เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • เจาะกลยุทธ์บริหารร้าน 7-11แดนซากุระ

    เจาะกลยุทธ์บริหารร้าน 7-11แดนซากุระ

    การเปิดเสรีการค้า การลงทุน ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาเพื่อช่วงชิงโอกาสในการเป็นผู้นำในด้านต่าง ๆ เพราะหาก “คิดก่อน ทำก่อน ย่อมได้เปรียบ” โดยเฉพาะเมื่อทำแล้วประสบความสำเร็จ ยิ่งตอกย้ำการแข่งขันที่มีความได้เปรียบคู่แข่ง เช่นเดียวกับธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยมีการแข่งขันสูง นอกเหนือจากเงินทุนแล้ว สิ่งสำคัญก็คือ “ระบบการบริหารจัดการที่ดี” ณ เวลานี้ต้องยอมรับว่าบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เจ้าของแฟรนไชส์ ร้านสะดวกซื้อ (คอนวีเนี่ยน สโตร์) “เซเว่น อีเลฟเว่น” ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท เซาท์แลนด์ ไอซ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ซีพีฯ นำมาเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2532 แล้วแตกสาขากระทั่งปัจจุบันมีสาขากว่า 7,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มีอัตราส่วนของผู้ซื้อแฟรนไชส์ถึง 55% อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทฯจึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารจัดการ เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดยุทธศาสตร์ ช่วงชิงลูกค้า และส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจค้าปลีก ล่าสุด นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ฯ จึงนำสื่อมวลชนร่วมดูงานด้านบริหารธุรกิจค้าปลีก ที่กรุงโตเกียว และเมืองนิกโก้ ประเทศญี่ปุ่น ยักษ์ใหญ่ธุรกิจค้าปลีก พร้อมกับสำรวจย่านการค้าใจกลางกรุงโตเกียว ทั้งถนนชินจูกุ, ย่านอาซากุสะ และย่านรปปงงิ ซึ่งเป็นศูนย์รวมร้านสะดวกซื้อ, ซูเปอร์มาร์เกต ขายสินค้านานาชนิดของทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติ โดยแต่ละร้านต่างงัดกลยุทธ์ทั้งลด แลก แจก แถม มาจูงใจลูกค้ากันสุดฤทธิ์ โดย นายคัตสึฮิโกะ อิเคดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจค้าปลีกชาวญี่ปุ่น ซึ่งคลุกคลีในวงการธุรกิจค้าปลีกมากว่า 40 ปีกล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ส่งผลให้การใช้จ่ายในประเทศซบเซา กระทั่งนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ประกาศนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก ต่างต้องปรับกลยุทธ์และนโยบายเพื่อความอยู่รอด และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสังคมญี่ปุ่นปัจจุบันที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันตัวเลขผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 65 ปี คิดเป็น 22% ของจำนวนประชากร และมียอดการใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคสูงถึง 45% ทั้งนี้บริษัท เซเว่น แอนด์ ไอ ซึ่งเป็นบริษัทฯแม่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท เซาท์แลนด์ ไอซ์ ซึ่งต้องรับผิดชอบในการบริหารงาน ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เจแปน ถึง 1,600 สาขาทั่วญี่ปุ่น จึงใช้นโยบาย “ไอเท็ม บาย ไอเท็ม” หรือการบริหารแบบหน่วยต่อหน่วย คือให้แฟรนไชส์ซี่แต่ละแห่งกำหนดนโยบายของตัวเอง ด้วยการสำรวจความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ โดยมีจุดขายอยู่ที่ความสะดวกสบาย และรวดเร็วเป็นหลัก เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นที่ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลา และตอบสนองความต้องการของสังคมผู้สูงอายุ ที่ต้องการความเรียบง่าย โดยใช้สินค้าที่พัฒนาขึ้นเอง และสินค้าพรีเมี่ยม 60% อีก 40%เป็นสินค้าแบรนด์เนม ซึ่งนโยบายนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น เจแปน มียอดขายคิดเป็น 38% ของมูลค่ารวมในภาคธุรกิจค้าปลีกทั้งหมดซึ่งมีมูลค่าใกล้เคียง 10 ล้านล้านเยน ด้าน นายสุวิทย์ กล่าวว่า การเดินทางมาสำรวจการบริหารร้านธุรกิจค้าปลีกครั้งนี้ เพื่อศึกษานโยบายในการปรับตัวของร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น เจแปน ว่าใช้วิธีใดในการปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น และตอบสนองความต้องการของลูกค้า จนก้าวขึ้นสู่ความเป็นเบอร์หนึ่ง ในวงการธุรกิจค้าปลีกของญี่ปุ่น รวมทั้งเพื่อนำไปวิเคราะห์และปรับใช้กับร้านค้าที่มีอยู่และกำลังจะเปิดตัวขึ้น ซึ่งที่ผ่านมานอกจากบริษัทฯ จะนำแนวคิดการบริหารแบบ “ไอเท็ม บาย ไอเท็ม” มาปรับใช้โดยเน้นให้ความสำคัญแก่สินค้าที่วางขาย ซึ่งนอกจากจะต้องเป็นไปตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่แล้ว ยังต้องอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ปัจจุบันสินค้าและบริการในร้าน 73% เป็นสินค้าบริโภค 10% เป็นการบริการ ส่วนที่เหลือเป็นสินค้าอุปโภค ซึ่งมองว่าแนวโน้มในการขยายสาขายังเติบโตได้อีก ขึ้นอยู่กับทำเล อย่างไรก็ตามบริษัทได้ตั้งเป้าเพิ่มขึ้นปีละ 500 สาขา คาดว่าสิ้นปี 56 จะเพิ่มเป็น 7,500 สาขา นอกจากนี้ยังมีนโยบายปลูกจิตสำนึกให้ลูกค้าและพนักงาน ช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับหน่วยงานราชการ และพันธมิตร ภายใต้โครงการ 7 โก กรีน แบ่งการดำเนินการออกเป็น 4 ระยะ คือ 1. ลดการใช้ถุงพลาสติก 2. ร้านประหยัดพลังงาน 3. กรีน โลจิสติกส์ และ 4. กรีน โปรดักส์ หรือสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการทำธุรกิจค้าปลีก และร้านค้าสะดวกซื้อ ท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรง จำเป็นต้องมีสินค้าจำเป็นที่หลากหลายตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในราคายุติธรรม ระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การนำระบบโลจิสติกส์เข้ามาใช้ และการนำนวัตกรรมการทำธุรกิจค้าปลีกใหม่ ๆ ตลอดเวลา. มานะ กัญจนะวโรดม

