นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา หดตัวลงจากเดือน ต.ค. ตามการใช้จ่ายภาคเอกชนที่หดตัวลง ทั้งการอุปโภคและบริโภคที่หดตัว 2.4% เทียบช่วงเดียวกับของปีก่อน และหดตัว 1.2% จากเดือน ต.ค.56 โดยระยะสั้นมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง เพราะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงจากความกังวลต่อการชะลอตัวเศรษฐกิจกับเหตุการณ์ทางการเมือง ส่วนการใช้จ่ายในสินค้าคงทนโดยเฉพาะการซื้อรถยนต์ที่ความต้องการถูกดึงมาใช้ล่วงหน้าเป็นปัจจัยถ่วงการใช้จ่ายในครัวเรือน ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคเอกชนยังหดตัว 7.8% จากช่วงเดียวกับปีก่อน และหดตัว 0.6% จากเดือนก่อน ซึ่งในระยะสั้นผู้ประกอบการบางส่วนยังมีการลงทุน และบางส่วนยังรอประเมินความชัดเจนเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึง เหตุการณ์ทางการเมืองที่สะท้อนได้จากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ยังมีแนวโน้มลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยเดือนพ.ย.ลดลงอยู่ที่ระดับ 46.9 จากเดือนก่อนอยู่ที่ระดับ 47.4 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 51 จากเดือนก่อนอยู่ที่ 51.7 “แม้สถานการณ์การเมืองได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ แต่คงไม่มากนัก เนื่องจากความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้ายังอยู่ในระดับเกิน 50 ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวดีเรียกว่าแทบจะไม่ได้รับผลกระทบเลย แต่หากปี 57 สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอนสูงย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อเนื่อง รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่คงเกิดได้ยาก หากสถานการณ์ลากยาวนานเกินอาจทำให้การเบิกจ่ายล่าช้ายืดเยื้อออกไปอีก โดย ธปท.จะนำข้อมูลเศรษฐกิจด้านต่างๆ นำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 22 ม.ค.57 เพื่อพิจารณาปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 57 ใหม่อีกครั้ง โดยยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จีดีพีปี 57 จะลดลงเดิมที่ ธปท.คาดไว้ 4%”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.ชี้การเมืองฉุดเชื่อมั่นธุรกิจร่วง 5 เดือนติด
เดือน: ธันวาคม 2013
-

ธปท.ชี้การเมืองฉุดเชื่อมั่นธุรกิจร่วง 5 เดือนติด
-

ชวนสะสมแสตมป์ชุดนักษัตร 12 ปี
ไปรษณีย์ไทยต้อนรับศักราชใหม่ 2557ด้วยแสตมป์ชุดนักษัตรประจำปี เป็นภาพม้าลวดลายแบบไทย อันเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของปีมะเมียประกอบภาพดวงดาวเป็นพื้นหลังเพื่อสื่อความหมายของนักษัตร คือกลุ่มดาว หรือดวงดาวตามปฏิทินหลวงที่กำหนดให้นักษัตรเปลี่ยนไปพร้อมปีปฏิทิน คือวันที่ 1 มกราคมของทุกปีชนิดราคา 3 บาท เต็มแผ่น 60 บาท(20 ดวง) และซองวันแรกจำหน่าย 10 บาทแสตมป์ชุดนี้ยังถือเป็นชุดนักษัตรปีสุดท้ายที่ออกต่อเนื่องติดต่อกันมาทุกปีครบ 12ปี จึงมีแผ่นชีทที่ระลึกรวมแสตมป์นักษัตร 6 ปีหลัง(2552 -2557) ออกจำหน่ายในวันเดียวกันด้วย ในราคาแผ่นละ 30บาท ผู้สนใจหาซื้อได้ที่ไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.เป็นต้นไปนอกจากนี้ยังมีแพคคอลเลคชั่นหายาก แผ่นชีทที่ระลึกรวมครึ่งปีนักษัตร 2 ชุดครบ12 ปี เลขหมายแผ่นตรงกัน จำหน่ายในราคาชุดละ 88บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชวนสะสมแสตมป์ชุดนักษัตร 12 ปี -

