เดือน: ธันวาคม 2013

  • กรมสรรพสามิตสั่งค่ายรถส่งหนังสือถึงลูกค้า

    กรมสรรพสามิตสั่งค่ายรถส่งหนังสือถึงลูกค้า

    นายสมชายพูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่าจากการหารือกับผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ ยอมรับว่ามีปัญหาประชาชนทิ้งใบจองในโครงการรถคันแรก แต่คงไม่ถึง 130,000 รายตามที่มีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้  เนื่องจากประชาชนบางรายยังอยู่ระหว่างรับรถยนต์ หรือลูกค้าบางรายจองซื้อรถยนต์ไว้กับหลายค่าย ดังนั้นเมื่อค่ายไหนพร้อมส่งมอบรถยนต์ก่อนก็ทำให้เกิดการทิ้งใบจองในส่วนที่เหลือ นอกจากนี้ยังพบว่า บางรายเห็นว่าการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายของค่ายรถยนต์รายนั้นน่าสนใจกว่าและได้รับส่วนลดมากกว่าก็จะไปใช้บริการ ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในช่วงชะลอตัวอาจทำให้ประชาชนยังไม่พร้อมที่จะมีรถยนต์ เนื่องจากจะทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งเบื้องต้นได้ขอให้ผู้ประกอบการรถยนต์รายใหญ่ส่งหนังสือถึงประชาชนที่จองรถยนต์ให้รีบมาดำเนินการรับมอบรถยนต์ภายใน30 วัน โดยหากเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการทันที “ตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่ายอดทิ้งใบจองมีทั้งหมดเท่าไรเพราะต้องรอประชาชนมารับมอบรถยนต์ก่อนถึงจะมาคำนวณได้ว่าตัวเลขการทิ้งใบจองที่แท้จริงมีกี่ราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนในต้นปีหน้า อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเมินเบื้องต้นว่ายอดทิ้งใบจองโครงการจะไม่เกิน 10%ของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 1.2 ล้านราย สำหรับประชาชนที่ทำผิดเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้เรียกเงินคืนจากประประชาชนที่ใช้สิทธิไปแล้วประมาณ 100-200 ราย  เนื่องจากบางรายต้องการเปลี่ยนรถยนต์รุ่นใหม่และบางรายผ่อนต่อไปไม่ไหวจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยรวมทั้งได้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดี 3-4 ราย เนื่องจากทำผิดเงื่อนไขโครงการ และไม่ยอมคืนเงินที่ได้รับมอบไปก่อนหน้านี้100,000 บาทให้กับรัฐ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรมสรรพสามิตสั่งค่ายรถส่งหนังสือถึงลูกค้า

