5 พ.ย.56 นายสุรพันธ์ ภาษิตรนิรันดร์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการขยายธุรกิจในประเทศจีนว่า ล็อกซเล่ย์เล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ล็อกซเล่ย์จึงได้จัดตั้ง บริษัท ล็อกซเล่ย์ อินเตอร์เทรด (กว่างโจว) จำกัด ขึ้นเพื่อทำตลาดอย่างจริงจังในประเทศจีน ที่เมืองกว่างโจวเมื่อปี 2555 โดยเริ่มส่งออกสินค้าไปจำหน่าย 2 กลุ่ม ได้แก่ ข้าว และขนมขบเคี้ยว ผ่านช่องทางจำหน่าย 2 ส่วนคือ ช่องทางจำหน่ายผ่านร้านอีซี่ จอย ร้านสะดวกซื้อภายในปั้มน้ำมันไซโนเปค เครือข่ายสถานีบริการน้ำมันอันดับหนึ่งของจีน และช่องทางจำหน่ายที่เป็นเครือข่ายการค้ายี่ปั๊วรายใหญ่ทั่วไป โดยเริ่มจากเมืองกว่างโจว และกรุงปักกิ่ง และมีแผนกระจายสินค้าสู่มณฑลอื่นๆ ทางฝั่งตะวันออกของประเทศจีนต่อไปในอนาคต ล่าสุด ล็อกซเล่ย์ ได้เซ็นสัญญาร่วมกับ ไซโนเปค ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมิคอลของจีน เพื่อแต่งตั้งให้ล็อกซเล่ย์เป็นผู้ซัพพลายข้าวหอมมะลิไทย 100% บรรจุถุง ตรา “จินลี่เหลียน” หรือ “Golden Lotus” ให้แก่ไซโนเปค สำหรับวางจำหน่ายที่ร้าน “อีซี่ จอย” ในเครือข่ายสถานีน้ำมันของไซโนเปคทั่วประเทศจีน พร้อมบันทึกในรายการสินค้าหลักให้ข้าว “จินลี่เหลียน” เป็นหนึ่งในสินค้าหลักของร้านอีซี่จอยอีกด้วย ซึ่งพิธีเซ็นสัญญาดังกล่าวมีขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของไซโนเปค ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายสุรพันธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของสินค้าขนมขบเคี้ยว บริษัทได้ส่งผลิตภัณฑ์ไปทำตลาดแล้ว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มะขามหวานแปรรูป ตรา “บ้านมะขาม” และถั่วลันเตาอบกรอบและเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบเนย ตรา “กรีนนัท” โดยทำตลาดผ่าน 2 ช่องทางข้างต้น คือ จำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้ออีซี่ จอย และตัวแทนจำหน่ายยี่ปั๊วรายใหญ่ต่างๆ ซึ่งในส่วนของผลิตภัณฑ์บ้านมะขาม เมื่อเร็วๆ นี้ ล็อกซเล่ย์ ได้ร่วมกับ บริษัท สวนผึ้งหวาน จำกัด นำผลิตภัณฑ์มะขามหวานแปรรูปภายใต้แบรนด์ “บ้านมะขาม” ของนายนิวัฒน์ โฆวงศ์ประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บจ.สวนผึ้งหวาน ไปจัดงานสัปดาห์มะขามไทย ณ สำนักงานไซโนเปค กวางตุ้ง นครกว่างโจว โดยได้รับการสนับสนุนจากนายเซี่ย ยู๋ เฟย ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไซโนเปคกวางตุ้ง จำกัด เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์มะขามหวานแปรรูป 4 ชนิดได้แก่ 1.มะขามเคี้ยวหนึบรสดั้งเดิม 2.มะขามเคี้ยวหนึบรสจี๊ดจ๊าด 3. มะม่วง-มะขามเคี้ยวหนึบ และ 4.มะขามห้ารส เพื่อให้ผู้บริโภคชาวจีนได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาดมะขามไทยแปรรูปที่มีรสชาดแบบไทยๆ พร้อมสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์บ้านมะขามอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบ้านมะขามมีแผนนำผลิตภัณฑ์มะขามแกะเมล็ดอบแห้งคัดพิเศษ เข้ามาทำตลาดจีนเป็นรายการต่อไป ในปี 2557 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมในตลาดจีน ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านบาทในปี2559 ซึ่งมีแผนกลยุทธ์ทำตลาดเชิงรุกไปยังหัวเมืองใหญ่ที่มีความเจริญ และมีกำลังซื้อสูงโดยเฉพาะในฝั่งตะวันออกของจีน โดยล็อกซเล่ย์เปิดกว้างรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่สนใจเข้ามาเป็นพันธมิตรอย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมดำเนินธุรกิจไปด้วยกัน บริษัทฯพร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ที่ต้องการนำสินค้าหรือบริการเข้าไปเปิดตลาดในประเทศจีน โดยล็อกซเล่ย์จะพัฒนาสินค้า ทำการตลาด อำนวยความสะดวกทั้งในด้านกฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับทางการค้าต่างๆ การจัดส่งสินค้า และการกระจายสินค้า เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งนี้ ไซโนเปค เป็นเครือข่ายผู้ให้บริการสถานีน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีสถานีบริการน้ำมันกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าจากร้านอีซี่ จอย ภายในปั๊มน้ำมันประมาณปีละ 1.5 หมื่นล้านหยวน เฉพาะในเมืองกว่างโจว ไซโนเปคมีสถานีบริการน้ำมันกว่า 2,200 แห่ง โดยมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าในร้านอีซี่ จอยส์ กว่า 1.4 พันล้านหยวนต่อปี นับเป็นโอกาสทางธุรกิจของล็อกซเล่ย์ ที่จะต่อยอดนำสินค้าคุณภาพสัญชาติไทยอย่างข้าวหอมมะลิ “จินลี่เหลียน” และมะขามหวานแปรรูป “บ้านมะขาม” และผลิตภัณฑ์ “กรีนนัท” เข้าไปเปิดตลาดในประเทศจีน.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ล็อกซเล่ย์” ผนึก “ไซโนเปค” รุกตลาดค้าปลีกจีน
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

“ล็อกซเล่ย์” ผนึก “ไซโนเปค” รุกตลาดค้าปลีกจีน
-

ครม.ไฟเขียวขายข้าวให้จีนแลกรถไฟความเร็วสูง
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างสัญญาการขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน 1 ล้านตัน ในราคาตลาดโลก โดยกำหนดส่งมอบภายใน 1 ปี รวมทั้งเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยโครงการความร่วมมือของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟโดยแลกเปลี่ยนกับสินค้าเกษตรจากประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของผู้นำทั้ง 2 ประเทศหลังจากที่นายหลี่ เค่อเฉียง ได้เดินทางเยือนไทยเมื่อวันที่ 11-13 ต.ค. 56 ทั้งนี้ในร่างสัญญาการขายข้าวให้รัฐบาลจีนนั้น ยืนยันว่าราคาที่ขายให้กับจีนจะเป็นไปตามราคาตลาดโลกที่ได้ตกลงกันใน ณ เวลานั้น แต่ในเบื้องต้นจะทำการซื้อขายกันก่อนเป็น 1 ล้านตันและกำหนดส่งมอบภายใน 1 ปี โดยเริ่มตั้งแต่เดือนธ.ค.นี้เป็นต้นไป แยกเป็น 3 ช่วงเวลาคือระหว่างเดือนธ.ค.56-เม.ย. 57 จำนวน 5 แสนตัน ระหว่างเดือนพ.ค.-ต.ค. 57 จำนวน 3 แสนตัน และช่วงสุดท้ายคือ พ.ย.-ธ.ค. 57 จำนวน 2 แสนตัน “ขอยืนยันว่าการขายข้าวครั้งนี้จะมีราคาตามตลาดโลกในช่วงเวลาที่ตกลงกัน โดยจะมีข้าวทั้ง 3 ชนิด ทั้งข้าวเหนียว ข้าวขาว 5% และข้าวหอมมะลิ ส่วนเงินที่ได้รับจากการขายข้าวให้จีนครั้งนี้จะนำไปใช้คืนให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือธ.ก.ส.ต่อไป โดยยืนยันว่าการขายข้าวให้จีนครั้งนี้เป็นคนละส่วนกับกรณีที่ก่อนหน้านี้ได้เจรจาขายข้าวให้กับบริษัท เป่ยต้าฮวง แห่งเมืองฮาบิน มณฑลเห่อ หลง เจียง ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน ที่อยู่ระหว่างดำเนินการหากไม่สามารถเจรจาหรือตกลงกันได้ภายในเดือนพ.ย.นี้ก็ถือว่าเรื่องนี้ต้องยุติไป” ส่วนเรื่องการแลกเปลี่ยนข้าวและสินค้าเกษตรของไทยกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีน ในเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย นั้นเป็นเพียงร่างบันทึกข้อตกลงในเบื้องต้นที่จะทำงานร่วมกันและศึกษาร่วมกันว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปภายใน 1 ปี และขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ยกเส้นทางรถไฟดังกล่าวให้กับรัฐบาลจีนแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการศึกษาร่วมกันเท่านั้นหากมีรัฐบาลของประเทศอื่นสนใจที่จะดำเนินการเช่นเดียวกันรัฐบาลไทยก็พร้อมพิจารณาข้อเสนอ แต่เชื่อได้ว่าไม่มีประเทศใดดำเนินการแน่ นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวทางการแลกเปลี่ยนสินค้าข้าวและสินค้าเกษตรอื่นของไทยกับการพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้นต้องยืนอยู่บนหลักการคือรัฐบาลไทยจะจ่ายค่าการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงด้วยข้าวและสินค้าเกษตรในอัตรา 50% และอีก 50% จะจ่ายเป็นเงินสด โดยราคาข้าวและสินค้าเกษตรดังกล่าวนั้นจะต้องอ้างอิงจากราคาตลาดโลก ขณะเดียวกันการประเมินค่าใช้จ่ายในโครงการจะทำโดยองค์กรสากลที่เป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย และความร่วมมือนี้จะดำเนินไปตามกรอบเวลาและขั้นตอนภายในประเทศของทั้ง 2 ฝ่าย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ครม.ไฟเขียวขายข้าวให้จีนแลกรถไฟความเร็วสูง -

