เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • ประธานกูเกิล แนะไทยควรเร่งประมูล4จี

    ประธานกูเกิล แนะไทยควรเร่งประมูล4จี

    ประธาน กูเกิล ฝากรัฐบาลไทยเร่งผลักดันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต พร้อมลุ้นให้มีการประมูล 4 จี โดยเร็วหลังล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย นายเอริค อี. ชมิดท์ ประธานบริหาร กูเกิล อิงค์ กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีอนาคตและมีโอกาสเติบโต ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาทางด้านการเมืองก็ตาม แต่ก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ได้ฝากไปถึง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ถึงการเร่งให้เกิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้แพร่หลายครอบคลุมทั่วประเทศโดยเร็ว เพราะที่ผ่านมาการประมูล 3 จี ของประเทศไทยถือว่ามีความล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ อย่างไรก็ตาม หลังเปิดให้บริการ 3 จี ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของเทคโนโลยีขึ้นมาก ดังนั้น ประเทศไทยควรที่จะเร่งให้เกิดการประมูล 4 จี เพราะเทคโนโลยี 4 จี ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ดีกว่า และถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรรีบดำเนินการ คือการผลักดันให้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตแพร่หลาย และครอบคลุมทั่วประเทศโดยเร็ว เพราะหากช้าประเทศไทยจะเสียโอกาสมากขึ้น ส่วนนโยบายแจกแท็บ เล็ตในไทยถือว่าเป็นนโยบายที่ดี “ใน 10 ประ เทศอาเซียนไทยตามหลังมาเลเซีย สิงคโปร์ ไทยถือเป็นอันดับ 3 โดยสิงคโปร์ มีสิ่งแวดล้อมในการลงทุนที่ดีกว่า ไทยควรมีอีโคซิสเต็มส์ที่ดี โดยเริ่มจากผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพออกมาก่อน อีกทั้งประเทศไทยกำลังมีปัญหาทางการเมือง แต่ตลาดเมืองไทยก็มีขนาดใหญ่มาก มีความทันสมัย และผู้คนให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพ โฆษณา และแฟชั่น” นายชมิดท์ กล่าว.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประธานกูเกิล แนะไทยควรเร่งประมูล4จี

  • เก็ดเจ็ทคอมมาร์ต 2013

    เก็ดเจ็ทคอมมาร์ต 2013

    เก็บตกสีสันของเล่นไฮเทคหรือเก็ดเจ็ทของคนไอที จากงาน “คอมมาร์ต คอมเทค ไทยแลนด์ 2013”  ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 พ.ย.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นประจำกับงานแสดงสินค้าไอทีในช่วงปลายปีงานนี้ที่ผู้จัดอย่างบริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) จะต้องไปเสาะหาเก็ดเจ็ทไอที มาให้บรรดาผู้ที่ชื่นชอบเทคโน โลยีแบบล้ำ ๆ ได้แข่งขันกันเป็นเจ้าของ ด้วยราคาประมูลเริ่มต้นที่ 1 บาท โดยปีนี้ไฮไลต์ เก็ดเจ็ทที่นำมาให้ประมูลอยู่ที่ 3 ผลิตภัณฑ์หลัก ชิ้นแรก คือ ลีฟ โมชั่น คอนโทลเลอร์ (Leap Motion Controller)  หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่ทำให้เราสามารถบังคับการทำงานต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องสัมผัสกับหน้าจอ แต่ใช้ “มือ” หรือสิ่งของอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็นทรงกระบอก  บังคับแทน คล้าย ๆ กับไคเน็กซ์ (Kinect) ของไมโครซอฟท์  ที่หลายคนคุ้นเคย แต่อุปกรณ์ ลีฟ โมชั่น  จะมีขนาดเล็ก และราคาถูกกว่ามาก  เซ็นเซอร์ มีความละเอียดในการตรวจจับมากกว่า 100 เท่า สามารถตรวจจับได้ทุกข้อนิ้วและข้อมือ มีความแม่นยำในระดับ 0.01 มิลลิเมตร การเชื่อมต่อทำแค่เพียงเสียบสายยูเอสบี   อนาคตอุปกรณ์นี้มีแผนพัฒนาให้สามารถใช้งานแบบไร้สายได้อีกด้วย ส่วนชิ้นที่สอง คือ  ไซเบอร์ ช็อต  คิวเอ็กซ์ 10  หรือเลนซ์กล้องของโซนี่ ที่มีน้ำหนักเพียง 105 กรัม แต่ความละเอียดสูงถึง 18.2  ล้านพิกเซล และมีกำลังขยายแบบ ออพติคัล 10 เท่า สามารถเชื่อมต่อการทำงานกับสมาร์ทโฟน  โดยใช้จอของสมาร์ทโฟนเป็นหน้าจอแสดงผลได้ ภาพที่ได้จะมีคุณภาพเทียบเท่ากับกล้องคอมแพ็คระดับ ไฮเอนด์  ใช้ได้ทั้งกับระบบปฏิบัติการทั้งแอนดรอยด์และไอโอเอส ทำให้ทั้งการลั่น ชัตเตอร์  ถ่ายวิดีโอ และสามารถแชร์ภาพได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และชิ้นสุดท้าย คือ ไอแพดแอร์ (iPad Air)   มีขอบหน้าจอที่บางเพียง 0.7 มม. บางลงกว่ารุ่นก่อนถึง 45% ส่งผลให้ตัวเครื่องบางลงเหลือ 7.5 มม. และมีน้ำหนักเพียง 469 กรัมเท่านั้น หน้าจอขนาดเท่าเดิม 9.7 นิ้ว ความละเอียด 2048×1536 พิกเซล ใช้ซีพียู Apple A7 แบบ 64-Bit และชิปประมวลผล M7 motion ถือว่าเป็นแท็บเล็ตตัวแรกของโลกที่ใช้ซีพียูประมวลผลแบบ 64-Bit ส่วนกล้องถ่ายภาพด้านหลังเท่าเดิมที่  5 เมกะพิกเซล กล้องด้านหน้า 1.2 เมกะพิกเซล และแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง เห็นแล้วอยากได้…งานนี้ไม่มีขาย ต้องประมูลอย่างเดียว  หากพลาดแนะนำท่องเว็บหาเอาตามร้านค้าในโลกออนไลน์ !!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เก็ดเจ็ทคอมมาร์ต 2013

