นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดอุบัติเหตุเรือโดยสารล่มที่เกาะล้าน พัทยา จนมีผู้เสียชีวิต 6 รายและบาดเจ็บจำนวนมากว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงอยู่ แต่สันนิษฐานเบื้องต้น น่าจะมาจากบรรทุกผู้โดยสารเกินอัตราที่กำหนด เมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงทำให้อุปกรณ์ความปลอดภัยไม่เพียงพอกับจำนวนผู้โดยสาร ขณะนี้ได้ยึดใบอนุญาตคนขับเรือลำที่เกิดเหตุแล้ว และกำลังพิจารณาว่าจะยึดใบอนุญาตการประกอบกิจการของเจ้าของธุรกิจด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ ยังได้เรียกผู้ประกอบการเรือโดยสารในพัทยา มาหารือซักซ้อมความเข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติและกฎหมายกฎระเบียบต่าง ๆ ในการเดินเรือโดยสาร โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย และขอให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด หลังจากที่ผ่านมาพบมีผู้ประกอบการบางราย ลักลอบบรรทุกผู้โดยสารเกินกำหนด โดยไปลักลอบรับผู้โดยสารตามหาดจนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่ทั่วถึง ดังนั้นกรมฯ จึงเตรียมออกระเบียบห้ามเรือโดยสารรับส่งผู้โดยสารตามหาด แต่ให้มารับส่งผู้โดยสารเฉพาะท่าเรืออย่างเดียว และหากพบรายใดกระทำผิดบ่อย จะยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการทันที พลเอกพฤณฑ์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม กล่าวว่า เหตุเรือล่มที่เกาะล้าน พัทยานี้ เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เนื่องจากเห็นว่า ผู้ขับเรือโดยสาร ย่อมรู้ถึงพิกัดน้ำหนักที่เรือรับได้ แต่ยังบรรทุกเกินกำหนด จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรม ในส่วนของกระทรวงคมนาคมขณะนี้ ได้สั่งการให้กรมเจ้าท่า เพิ่มความเข้มงวดกวดขันเจ้าหน้าที่ประจำเรือทุกประเภท ทั้งในแง่ของการออกใบอนุญาตประกอบการ ใบอนุญาตขับเรือ ระบบรักษาความปลอดภัย และกำลังพิจารณาเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำผิด “ยอมรับว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจกระทบต่อนโยบายพัทยาโมเดล หรือเมืองต้นแบบด้านการท่องเที่ยวปลอดภัย รวมถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ดังนั้นต้องรวบรวมปัญหาทั้งหมดโดยเฉพาะด้านความปลอดภัย และการบริการนักท่องเที่ยว เพื่อแก้ไขอย่างเป็นระบบและทุกด้าน เรียกความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับมา โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางสู่เมืองพัทยาเป็นจำนวนมาก” ด้านนายพ้อง ชีวานันท์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า สั่งให้กรมเจ้าท่าเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบกรณีการบรรทุกเรือเกินน้ำหนัก โดยเฉพาะการรับส่งในเที่ยวสุดท้ายที่มักปล่อยปะละเลยให้ผู้โดยสารเบียดเสียดยัดเหยียดกันลงเรือจนเกินพิกัด เพราะสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในครั้งนี้มาจาการบรรทุกเกินน้ำหนัก รวมทั้งคนขับยังมีพฤติกรรมประมาทเลินเล่อ ซึ่งต่อไปนี้ เจ้าหน้าที่จะตรวจเข้มมากขึ้น โดยเฉพาะการขนคนกลับเข้าฝั่งในเที่ยวสุดท้ายต้องเป็นไปตามน้ำหนักบรรทุก แต่หากมีนักท่องเที่ยวตกค้างผู้ประกอบการจะต้องจัดหาเรือเพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยว “ตอนนี้ได้สั่งพักใบอนุญาตขับเรือคนขับไปแล้ว 6 เดือน ซึ่งส่วนตัวผมว่า 6 เดือนน้อยไป ในอนาคตอาจจะต้องให้ไปแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษ โดยหากผู้ขับขี่เรือทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขนาดนี้ อาจจะต้องถูกเพิกถอนในอนุญาตขับขี่ตลอดชีวิตหรือให้เลิกอาชีพนี้ไปเลย รวมทั้งให้เพิ่มบทลงโทษผู้ประกอบการเรือโดยสารด้วยที่ปล่อยให้บรรทุกน้ำหนักเกิน ส่วนการดูแลผู้เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และสูญหายจากเหตุเรือล่มครั้งนี้ เบื้องต้นผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินค่าทำศพรายละ 500,000 บาท ส่วนกรณีบาดเจ็บได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลรายละ115,000บาท” ทั้งนี้ปัจจุบันผู้ประกอบการ จอดรับและส่งนักท่องเที่ยว 2 จุด คืออบริเวณ ท่าเรือ และตามชายหาดต่างๆ ทำให้การกำกับดูแลจำนวนผู้โดยสารทำได้ลำบาก เพราะการจอดรับตามชายหาดปัจจุบันไม่มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบ ดังนั้น เบื้องต้นอาจหารือกับเมืองพัทยาและผู้ประกอบการเรือโดยสาร เพื่อพิจารณาถึงแนวทางการจัดทำท่าเรือถาวรเพิ่มเติมบริเวณชายหาดต่างๆ เพื่อให้การดูแลครอบคลุม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คมนาคมห้ามเรือบรรทุกเกินขู่เพิ่มโทษหนัก
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