ชาวนาระแวงไม่ได้เงินรับจำนำ
นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มชาวนาจะทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ให้เร่งเตรียมพร้อมและเปิดจุดรับจำนำข้าวเพิ่มว่า ขณะนี้ชาวนาจำนวนมากเริ่มรู้สึกระแวงการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลแล้ว เพราะหลายรายที่ได้รับใบประทวนตามโครงการรับจำนำข้าวแล้วแต่ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินได้ ทั้ง ๆ ที่ทำตามขั้นตอนแล้วจะเบิกจ่ายเงินได้ภายใน 7 วันหลังได้รับใบประทวน ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) และรัฐบาล ก็ไม่มีการออกมาชี้แจงเลย สำหรับกรณีที่มีชาวนาบางกลุ่มเร่งให้เตรียมพร้อมและเปิดจุดรับจำนำข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะได้เร่งนำข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วเข้าโครงการรับจำนำ เพื่อที่จะได้ใช้เวลาในการเบิกจ่ายเงินได้ทันและนำไปใช้ในการลงทุนปลูกข้าวรอบต่อไป “ทุกวันนี้รัฐบาลไม่ทำอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องข้าว มัวแต่เอาเวลาไปเดินสายชี้แจงตามรายภาค ซึ่งไม่ใช่เรื่อง เพราะมีคณะอนุกรรมการแต่ละจังหวัดอยู่แล้ว การเดินสายชี้แจงนั้นเป็นการทำงานแปลก ๆ อย่างไรไม่รู้ หรือจะเป็นการเดินสายเพื่อเอาพ.ร.บ.นิรโทษกรรมพ่วงไปชี้แจงด้วยหรือเปล่า” อย่างไรก็ดี เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลยังจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ จนกว่าจะสิ้นสุดโครงการ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ จะหาวิธีแก้ปัญหาไม่ให้ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการเดือดร้อนได้อย่างไรมากกว่า นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า มีการจ่ายเงินให้ชาวนาที่นำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำข้าวล่าช้าจริง โดยเป็นการเบิกจ่ายในงวดวันที่ 16-30 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งทยอยจ่ายเงินให้กับชาวนา ส่วนที่ทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เปิดจุดรับจำนำข้าวเพิ่มขึ้น เป็นส่วนของชาวนาที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่และลำพูน เนื่องจากทั้ง 3 จังหวัดนี้มีโรงสีที่เข้าร่วมโครงการน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการ “การที่รัฐบาลจำกัดปริมาณรับจำนำข้าวไม่เกินครัวเรือนละ 350,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยกว่าความเป็นจริงที่ชาวนาผลิตได้มาก ประกอบกับในพื้นที่มีโรงสีที่เข้าร่วมโครงการน้อย ทำให้ต้องแย่งกันเข้าเพื่อให้ทัน ทำให้ส่วนที่เหลือชาวนาต้องนำไปขายเงินสด ซึ่งได้ราคาอยู่ที่ตันละ 8,000-9,000 บาทเท่านั้น” ขณะเดียวกัน สมาคมได้ทำหนังสือผ่านกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาขยายเวลาโครงการรับจำนำข้าวเปลือกรอบแรก (นาปี) ที่กำหนดระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 56-28 ก.พ.57 ออกไปเล็กน้อย เพราะชาวนาในพื้นที่ภาคกลางที่ถูกน้ำท่วมขังอยู่นั้น คาดว่าจะเริ่มกลับมาทำนาได้ประมาณช่วงปลายเดือนธ.ค.ถึงต้นเดือนม.ค. หากไม่พิจารณาให้ขยายเวลาออกไป จะทำให้มีชาวนาและข้าวจำนวนหนึ่งที่ตกไม่ทันเข้าโครงการ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชาวนาระแวงไม่ได้เงินรับจำนำ