงการความร่วมมือไทย-เซิร์นการคัดเลือกเยาวชนไทยเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ดำเนินการโดยสถาบันแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (วมว.) กระทรวงวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ในขั้นต้นคัดเลือกนักเรียนที่มีศักยภาพและคุณสมบัติที่เหมาะสม แล้วนำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงคัดเลือกนักเรียนจำนวน 12 คน และครูผู้ดูแลนักเรียนจำนวน 2 คน เข้าร่วมโครงการ โดยทาง เซิร์น ได้จัดให้กลุ่มนักเรียนไทยและกลุ่มนักเรียนสิงคโปร์ ที่ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของประเทศ ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยใช้ชื่อว่า “Singapore and Thailand Summer School” โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อเปิดโลกทัศน์ของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ให้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศการทำงานวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคและการประยุกต์ใช้ โดยรูปแบบกิจกรรมแบ่งเป็น การฟังบรรยายจากนักวิจัยชั้นนำและการเยี่ยมชมสถานีวิจัยในเซิร์น ซึ่งสถานีวิจัยที่นักเรียนมีโอกาสได้เยี่ยมชม ได้แก่ ATLAS, Compact Muon Solenoid detector (CMS), Cloud Experiment และ CERN computing centerนอกจากจะได้ความรู้มากมายเกี่ยวกับฟิสิกส์อนุภาคแล้วเด็ก ๆ ยังมีโอกาสได้สัมผัสกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยของเครื่องตรวจวัดอนุภาคเพื่อค้นหากำเนิดแห่งเอกภพ น.ส.เหมือนฟ้า เนตรหาญ จากโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยลพบุรี บอกถึงความประทับใจที่ได้รับว่า ทำให้ได้รู้จักเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทั้งด้านการพัฒนาความรู้ทางฟิสิกส์อนุภาค และทางด้านการรักษาพยาบาล ได้เห็นความทุ่มเทของนักวิจัยที่ให้ความรู้ในเซิร์น ซึ่งนักวิจัยเหล่านี้มีความสุขที่จะถ่ายทอดความรู้ในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ทำให้ฟิสิกส์อนุภาคเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจในการประกอบอาชีพได้อีกทางหนึ่งด้านนายวทัญญู ฟูแสง จากโรงเรียน ยุพราชวิทยาลัย บอกว่า คนไทยน้อยคนนักที่จะได้สัมผัสกับเซิร์นด้วยตนเอง ไม่ต้องพูดถึงเครื่องเร่งอนุภาคและเครื่องตรวจวัดต่าง ๆ ที่ปกติไม่เปิดให้เข้าชมอยู่แล้ว การเข้าร่วมโครงการครั้งนี้เป็นการเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับแวดวงวิทยาศาสตร์ของโลก ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี สิ่งต่าง ๆ ที่ได้พบเห็นจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้พวกเรานำมาพัฒนาประเทศชาติต่อไปในภายหน้าอย่างแน่นอนส่วนนายธิปยวิศว์ ชื่นจิตร โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย บอกว่า การได้พบกับนักวิทยาศาสตร์ที่มีความชำนาญในสาขานั้น ๆ ทำให้ได้รับโอกาสในการซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ จากนักวิจัยผู้มากด้วยประสบการณ์ และทำให้ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ถูกต้อง และแม่นยำ การเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะศึกษาวิชาฟิสิกส์ในเชิงทฤษฎีให้มากยิ่งขึ้นต่อไปและนี่คือบางส่วนของความประทับใจ ที่สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับเยาวชนไทย ที่ได้มีโอกาสไปเยือน “เซิร์น” สถาบันวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก.

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เมื่อเด็กไทยเยือน ‘เซิร์น’

เปิดตัวสวนน้ำแห่งแรกในเอเชีย

น.ส.พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าบริษัทเตรียมเปิดให้บริการสวนน้ำวานา นาวา หัวหิน ซึ่งเป็นสวนน้ำรูปแบบวอเตอร์จังเกิ้ล หรือสวนน้ำครบวงจรภายใต้บรรยากาศในป่า แห่งแรกในเอเชีย ได้ในวันที่ 1ธ.ค.นี้ โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในโครงการแบบผสมผสาน หรือ มิกซ์ยูส ที่ทั้งนี้คาดว่าเมื่อเปิดให้บริการแล้วจะผลักดันให้มีผู้มาใช้บริการโครงการเกี่ยวเนื่องเพิ่มมากขึ้นและส่งผลให้มูลค่าพื้นที่ขายคอนโดเพิ่มมากขึ้น โดยเบื้องต้นขาดว่าจะมีราคาประมาณ 80,000-90,000 บาท ต่อ ตร.ม. สำหรับโครงการมิกซ์ยูสดังกล่าวมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น35 ไร่ โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 3 เฟส เริ่มต้นจากสวนน้ำบนพื้นที่ 20 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ1,000 ล้านบาท , โรงแรมขนาด 300ห้อง มูลค่าการลงทุนประมาณ 2,000-3,000ล้านบาท ซึ่งจะเปิดให้บริการในปีหน้า และคอนโดมิเนียม ที่อยู่ในระหว่างการพิจาณารอการก่อสร้างซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ในปีหน้า   ”การสร้างโครงการสวนน้ำจะเป็นตัวดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาหัวหินมากขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นและชาวเอเชียที่นิยมสถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้ จากเดิมที่กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักหัวหินเป็นชาวยุโรปและคนมีอายุ ทั้งนี้คาดว่าในปีแรกที่เปิดให้บริการจะมีผู้มาใช้บริการประมาณ300,000 คน ต่อปี และเพิ่มเป็น 500,000คน ต่อปี ภายในปี 62 นอกจากนี้หากปีหน้า โครงการได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทมีแผนจะพัฒนาโครงการสวนน้ำแห่งใหม่อีกหนึ่งแห่งด้วย” นอกจากนี้ในปีหน้าบริษัทยังเตรียมทุ่มงบลงทุนอีกกว่า10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเฟสที่ 2 โครงการพาร์ค 24 คอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมในย่านสุขุมวิท จากปีก่อนที่เริ่มพัฒนาโครงการเฟสแรกจนสามารถขายได้แล้วกว่า90% ทั้งนี้แผนการพัฒนาธุรกิจของบริษัทจะเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบมิกซ์ยูส เพื่อขายและเช่าในหัวเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยขณะนี้มีที่ดินในมืออยู่หลายแห่ง อาทิหิวหิน, สมุย และภูเก็ตขณะที่โครงการในกรุงเทพจะพัฒนาคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียม  

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดตัวสวนน้ำแห่งแรกในเอเชีย

Page 1 of 2366:1 2 3 4 »Last »