ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและได้ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของประเทศเป็นอย่างมาก ดังนั้นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร โดยการสนับสนุนงบประมาณจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ได้จัดโครงการค่ายนักอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์ เนคเทค อีแคมป์ รุ่นที่ 254 ขึ้น นายนครินทร์ ศรีปัญญา อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า กล่าวว่า ค่ายนักอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์นี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 8 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาทักษะด้านอิเล็กทรอนิกส์และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ชุมชนและสังคมที่ตนอาศัยอยู่ โดยนักเรียนที่เข้าร่วมค่ายในครั้งนี้มาจากการคัดเลือกผ่านเรียงความเรื่องอิเล็กทรอนิกส์กับชีวิตประจำวัน โดยมีผู้ส่งเรียงความเข้ามากว่า 70 คน และคณะกรรมการคัดเลือกให้เหลือ 44 คนจากโรงเรียนห้วยผึ้งวิทยา โรงเรียนเซกา โรงเรียนสว่างแดนดิน โรงเรียนอนุกูลนารี โรงเรียนมัธยมวาริชภูมิ และโรงเรียนนวมินทราชูทิศ อีสาน เพื่อเข้าร่วมค่ายในครั้งนี้ กิจกรรมในค่ายมีทั้งด้านทฤษฎี คือการเรียนรู้เรื่องหม้อแปลง รีเลย์และวงจรต่าง ๆ ด้านการลงมือปฏิบัติที่ผู้เข้าร่วมค่ายจะได้ลงมือทำงานจริง คือการประดิษฐ์ป้ายไฟ ที่เด็ก ๆ สามารถทำเองได้ตามจินตนาการของแต่ละคน เนื่องจากตัวแอลอีดีมีความซับซ้อนของวงจรน้อยที่สุดและสุดท้ายกิจกรรมด้านนันทนาการที่จะสอดแทรกความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์อยู่เสมอ “ปาล์ม” ด.ช.ยุทธพงษ์ สีคะ มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเซกา จังหวัดบึงกาฬ บอกว่า อยากเรียนรู้งานด้านอิเล็กทรอนิกส์ ที่เดิมดูเหมือนซับซ้อน แต่พอมาเข้าค่ายแล้วก็ทราบว่ามันไม่ได้ยากเกินกว่าที่จะเรียนรู้ได้ หลังจากนี้จะนำความรู้เรื่องการทำหลอดแอลอีดีไปช่วยชุมชน เวลามีงานวัดก็สามารถช่วยเขาทำป้ายเตือนต่าง ๆ ได้ ในอนาคตจะศึกษาเรื่องเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์ไปเรื่อย ๆ และตั้งใจจะเป็นนักอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้ ด้าน “แอมแปร์” ด.ญ.ฐานิตา ยมศรีเคน มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุกูลนารี จังหวัดกาฬสินธุ์ บอกว่า ในค่ายมีกิจกรรมหลายอย่างที่ไม่มีในห้องเรียน และสามารถนำมาใช้ประกอบการเรียนในห้องเรียนได้ เช่นหลักการทำงานของแอลอีดี ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมีหน้าที่และมีหลักการทำงานอย่างไร ปัจจุบันโครงการค่ายนักอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์ แม้จะได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง แต่การจัดกิจกรรมค่ายจำเป็นต้องใช้งบประ มาณในการดำเนินงานค่อนข้างสูง ดังนั้นการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ เพิ่มเติม จึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะช่วยกันพัฒนา และสานฝันในการปั้นนักอิเล็ก ทรอนิกส์รุ่นเยาว์กันต่อไป.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปั้นนักอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

ปั้นนักอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์
-

ลดความเสี่ยงโรคฟันผุด้วยโพรไบโอติก – ฉลาดสุดๆ