  • ต่างชาติแห่แปลงเพศในไทย

    ต่างชาติแห่แปลงเพศในไทย

    นายพงศกร จินดาวัฒนะ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสาร บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดนักท่องเที่ยวชาวอาเซียนที่รักษาสุขภาพ(เมดิคัล ทัวร์ริสซึ่ม) กำลังสนใจมาผ่าตัดแปลงเพศในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากไทยมีโรงพยาบาลและทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญได้รับมาตรฐานระดับโลกถึง 35 โรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายยังถูกกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเกาหลีถึง 40% อีกทั้งนักท่องเที่ยวในกลุ่มอาเซียน ยังมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน และเวลาในแต่ละประเทศไม่แตกต่างกันมาก จึงคาดการณ์ว่าในสิ้นปีนี้สัดส่วนของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแปลงเพศจะมี ตัวเลขเติบโตประมาณ 10% นอกจากนี้ในส่วนประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ รัสเซีย และกลุ่มประเทศแถบตะวันออกกลาง ยังถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าที่เดินทางมาในระยะไกล เพื่อมารักษาด้านการรักษาโรคและอยู่พักฟื้นนาน และทั้งนี้ผู้ที่มารักษาจะนำครอบครัวจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 คนมาเมืองไทยด้วย นอกจากจะมาดูแลผู้ป่วยแล้วยังท่องเที่ยวและช็อปปิ้งและพักอาศัยในโรงแรม ระดับหรูหรา ทำให้เกิดรายได้ทางการท่องเที่ยวสะพัดภายในประเทศ “ยอมรับได้ว่าขณะนี้ประเทศไทยมีชื่อเสียงเรื่องผ่าตัดแปลงเพศ โดยได้รับความไว้วางใจจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะ พม่า และกัมพูชา ที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่ามีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะมีเงินมากจนถึงขนาดอยาก ผ่าตัดแปลงเพศ แต่จริง ๆ แล้วประเทศเหล่านี้ก็ยังมีกลุ่มคนมีฐานะแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน ส่วนในกลุ่มประเทศรัสเซีย หรือ จีน ซึ่งเคยเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์มาก่อน เมื่อเปลี่ยนระบบทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาในประเทศตนเองยังสูงกว่าเยอะ และจากการเข้าร่วมโรดโชว์กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ทำให้ต่างชาติรู้จักและเห็นศักยภาพของการแพทย์ของเมืองไทยด้วย ว่านอกจากจะมารักษาแล้วก็ยังคุ้มค่าเพราะได้พาครอบครัวมาท่องเที่ยวต่อได้ ด้วย” อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีคู่แข่งที่สำคัญ คือ สิงคโปร์และมาเลเซีย ที่มีจุดแข็งเกี่ยวกับระบบการแพทย์ที่ทันสมัย และได้รับความไว้วางใจเนื่องจาก ถูกมองว่าเป็นประเทศเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อนทำให้เกิดความน่าเชื่อถือตามมา อีกทั้งการทำการตลาดด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั้งสปาและการแพทย์ยังลง ทุนอย่างเต็มที่ผ่านการโฆษณาต่าง ๆ จึงทำให้ นักท่องเที่ยวบางประเทศ โดยเฉพาะจีนเลือกใช้บริการด้านการแพทย์เชิงสุขภาพที่สิงคโปร์มากที่สุด นายพงศกร กล่าวว่า หากเปิดประชาคมเศรษฐกิจเสรีอาเซียน (เออีซี) แล้วภาครัฐควรที่จะหันมาพัฒนาโรงพยาบาลในภูมิภาคให้มากขึ้น เนื่องจากมีงบประมาณและโรงพยาบาลอยู่ในพื้นที่แล้ว และยิ่งที่ใกล้พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวยิ่งต้องเร่งพัฒนา เพื่อให้ใช้บริการได้หลากหลายและดึงดูดรายได้เข้าประเทศ ขณะเดียวกัน ปัจจุบันบุคลากรด้านการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์เฉพาะทางต่างๆกำลังขาดแคลนเป็นอ ย่างมาก เพราะจากอัตรามาตรฐาน แพทย์1คนจะต้องดูแลคนไข้ 500 คน แต่ ปัจจุบันแพทย์ในกรุงเทพฯ 1 คนต้องดูแลนักท่องเที่ยว ถึง 700 คน ส่วนในภูมิภาค แพทย์ 1 คนต้องดูแลแพทย์ถึง 2,000 คน นายกรด โรจนเสถียร นายกสมาคมสปาไทย กล่าวว่า ธุรกิจสปา ถือเป็นเมดิคัล ทัวร์ริสซึ่มอย่างหนึ่งที่ทำมูลค่าให้การท่องเที่ยวสูง โดยตลาดสปาในไทยมีมูลค่า 14,000 ล้านบาทและปีนี้จะยังคงโตต่อถึงประมาณ 16,000 ล้านบาท และจากกระแสท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆในทวีป แถบเอเชีย-แปซิฟิก 7 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ พบว่า สปาไทยยังได้รับความนิยมสูงสุด จากอานิสงค์ของนักท่องเที่ยวที่เดินทาง มาแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะตลาดกลุ่มอาเซียนบวก6 ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เช่น เวียดนาม จีน อินเดีย ลาว และกัมพูชา เพราะเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับสปาไทยและเป็นตลาดที่อยู่ใกล้ ขณะที่ตลาดยุโรปเช่น รัสเซีย ตุรกี นั้นมีกำลังซื้อสูง หันมาให้ความสนใจกับวิธีการผ่อนคลายและบำบัดแบบตะวันออกมากขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ต่างชาติแห่แปลงเพศในไทย