คมนาคมห้ามเรือบรรทุกเกินขู่เพิ่มโทษหนัก
-

ยืนยันจัดงานปีใหม่ย่านราชประสงค์
นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ เปิดเผยว่า สมาคมยังเดินหน้าจัดเคมเปญกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ แม้จะมีการชุมนุมทางการเมืองก็ตาม เพราะเชื่อว่าจะมีผลความเชื่อมั่นของผู้บริโภคภายเพียงระยะสั้นเท่านั้น โดยทุ่มงบกว่า100 ล้านบาท จัดงานแฮปปี้เนส อีส ออล์ อราวน์ 2014 ภายในวันที่ 19 พ.ย. 56 ถึง 31 ม.ค. 57 ด้วยการมอบส่วนลดสูงสุด 80% พร้อมตกแต่งสถานต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเยี่ยมชม ทั้งนี้คาดว่ามีเงินสะพัดในงานกว่า 18,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเพื่อการสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สร้างรายได้ 35-50% ของรายได้ทั้งหมดในย่านราชประสงค์ สมาคมจึงต้องการให้รัฐบาลให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมที่เป็นจริง เพื่อให้ชาวต่างชาติประเมินความปลอดภัยในการเข้ามาท่องเที่ยวได้ ทั้งนี้นักท่องเที่ยวกลุ่มหลักประกอบด้วยจีน รัสเซีย และอินเดีย โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อ่อนไหวต่อสถานการณ์มากที่สุด “การชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล แต่ทั้งนี้ไม่ควรจะเคลื่อนขบวนมายังราชประสงค์ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจ เพราะจะส่งผลกระทบเหมือนเหตุการณ์ในปี 53 ขณะเดียวกันก็ไม่ควรให้เกิดความรุนแรงหรือการแทรกแซงจากบุคคลที่สาม ซึ่งทางที่ดีรัฐบาลควรออก พ.ร.บ.ควบคุมการชุมนุม เพื่อจัดการชุมนุมให้เป็นระเบียบและป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงจนกระทบต่อภาคธุรกิจอื่นๆ” สำหรับภาพรวมกำลังซื้อของปีนี้ ในช่วงต้นปียังอยู่ในระดับที่ดี แต่ช่วงครึ่งหลังกำลังซื้อเริ่มตกลง เนื่องจากภาระหนี้จากนโยบายรถและบ้านหลังแรกของรัฐบาล ดังนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีรัฐบาลจึงควรเร่งหามาตรการและนโยบายมาดูแลให้เหมาะสม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยืนยันจัดงานปีใหม่ย่านราชประสงค์ -

“โต้ง”เร่งเบิกจ่ายกระตุ้นจีดีพี
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงหัวหน้าหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ และผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเร่งรัดการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 57 ว่า รัฐต้องการให้การหน่วยงานต่าง ๆ เบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ และคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 600,000 ล้านบาท และถ้ารวมงบประมาณเหลื่อมปีอีก 150,000 ล้านบาท จะทำให้มีเงินงบประมาณไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรวมกันกว่า 750,000 ล้านบาท โดยเงินเข้าระบบทุก 120,000 ล้านบาทำให้จีดีพีโต 1% “จากแผนการดำเนินงานของรัฐบาล ทำให้มั่นใจได้ว่าเราจะเดินหน้าเข้าสู่งบประมาณสมดุลได้ภายในปี 60 และภายในสิ้นปีงบประมาณ 57 เชื่อว่ามูลค่าจีดีพีของไทยจะขยายตัวแตะระดับ 13 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลตั้งเป้าเบิกจ่ายเงินงบประมาณเฉลี่ยไตรมาสละ 500,000-600,000ล้านบาท” ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 57 รัฐบาลกำหนดตัวเลขงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ 2.525 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 2.01 ล้านล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลัง 13,400 ล้านบาท งบลงทุนจำนวน 441,000 ล้านบาท งบจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 52,800 ล้านบาท ขณะที่การจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 57 อยู่ที่ 2.275 ล้านล้าน ซึ่งรัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลที่ 250,000 ล้านบาท หรือ 2% ของจีดีพี โดยตั้งเป้าเบิกจ่ายในภาพรวมทั้งหมด 95% สูงกว่าเป้าและการเบิกจ่ายจริงของปีงบประมาณที่ผ่านมาที่เบิกจ่ายประมาณ 90.48%และงบลงทุนอยู่ที่ 82% นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ได้มีหนังสือเวียนให้หน่วยงานต่าง ๆ จัดซื้อจัดจ้างหาตัวผู้รับจ้างให้พร้อม เพื่อให้ลงนามในสัญญาได้เมื่อรับจัดสรรเงินงบประมาณ ซึ่งนายกิตติรัตน์ได้ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังนำร่องในเรื่องนี้ พร้อมเร่งรัดใช้งบประมาณอบรมสัมมนาในประเทศให้ได้ไม่น้อยกว่า 50% ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในไตรมาส 1/57 ที่มีวงเงินกว่า 5,000 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “โต้ง”เร่งเบิกจ่ายกระตุ้นจีดีพี