ปัญหาเรื่องสุขภาพในช่องปากโดยเฉพาะโรคฟันผุในคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากไม่ถูกวิธี และพฤติกรรมการชอบบริโภคอาหารที่มีรสหวานมาก ๆ ซึ่งเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดเป็นโรคฟันผุได้ง่าย ซึ่งเมื่อเป็นโรคฟันผุแล้วนอกจากจะมีผลต่อสุขภาพในช่องปากแล้ว ยังทำให้ต้องเสียเวลาและเสียเงินในการรักษาและหากปล่อยให้การผุลุกลามไปมาก ๆ ไม่รีบรักษาอาจจะทำให้ต้องเสียฟันซี่นั้นไปจากช่องปากไปเลย การรักษาฟันผุจำเป็นต้องให้ทันตแพทย ศาสตร์เป็นผู้รักษา ซึ่งการไปรักษาที่โรงพยาบาลรัฐสิ่งที่หลาย ๆ คนต้องเจอ คือ การรอคิวรักษานาน และหากจะไปคลินิกเอกชนค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้น โดยเฉพาะหากการผุนั้นลุกลามมาก จนต้องทำการรักษารากฝัน และทำการครอบฟัน การดูแลรักษาความสะอาดสุขภาพช่องปากไม่ให้ฟันผุจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ทั้งนี้ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหา วิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) โดย ศาสตรา จารย์ ดร.รวี เถียรไพศาล และ ทพญ.สุพัชรินทร์ พิวัฒน์ และคณะผู้ร่วมวิจัย ได้ร่วมทำการวิจัยต่อยอดโดยการนำโพรไบโอติกสายพันธุ์ Lactobacillus paracasei SD1 หรือเชื้อแบคทีเรียที่ได้จากช่องปากที่มีความสามารถในการป้องกัน ฟันผุ มาพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ผสมโพรไบโอติก ได้เป็นผลสำเร็จ เพื่อเป็นทางเลือกในการป้องกันและลดความเสี่ยงโรคฟันผุให้แก่คนไทย ศาสตราจารย์ ดร.รวี เถียรไพศาล คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวว่า โพรไบโอติกสายพันธุ์ Lactobacillus paracasei SD1 เป็นแบคทีเรียที่ได้มาจากช่องปาก ที่มีความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคฟันผุ จึงได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ผสมโพรไบโอติกในรูปแบบอาหารเสริมเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค อาทินมผง นมอัดเม็ด โยเกิร์ต นอกจากนี้ยังสามารถนำไปผสมในเครื่องดื่มน้ำผลไม้ต่าง ๆ ได้ด้วย ศาสตราจารย์ ดร.รวี เถียรไพศาล อธิบายกลไกการทำงานของโพรไบโอติกว่า สามารถลดเชื้อก่อโรคฟันผุ โดยการแข่งขันเพื่อครอบครองพื้นที่ สามารถสร้างสารยับยั้งการเจริญเติบโตต่อเชื้อก่อโรคฟันผุโดยตรง และสามารถกระตุ้นภูมิต้านทานต่อเชื้อก่อโรคด้วย ซึ่งต่างจากการใช้น้ำยาบ้วนปากหรือสารต้านเชื้อ ที่มีผลในการลดเชื้อเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการดื้อต่อสารต้านเชื้อตามมาในภายหลังได้ นอกจากนี้โพรไบโอติกยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ในคนทุกช่วงอายุ รวมถึงผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาฟันผุที่ผิวรากฟันจากปัญหาเหงือกร่นด้วย ทั้งนี้สำหรับกระบวนการนำโพรไบโอติก Lactobacillus paracasei SD1 มาผสมในเครื่องดื่มนั้น จะนำเอาหัวเชื้อมาเตรียมในรูปแบบของ microencapsulation ซึ่งมีลักษณะเป็นแคปซูลขนาดเล็กคล้ายชาไข่มุก และต้อง เคี้ยวเพื่อให้ตัวเชื้อได้ออกมาสัมผัสกับช่องปาก ซึ่งการทำเป็นรูปแบบแคปซูลนี้ จะทำให้เชื้อมีชีวิตรอดอยู่ได้นานกว่าการผสมลงในน้ำและเครื่องดื่มโดยตรง อย่างไรก็ตาม การเตรียมผสมในรูปแบบของนมผงและโยเกิร์ตจะเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด เนื่องจากเชื้อจะมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า โดยยังคงประสิทธิภาพในการป้องกันฟันผุได้ดีเท่าเดิม “การนำโพรไบโอติกไปพัฒนาทำเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ นับเป็นทางเลือกที่ดีและง่ายต่อผู้บริโภคในการยับยั้งและป้องกันฟันผุ ที่ต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาวะในช่องปากและพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารหวาน จึงจะช่วยลดอัตราการเกิดฟันผุในประชากรไทยได้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น” ศาสตราจารย์ ดร.