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เจาะกลยุทธ์บริหารร้าน 7-11แดนซากุระ

  • เอกชนแนะผ่าทางตันยุบสภา!

    เอกชนแนะผ่าทางตันยุบสภา!

    นายสมมาต ขุนเศษฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การเมืองที่เริ่มยกระดับการขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องพิจารณา เพราะถือเป็นการออกมาของมหาชนอย่างแท้จริง คาดว่าจะเกิดขึ้นทั่วประเทศ ดังนั้นอยู่ที่อำนาจของนายกรัฐมนตรี ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ทั้งการลาออก หรือยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม สายตาเอกชนเอง ไม่ว่าจะเลือกทางใด หากนักการเมืองยังคงยึดประโยชน์ตนเองมากกว่าประเทศชาติ ปัญหาก็ยังคงมีอยู่ไม่สิ้นสุด “ทางออกมีอยู่ที่อำนาจนายกฯ ทั้งหมด หากมีการยุบสภาฯ แล้วเลือกตั้งใหม่ ถามว่าการเลือกตั้ง เมื่อมีการซื้อเสียงเข้ามา นักการเมืองก็ต้องเข้ามาคอร์รัปชั่นถอนทุนคืน และการเมืองบ้านเรา เมื่อเข้ามาก็ยึดประโยชน์ตนเองแบบนี้ ประชาชนก็จะออกมาขับไล่อีก จึงอยากเห็นการเมืองเน้นทำประโยชน์เพื่อชาติเป็นหลัก เช่น เผด็จการรัฐสภาประเทศอื่น ๆ เขาทำกันเขาก็อยู่ได้ ผมอยากจะบอกว่าอย่าคิดว่าประชาชนโง่ เพราะเดี๋ยวนี้ข่าวสารมันไปเร็วมาก” ทั้งนี้มีความกังวลต่อระบบเศรษฐกิจไทยมาก เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาระบบเศรษฐกิจไทยนั้น จะแยกออกจากการเมืองค่อนข้างชัดเจน แต่ช่วงหลังนี้การเมืองได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยเข้ามาผูกติดกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อการค้าและการลงทุนของไทยที่ชะลอตัวอยู่แล้ว ยิ่งประสบปัญหามากขึ้นกว่าเดิม นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หากการชุมนุมรุนแรงขึ้น ทางออกของรัฐบาลก็คือ การยุบสภาเพื่อคืนอำนาจประชาชนเลือกตั้งใหม่ จะเป็นทางออกที่จะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก แต่หากปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อ จะเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ตอนนี้วิตกเรื่องชุมนุมจะกระทบต่อการเดินทางมาท่องเที่ยวไทย หรือคนไทยเดินทางไปช่วงเทศกาลปีใหม่ลดลง การท่องเที่ยวเสียหายจะกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้มาก นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมไทย(เอสเอ็มอี) กล่าวว่า คงต้องขอเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาทางการเมืองให้กลับมามีความสงบเป็นปกติโดยเร็วที่สุดส่วนจะแก้ปัญหาแบบใดรัฐบาลย่อมจะรู้ดี ทั้งนี้เนื่องจากฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่มีผลต่อการเติบโตเศรษฐกิจหากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นก็จะกระทบให้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้วลำบากยิ่งขึ้น “ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีก็ลำบากมากตั้งแต่น้ำท่วมปลายปี 54 ไหนจะโดนขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน จนตอนนั้นสภาพคล่องแทบไม่มีบางรายต้องกู้หนี้นอกระบบ ขอให้รัฐช่วยตั้งกองทุน 2 หมื่นล้านบาทรัฐก็บอกว่าสถาบันการเงินรัฐก็ปล่อยกู้ได้ซึ่งถึงวันนี้เอสเอ็มอีรายย่อยก็เข้าไม่ถึงแหล่งเงิน พอเราจะเริ่มดีขึ้นเศรษฐกิจรอบนี้มีปัญหาก็จะยิ่งซ้ำอีก”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนแนะผ่าทางตันยุบสภา!

