นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารเข้มงวดเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อบุคคลมากขึ้น เนื่องจากพบว่ามีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในกลุ่มคนบางกลุ่มจึงได้ปรับเงื่อนไขปล่อยสินเชื่อจากเดิมที่กำหนดวงเงินให้ถึง 30 เท่าของรายได้ ลดลงเหลือ 15-20 เท่าของรายได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น หลังจากเห็นว่าแนวโน้มหนี้ครัวเรือนเริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งต้องการให้สอดคล้องกับเงื่อนไขการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ในตลาดที่ธนาคารบางแห่งให้วงเงินปล่อยกู้เพียง 10 เท่าของรายได้ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนปรับตัวดีขึ้นอาจกลับมาใช้เงื่อนไขปล่อยกู้เดิม ทั้งนี้ในปัจจุบันธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 55% หรือคิดเป็นวงเงิน 700,000-800,000 ล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มการเติบโตอยู่ในระดับที่เข้มแข็งจึงไม่จำเป็นต้องมีการปรับสัดส่วนพอร์ตใหม่ ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 1.3% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.1% สำหรับเรื่องการออมนั้นเห็นว่า พนักงานที่มีรายได้ประจำเริ่มมีการออมที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้ออำนวย รวมถึงได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นช่วงระยะสั้นเท่านั้น หากสถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น คนมีรายได้มากขึ้น เชื่อว่าจะทำให้คนไทยกลับมาออมเหมือนเดิม ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนี้จะยังทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันที่ 2.50% ขณะที่เงินฝากเชื่อว่าการแข่งขันยังรุนแรง เพราะส่วนใหญ่มีเป้าหมายระดมเงินฝากเพื่อมาปล่อยสินเชื่อรองรับการขยายตัวเศรษฐกิจ โดยปีนี้ตั้งเป้าเงินฝากไว้ที่ 120,000 ล้านบาท หรือ เติบโต 7-7.5% ซึ่งในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มีเงินฝากอยู่ที่ 100,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงมั่นใจว่าสิ้นปียอดเงินฝากจะอยู่ที่ 130,000-140,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าที่วางไว้ หรือขยายตัว 10-20% ขณะที่สินเชื่อเติบโตที่ระดับ 7-7.5% ด้านการปล่อยสินเชื่อในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ 2 ล้านล้านบาทนั้น คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะการลงทุนเป็นการทยอยกู้ 7 ปี โดยเฉลี่ยปีละ200,000-300,000 ล้านบาท และที่ผ่านมาธนาคารฯได้ปล่อยสินเชื่อให้โครงการรัฐเฉลี่ยปีละ 100,000 ล้านบาทอยู่แล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ออมสินปรับเงื่อนไขสินเชื่อบุคคล
เดือน: ตุลาคม 2013
-

ออมสินปรับเงื่อนไขสินเชื่อบุคคล
-

กรอ.สั่งศึกษารถไฟเลียบอันดามันเพิ่ม 3 เส้นทาง
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ. ภูมิภาค) ที่จังหวัดลพบุรี ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมศึกษาโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายอันดามัน ซึ่งเป็นทางรถไฟสายใหม่เพื่อการท่องเที่ยว หลังจากสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษาเส้นทางรถไฟสายสุราษฏร์ธานี-พังงา-ภูเก็ต ซึ่งเชื่อมระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุม จึงจำเป็นต้องสร้างเส้นทางรถไฟเพิ่มเติมอีก 3 เส้นทาง คือ ระนอง-สุราษฏร์ธานี ,พังงา-กระบี่ และกระบี่-ตรัง เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวจากกระบี่และภูเก็ต สู่เมืองท่องเที่ยวใกล้เคียง และสร้างรายได้ให้ชุมชนด้วย ขณะเดียวกันในที่ประชุมภาคเอกชนได้เสนอปัญหาเรื่องโรคกุ้งตายด่วน ทำให้กระทบต่อภาคการส่งออกอาหารทะเลไทย ทำให้ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ หรือเป็น “มิสเตอร์กุ้ง” ด้วย นายธีรัตถ์ กล่าวว่า นายกฯยังมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการปรับขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เป็นแบบเบ็ดเสร็จ (วัน สต็อป เซอร์วิส) ,ให้ปรับอัตราส่วนเพิ่มให้กับโรงไฟฟ้าชุมชนจากพลังงานทดแทน ขนาดไม่เกิน 1 เมกกะวัตต์ ,โครงการคูปองนวัตกรรมเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของเอสเอ็มอีไทย สู่ประชาคมอาเซียนระยะที่2 ,ให้เจรจาขยายขอบเขตความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าไอทีของประเทศไทย และให้พิจารณากฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงานด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรอ.สั่งศึกษารถไฟเลียบอันดามันเพิ่ม 3 เส้นทาง -

หุ้นไทยพลิกปิดบวก 11.76 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไ ทยวันที่ 31 ต.ค.ดัชนีแกว่งตัวผันผวนอย่างหนัก ซึ่งปรับลดลงในช่วงเช้า เนื่องจากความกังวลเรื่องสถานการณ์การเมืองในประเทศ หลังมีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยออกมาคัดค้านการนำร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ จากนั้นหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวขึ้นและยืนในแดนบวกได้สดใสในช่วงบ่ายจนท้ายตลาด ตามแรงเข้าซื้อกลับ สวนทางตลาดหุ้นภูมิภาคที่ลดลง ส่งผลให้หุ้นไทยปิดตลาดที่จุดสูงสุดของวันที่ 1,442.88 จุด เพิ่มขึ้น 11.76 จุด หรือ 0.82% มูลค่าซื้อขาย 37,547.44 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. จัสมิน ปิดที่ 8.45 บาท ลดลง 0.95 บาท 2. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 190.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท 3. ทรู ปิดที่ 8.85 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท 4. ธ.ไทยพาณิชย์ ปิดที่ 164.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท 5. เอไอเอส ปิดที่ 255.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยพลิกปิดบวก 11.76 จุด