รวี กล่าว อย่างไรก็ตามในอนาคต ทางศาสตราจารย์ ดร.รวี เถียรไพศาล และทีมคณะวิจัย มีแผนต่อยอดงานวิจัยเพื่อเสริมสุขภาพในช่องปากของคนไทย ด้วยการผสมสารโพรไบโอติกและฟลูออไรด์ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นที่ยังขาดฟลูออไรด์ในน้ำดื่ม และยังมีเป้าหมายจะขยายการวิจัยไปสู่การนำโพรไบโอติกมาประยุกต์ใช้ในการป้องกันโรคปริทันต์อักเสบ และป้องกันการติดเชื้อราในช่องปาก ซึ่งถือเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ในการนำโพรไบโอติกมาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพในช่องปากให้ดียิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การป้องกันและลดความเสี่ยงโรคฟันผุให้แก่คนไทยได้ในอนาคต.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลดความเสี่ยงโรคฟันผุด้วยโพรไบโอติก – ฉลาดสุดๆ -

‘เอไอเอส’มั่นใจสิ้นปีรายได้เอ็มเปย์โต 40%
เอไอเอสมองรายได้จากบริการเอ็มเปย์สิ้นปีโต 40% อยู่ที่ 800 ล้านบาท มากกว่าปีก่อนที่มีรายได้ที่ 500 ล้านบาท ปัจจัยหนุนจากการเติบโตของการใช้สมาร์ทโฟน นายปรัธนา ลีลพนัง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานผลิตภัณฑ์และบริการดิจิตอล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด ปัจจุบันมีลูกค้าใช้บริการเอ็มเปย์ทั้งหมดร่วม 1 ล้านราย และมีลูกค้าที่ใช้งานอย่างต่อเนื่องทุกเดือน 4 แสนราย ซึ่งยอดผู้ใช้งานโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 40% ทั้งนี้เป็นผลมาจากการใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีลูกค้าเพิ่มภายในสิ้นปีนี้อีก 4-5 หมื่นราย และเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ 1 แสนราย สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการเอ็มเปย์ในปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 700-800 ล้านบาท จากการใช้งานรวมทั้งหมด 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งโตจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้อยู่ที่ 400-500 ล้านบาทเท่านั้น สำหรับรายได้หลักของเอ็มเปย์มาจากค่าธรรมเนียมที่ได้จากการใช้จ่ายของลูกค้า ทั้งนี้ บริการเอ็มเปย์ถือเป็นแอพพลิเคชั่นหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเอไอเอสในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะมีมูลค่าไม่มากก็ตาม อย่างไรก็ตาม หลังจากเมื่อต้นเดือน เม.ย. 56 ที่ผ่านมา เอไอเอสจับมือแรบบิท ร่วมกันนำนวัตกรรมเอ็นเอฟซี (NFC) ในรูปแบบของซิมการ์ด เข้ามาให้บริการในเมืองไทยเป็นครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก บนเครือข่ายของเอไอเอส ภายใต้บริการ AIS mPAY Rabbit ล่าสุดได้มีแนวคิดให้บริการดังกล่าวเป็นซิมเดียวที่เปลี่ยนมือถือให้กลายเป็นกระเป๋าสตางค์ ให้ลูกค้าเอไอเอสที่ใช้มือถือ ซัมซุง 6 รุ่น สามารถชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้า บีทีเอส รถโดยสารบีอาร์ที รวมถึงใช้ซื้อของ และรับบริการ ที่ร้านค้าที่ร่วมให้บริการแรบบิทกว่า 40 แบรนด์ 700 จุดให้บริการ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘เอไอเอส’มั่นใจสิ้นปีรายได้เอ็มเปย์โต 40%