สวทช.ประกาศผล10 ข่าวดังด้านวิทย์ปี 2556
วันนี้ (27 ธค.56) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ประกาศผลการจัดอันดับ 10 ข่าวดังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2556 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจข่าวสารทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประชาชนทั่วไป ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสวทช. เปืดเผยว่า การจัดอันดับ 10 ข่าวดังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2556 เป็นกิจกรรมที่ สวทช. จัดขึ้นมากว่า 20 ปี เพื่อสร้างกระแสความนิยมและส่งเสริมความเข้าใจข่าวสารทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสังคมไทย โดยในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยได้รวบรวมข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2555 – 15 พฤศจิกายน 2556 ผลการสำรวจในปีนี้ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้ตัวและส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเหตุการณ์ที่เป็นกระแสความสนใจของคนสังคมในวงกว้าง ทั้งนี้ แม้ว่าหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข่าววิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัวและยากที่จะจับต้องได้ หากแต่ในบางแง่มุมของข่าวที่วิทยาศาสตร์ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือสามารถอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ด้วยหลักการและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ก็จะอยู่ในความสนใจของประชาชนได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าการค้นพบ “อนุภาคฮิกส์” โดยนักวิจัยฟิสิกส์ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งถือเป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุดในวงการวิทยาศาสตร์ระดับโลกไม่ได้รับการโหวตติดอันดับ 1 ใน 10 เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว เข้าใจยาก และยังคงไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของตน สำหรับผลการสำรวจ 10 ข่าวดังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำปี 2556 ได้แก่ 1. ข่าวน้ำมันรั่วและเทคโนโลยีการกำจัดคราบน้ำมันที่จังหวัด ระยอง ซึ่งส่งผลให้น้ำทะเลและชายหาดถูกปกคลุมด้วยคราบน้ำมันเป็นบริเวณกว้าง กระทรวงวิทย์ฯ ได้นำเทคโนโลยีภาพจากดาวเทียมและข้อมูลกระแสน้ำจากสถานีเรดาร์ชายฝั่งตรวจวัดคลื่นและกระแสน้ำ เพื่อติดตามและคาดการณ์การเคลื่อนที่ของคราบน้ำมัน รวมถึงการเฝ้าติดตามข่าวการใช้เทคโนโลยีกำจัดคราบน้ำมันเพื่อฟื้นฟูทะเลและชายหาด 2. ข่าวแอพจีน Mo Man Xiang Ji แอพแต่งรูปการ์ตูนล้อเลียนสัญชาติจีนที่โด่งดังทั่วโซเชียลของคนไทย จนทำให้ แอพ นี้ขึ้นแท่นติดท็อบชาร์ต ในเวลาอันรวดเร็ว 3. ข่าวข้าวสารรมข้าว และผลการตรวจสอบ จากกระแสข่าวข้าวที่ปนเปื้อนสารเมทิลโบรไมด์ และฟอสฟีน หรือทั่วไปเรียกว่าการรมยานั้น ได้สร้างความวิตกกังวลต่อคนไทยเป็นอย่างมาก ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาทำการตรวจสอบข้าว กระบวนการผลิต และสุ่มตัวอย่างข้าวที่ออกจำหน่ายให้กับผู้บริโภค พร้อมได้มีการออกมายืนยันว่าการรมควันมีความจำเป็นและเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล 4. ข่าวระทึกอุกกาบาตตกที่รัสเซีย ซึ่งความร้อนจากการเสียดสีอย่างรุนแรงกับอากาศทำให้อากาศขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว และระเบิดกลายเป็นควันที่ปรากฏยาวถึง 20 กิโลเมตร 5. ข่าวการประมูลทีวีดิจิทัล มิติใหม่ของทีวีในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะมีทีวีดิจิทัลให้ผู้ชมได้เลือกชมถึง 48 ช่อง จากเดิมที่มีฟรีทีวีเพียง 6 ช่องเท่านั้น 6. ข่าวอาวุธเคมีซีเรีย ปลิดชีพ 1,300 ศพ 7. ข่าวสั่งจำคุก 7 ปีนักธุรกิจอังกฤษหลอกขายจีที 200 8. นวัตกรรมมูลค่าสูงจากข้าวและยางของไทย ที่กระทรวงวิทย์ฯ ชูนวัตกรรมปลายน้ำเพิ่มมูลค่าน้ำยางพารา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรไทยที่กำลังประสบปัญหาราคาตกต่ำ ด้วยการคิดค้นนวัตกรรม อาทิ “ล้อตัน” ประหยัดพลังงาน“เซรั่มและครีมหน้าขาวจากสารสกัดน้ำยางพารา” 9. ข่าวมศว. เปิดเครื่องรักษามะเร็งมูลค่า60 ล้านบาทใช้คลื่นความร้อนยิงผ่านผิวหนังไร้แผล ไม่ต้องผ่าตัด และ10 .ข่าวล้างพิษตับ เทรนด์สุขภาพใหม่ จริงหรือลวง ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีการค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจังถึงผลดีและผลเสียของการล้างพิษตับแต่อย่างใด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สวทช.ประกาศผล10 ข่าวดังด้านวิทย์ปี 2556