นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการจัดทำข้าวสารบรรจุถุงขององค์การคลังสินค้า (อคส.) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีนายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานกรรมการตรวจสอบฯ ส่วนกรรมการตรวจสอบฯประกอบด้วย อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ สำนักงานอัยการสูงสุด ตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นต้นทั้งนี้ กรอบการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบฯได้กำหนดระยะเวลา 2 เดือนแล้วเสร็จ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบฯนัดแรกวันที่ 3 ธ.ค.นี้ ซึ่งแนวทางการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบฯจะเน้นการตรวจสอบในประเด็นที่มีการอภิปรายในขั้นตอนของการจัดทำข้าวถุงตั้งแต่การเปิดประมูลหาผู้ปรับปรุงคุณภาพข้าว ผู้จัดจำหน่าย และเจ้าหน้าที่อคส.ที่เกี่ยวข้อง แต่ในเชิงนโยบายการจัดทำข้าวถุงถือว่าคลี่คลาย เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีความรับผิดชอบเฉพาะระดับนโยบายในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และกขช.ก็มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ปฏิบัติอย่างไรก็ตาม ต้องการให้ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ที่ออกไปตรวจสอบการจัดทำและกระจายข้าวถุง ซึ่งเป็นข้อมูลที่อภิปรายในสภาฯ รวมถึงคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่มีการเรียกสอบข้าวถุงก่อนหน้านี้ นำหลักฐานที่มีการกล่าวหาว่าทุจริตมาให้คณะกรรมการตรวจสอบฯดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่มีการระบุว่าเอกชนที่ได้รับมอบหมายให้กระจายข้าวถุงออกไป ไม่ได้มีการกระจายแต่กลับนำข้าวสารมาขายคืนโรงสี เพื่อทำกำไรส่วนต่างของราคาข้าวในตลาดกับราคาข้าวถุงนอกจากนี้ จะตรวจสอบวิธีการเปิดประมูลเลือกผู้ปรับปรุง และผู้กระจายข้าว ที่มีการระบุว่าล็อกสเป็กให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งเท่านั้น โดยข้าวที่นำไปผลิต 590,000 ตัน จากการเบิกจ่าย 1.1 ล้านตัน ส่วนที่เหลือมีการส่งคืนกลับอย่างไรบ้าง เพราะเป็นประเด็นที่ถูกโจมตีว่ามีข้าวสารสูญหายในระหว่างการผลิตข้าวถุง“ส่วนกรณีที่หนังสือสัญญาว่าจ้างเอกชนให้เป็นผู้ปรับปรุงและผู้กระจายสินค้า โดยไม่มีการลงนามในฝ่ายของภาครัฐ มีแต่การลงนามของภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว มองว่าถ้าผู้ซื้อและผู้ขายรับรู้ร่วมกันว่ามีการซื้อขาย ถือว่าเป็นสัญญาได้ แต่การไม่เซ็นอาจเป็นความผิดในเรื่องความบกพร่อง ก็ต้องดูว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นต่อรัฐหรือไม่”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ตั้งคณะกรรมการสอบทุจริตข้าวถุง
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

พาณิชย์ตั้งคณะกรรมการสอบทุจริตข้าวถุง
-

ราคาทองคำ 29 พ.ย. 56 ปรับครั้งที่ 2 ขึ้น 50 บาท
วันที่ 29 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15:12 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 2 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,400 บาท รับซื้อ 18,631.64 บาท ทองแท่งขายบาทละ 19,000 บาท รับซื้อ 18,900 บาท ราคาทองคำและครั้งที่ปรับ ราคาทองคำปรับครั้งที่ 2 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 19,400 บาท รับซื้อ 18,631.64 บาท ทองแท่งขาย 19,000 บาท รับซื้อ 18,900 บาท เวลา 15:12 น. ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 คงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,350 บาท รับซื้อ 18,571.00 บาท ทองแท่งขาย 18,950 บาท รับซื้อ 18,850 บาท เวลา 09:21 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทองคำ 29 พ.ย. 56 ปรับครั้งที่ 2 ขึ้น 50 บาท -

หอการค้าไทยแนะ 4 ทางออกแก้ปัญหาการเมือง
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารหอการค้าและสภาหอการค้าฯ มีมติเสนอ 4 แนวทางในการหาข้อยุติสถานการณ์ทางการเมือง ประกอบด้วย 1.หอการค้าพร้อมที่จะเป็นแกนกลางร่วมกับทุกภาคส่วนในการเจรจาหาทางออก, 2.ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง แต่การแสดงความเห็นทางการเมืองถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมภายใต้กรอบกฎหมาย, 3. การยุบสภาซึ่งเป็นหนทางหนึ่งภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยที่นำไปสู่สันติ และ 4. หอการค้ายืนหยัดอยู่ในหลักการที่จะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคม เพราะหากปล่อยให้เหตุการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะเกิดความเสียหายต่อประเทศและเศรษฐกิจอย่างมาก“หอการค้าจะเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายพร้อมทั้งมีการดึงองค์กรที่เป็นกลาง เช่น สถาบันการศึกษา สถาบันเอกชน สถาบันสื่อมวลชน ตัวแทนฝ่ายการเมือง และแกนนำกลุ่มต่างๆ มาหาแนวทางในการแก้ไขทางออกของประเทศ จากนั้นก็ต้องยุบสภาเพื่อให้กลไกเดินต่อได้ตามรัฐธรรมนูญ”นายอิสระ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวจะมีการนำข้อเสนอทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค.นี้ โดยหอการค้าไทยไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะต้องมาฟังความเห็นจากหอการค้า แต่เป็นการพยายามทำหน้าที่ของตัวเองในการนำเสนอความคิดเห็นของภาคเอกชนมานำเสนอเท่านั้น ส่วนข้อเสนอที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ชุมนุม เสนอให้มีการตั้งสภาประชาชนนั้น ส่วนตัวไม่เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แต่จากที่ฟังผู้เชี่ยวชาญหลายๆคนเห็นตรงกันว่า เป็นไปไม่ได้“จากผลการสำรวจความคิดเห็นของหอการค้าต่างจังหวัดทั่วประเทศประมาณ 70% ต้องการให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อให้เหตุการณ์สงบลง และอีก 30% ให้มีการเจรจาเพื่อหาข้อยุติ”นายกลินท์ สารสิน กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจภาพรวมยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่หากปล่อยให้ระยะเวลาความขัดแย้งยืดเยื้อและเพิ่มความรุนแรงไปจนถึงต้นปีหน้า เชื่อว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับ 110,000 -130,000 ล้านบาทแน่นอน เพราะทราบว่าตอนนี้มวลชนทั้ง 2 ฝ่ายในบางพื้นที่เริ่มปะทะกันบ้างแล้ว จึงอยากให้ทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกันหาทางออกเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบายปลายและยาว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอการค้าไทยแนะ 4 ทางออกแก้ปัญหาการเมือง