  • ประกาศแจ้งเตือนระมัดระวังมาเที่ยวไทยเพิ่มเป็น 16 ประเทศแล้ว

    ประกาศแจ้งเตือนระมัดระวังมาเที่ยวไทยเพิ่มเป็น 16 ประเทศแล้ว

    นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ในฐานะผู้ดูแลศูนย์ปฏิบัติการวางแผนการท่องเที่ยวและศูนย์ปฏิบัติการในภาวะวิกฤต (ศวก.) กำลังติดตามสถานการณ์ทางการชุมนุมอย่างใกล้ชิด โดยจากการรายงานของททท.ในสำนักงานต่างจังหวัดและสำนักงานต่างประเทศ รวมถึงจากสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) พบว่า ยังไม่มีการยกเลิกการจองห้องพักใด ๆ และยอดการจองยังเติบโตจากปีที่แล้ว ทั้งนี้หากเป็นการประกาศเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ในขณะนี้ททท.ยังประเมินว่าอยู่ในระดับ 0 คือ ไม่เกิดอันตรายใด ๆ กับนักท่องเที่ยวอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมี 16 ประเทศที่ประกาศแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวของตนเองแล้ว ขณะที่ ททท.เริ่มรายงานสถานการณ์ ไปยังหน่วยงานภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวแล้ว เช่น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สทท.) แอตต้า และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งเอเชียแปซิฟิกใต้(พาต้า) เพื่อให้สมาคมเหล่านี้ได้นำข่าวสารไปประกาศให้นักท่องเที่ยวได้ทราบโดยทั่วกัน รวมถึงได้ทำสมุดภาพแบบกราฟฟิคบอกตำแหน่งการชุมนุมอย่างชัดเจน และแจกจ่ายไปยังบริษัททัวร์ ให้นำไปให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้และหลีกเลี่ยงเส้นทางได้“ททท.ได้ติดตามเหตุการณ์การชุมนุมตลอด โดยได้ส่งบุคลากรใน ททท.เข้าไปแอบแฝง และคอยรายงานความคืบหน้าต่าง ๆ ผ่านทางการสื่อสารแบบไลน์ ซึ่งทำให้ททท.ได้รับมือการเตรียมการได้อย่างใกล้ชิด”สำหรับทั้ง 16 ประเทศที่แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวของตนเอง ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส สวีเดน ญี่ปุ่น ไต้หวัน แคนาดา ออสเตรเลีย อิสราเอล บราซิล สิงคโปร์ เบลเยี่ยม สเปน เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เยอรมัน และ ฮังการี โดยการเตือนเป็นระดับ 2 คือ การให้ระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงพื้นที่การชุมนุมส่วนกณีคำพิพากษาเขาพระวิหารนั้น ททท.ได้ให้สำนักงานสุรินทร์ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใกล้กับ แหล่งท่องเที่ยวบริเวณชายแดนมากที่สุดรายงานความคืบหน้าเข้ามาโดยตลอด ซึ่งขณะนี้การเดินทางยังเป็นปกติไม่ได้รับผลกระทบใดๆ อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้จะอัพเดทสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประกาศแจ้งเตือนระมัดระวังมาเที่ยวไทยเพิ่มเป็น 16 ประเทศแล้ว