  • ธ.ก.ส.จับมือสหกรณ์การเกษตร 9 แห่ง

    ธ.ก.ส.จับมือสหกรณ์การเกษตร 9 แห่ง

    นายชัยวัฒน์ ปกป้อง ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่าธนาคารได้ร่วมกับกลุ่มสหกรณ์การเกษตร 9แห่ง ซึ่งมีสมาชิก 1.5 ล้านราย นำร่องขยายการให้บริการบัตรสินเชื่อเกษตรกรเพื่ออำนวยความสะดวกสามารถในการทำธุรกรรมทางการเงินและใช้จ่ายผ่านบัตรในการซื้อวัตถุดิบการเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ธ.ก.ส.ได้จ่ายบัตรให้เฉพาะเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของธนาคารเท่านั้นโดยเริ่มจากกลุ่มชาวนาก่อนขยายไปสู่การปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ข้าวโพด หรือมันสำปะหลัง เป็นต้นอย่างไรก็ตามปัจจุบันได้แจกจ่ายบัตรไปแล้ว 4 ล้านใบ แต่มีการใช้จ่ายผ่านบัตรประมาณ 3 ล้านกว่าใบ วงเงิน 10,000 -12,000 ล้านบาทจากก่อนหน้านี้ที่การใช้จ่ายประมาณ 20,000ล้านบาทส่วนหนึ่งเกิดจากเกษตรกรมีรายได้จากการขายพืชผลและนำเงินมาชำระหนี้คืนธ.ก.ส.ทำให้ตัวเลขการใช้จ่ายลดลง จากวงเงินที่อนุมัติไว้ประมาณ 60,000 ล้านบาท“เกษตรกรใช้บัตรซื้อวัตถุดิบ เช่นปุ๋ย ยาฆ่าแมลงวงเงินเฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ 15,000 บาท หรือสูงสุดไม่เกินรายละ 50,000 บาทโดยธ.ก.ส.จะพิจารณาให้วงเงินประมาณ 70% ของผลผลิตส่วนเหลือเพื่อขาย”ทั้งนี้หากได้รับการตอบรับจากลุ่มสหกรณ์ฯเป็นอย่างดีธ.ก.ส.จะเข้าไปวางระบบและพัฒนาการใช้บัตรสินเชื่อกับสหกรณ์ทั่วประเทศซึ่งลูกค้าสหกรณ์สามารถโอนเงินเข้าไปใน บัตรสินเชื่อได้เพื่อนำไปใช้แทนเงินสดซื้อสินค้าหรือกดเงินตามตู้เอทีเอ็มของธ.ก.ส.ได้ทันที และสามารถซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนไว้จำนวนกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธ.ก.ส.จับมือสหกรณ์การเกษตร 9 แห่ง

  • สสช.เผยผลสำรวจยอดขาย 2 ไตรมาส ปี 56

    สสช.เผยผลสำรวจยอดขาย 2 ไตรมาส ปี 56

    รายงานข่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ(สสช.) เปิดเผยผลสำรวจยอดขายไตรมาสที่ 1-2 ปี 56 โดยเก็บตัวอย่างสถานประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการขายปลีกสินค้าและบริการทั่วประเทศ12,684 แห่ง จากทั้งหมด 1.3 ล้านแห่ง พบว่า ผู้ประกอบการกว่า51.6%แสดงความเห็นว่า ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจมีปัญหาและอุปสรรคหลายอย่างเนื่องจากแข่งขันทางการค้าเพิ่มมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจก็ยังชะลอตัวทำให้ลูกค้ามีกำลังซื้อลดลงโดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งอยากให้กำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่พร้อมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมราคาสินค้าให้เข้มงวดมากขึ้นและต้องการให้รัฐสนับสนุนแหล่งเงินทุนที่ชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ   สำหรับภาพรวมของธุรกิจทั่วประเทศเมื่อเปรียบเทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน พบว่า ผู้ประกอบการมีรายรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเพิ่มขึ้น 5.8% ในไตรมาสแรก และยังโตต่อเนื่องที่ 6.4% ในไตรมาสที่ 2 และเมื่อพิจารณาตามประเภทธุรกิจพบว่า ธุรกิจการบริการอาหารและเครื่องดื่ม มีมูลค่ารายรับเพิ่มขึ้นถึง 13.7% และ 15.7% ตามลําดับ ,ธุรกิจการซ่อมของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือนรายรับเพิ่มขึ้น 9.8% และ 17.5% ตามลําดับ,ธุรกิจการให้เช่าของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือนรายรับเพิ่มขึ้น 7.6% และ 14.7%ตามลําดับ ขณะที่ธุรกิจที่พักแรม พบว่า ไตรมาสแรกมีรายรับลดลง 1.9% จากนั้นในไตรมาสที่ 2 ก็ปรับตัวดีขึ้นเป็น 7.1%   อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาตามขนาดของสถานประกอบการ พบว่ากิจการที่มีคนทำงาน 1-50 คน มีมูลค่ารายรับเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนส่วนกิจการที่มีคนทำงาน 51 คนขึ้นไป กลับมีมูลค่ารายรับลดลงโดยในแต่ละไตรมาสลดลงไม่เกิน 5%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สสช.เผยผลสำรวจยอดขาย 2 ไตรมาส ปี 56