เดือน: ธันวาคม 2013

  • ผุดห้างฯโอทอปกลางกรุง

    ผุดห้างฯโอทอปกลางกรุง

    นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงนโยบาย และทิศทางการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ว่า ภายใน 6 เดือนนี้ จะผลักดันตั้งศูนย์การค้าจำหน่ายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) ในย่านใจกลางกรุงเทพฯอย่างน้อย 1 แห่ง เพื่อนำสินค้าของผู้ประกอบการโอทอป ที่ยกระดับมาเป็นเอสเอ็มอี จำหน่ายให้นักท่องเที่ยวคนไทย และต่างชาติ สามารถซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น และเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวมาก ขึ้น นอกจากนี้จะตั้งเอสเอ็มอีเซ็นเตอร์ภายใน 1 ปี เพื่อผลักดันให้เอสเอ็มอี มีศูนย์การจำหน่ายสินค้าหลักของประเทศ และในภูมิภาคอาเซียน โดยอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่รายหนึ่งของ ไทย เพื่อให้ศูนย์เซ็นเตอร์ดังกล่าวจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอี และเป็นศูนย์ให้ข้อมูลด้านความรู้ การพัฒนาสินค้า หาตลาดใหม่ รวมทั้งจะเชื่อมโยงกับศูนย์เอสเอ็มอีในต่างจังหวัด ในจุดสำคัญของประเทศที่จะจัดตั้ง เช่น ภาคอีสาน ตั้งอยู่ในจ.ขอนแก่น หรือ จ.อุดรธานี ภาคใต้ ตั้งอยู่ใน จ.สงขลา หรือ จ.สุราษฎ์ธานี และภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ทำให้จำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีของพื้นที่หนึ่งในอีกพื้นที่หนึ่งของประเทศ สะดวก และมีตลาดรองรับแน่นอน และส่งสินค้าขายต่างประเทศ โดยสสว.จะประสานตลาด และลูกค้าที่จะเข้ามาชมสินค้าที่เซ็นเตอร์เอสเอ็มอีในไทย ส่วนการทำงานในปี 57 นี้  สสว.จะ ยกระดับผู้ประกอบการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอทอป) ก้าวสู่การเป็นเอสเอ็มอี ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการยกระดับผู้ประกอบการโอทอปแบบบูรณาการ (โอทอปพลัส) โครงการพัฒนาผู้ประกอบการโอทอปสู่เอสเอ็มอี โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 11,000 ราย พัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่น้อยกว่า 2,100 ผลิตภัณฑ์ คาดว่าจะเกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 620 ล้านบาท และให้ความช่วยเหลือโดยการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ 29,245 ราย วงเงินสินเชื่อประมาณ 12,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สสว.เตรียมปรับเป้าหมายผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ของเอสเอ็มอี เป็น 40% ของจีดีพีประเทศ ภายในแผนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 3 ( ปี 55- 59) ที่กำหนดไว้ที่ 38% คิดเป็นมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท โดยจะกำหนดแนวทางดำเนินการภายใน 6 เดือนหลังจากนี้ และสสว. อยู่ระหว่างเตรียมศึกษาข้อมูลเอสเอ็มอีในภาพรวมระดับโลกร่วมกับธนาคารโลก เพื่อจัดทำแผนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2560-2564) โดยแผนดังกล่าวตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนจีดีพีเอสเอ็มอีไว้ประมาณ 42% พร้อมดึงเอสเอ็มอีนอกระบบของไทยประมาณ 50% ที่เหลือเข้าระบบ ปรับปรุงกฎหมายส่งเสริมเอสเอ็มอี และศึกษาจุดดีจุดด้อยของเอสเอ็มอีต่างประเทศ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผุดห้างฯโอทอปกลางกรุง

  • ส่งเอ็นจีวีได้ตามปกติ

    ส่งเอ็นจีวีได้ตามปกติ

    นายนพดล ปิ่นสุภา  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บมจ. ปตท. เปิดเผยถึงกรณีสถานีก๊าซธรรมชาติหลัก (เอ็นจีวี) ทุ่งครุ ถนนประชาอุทิศ เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ว่า  ไม่กระทบต่อการจัดส่งก๊าซเอ็นจีวี เนื่องจาก ปตท. ได้จัดสรรก๊าซจากสถานีจ่ายก๊าซหลักแห่งอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ได้แก่ สถานีหลักกัลปพฤกษ์ และสถานีหลักนิมิตใหม่ 1  เพื่อส่งให้กับสถานีบริการเอ็นจีวี รวม 5 แห่งในพื้นที่กรุงเทพ และอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร  ที่ปกติรับก๊าซจากสถานีจ่ายก๊าซธรรมชาติทุ่งครุ  เพื่อให้สามารถให้บริการแก่ผู้ใช้ เอ็นจีวีได้ตามปกติ     ส่วนความเสียหายนั้น เจ้าหน้าที่ได้เข้าระงับเหตุและสามารถควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่วนสาเหตุ และความเสียทั้งหมด ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบในรายละเอียด ซึ่ง ปตท. มีนโยบายด้านความปลอดภัยสูงสุดในระดับสากล ดังนั้น ปตท. จะเพิ่มระดับการตรวจสอบความปลอดภัยของสถานีจ่ายก๊าซธรรมชาติหลัก และสถานีบริการเอ็นจีวีทุกแห่งให้เข้มข้นขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ทั้งนี้ปัจจุบันสถานีก๊าซธรรมชาติหลักทุ่งครุ  ทำหน้าที่จ่ายก๊าซปริมาณรวมทั้งสิ้น 45 ตันต่อวัน  ให้กับสถานีบริการเอ็นจีวี นอกแนวท่อ (สถานีลูก) รวมทั้งสิ้น 5 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพและจังหวัดสมุทรสาคร   ซึ่งจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้  ทำให้อุปกรณ์จ่ายก๊าซให้กับรถขนส่ง เสียหายจำนวน 3 ชุด  รถขนส่งก๊าซ 6 ล้อ จำนวน 3 คัน และโครงสร้างหลังคาของสถานีเสียหายบางส่วนได้รับความเสียหาย  ทางสถานีจึงจำเป็นต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส่งเอ็นจีวีได้ตามปกติ

  • นักท่องเที่ยวยุโรปไม่สนม็อบ

    นักท่องเที่ยวยุโรปไม่สนม็อบ

    นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ ผู้อำนวยการภูมภาคยุโรป แอฟริกาและตะวันออกกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวยุโรปในขณะนี้ยังไม่ได้กังวลใจกับสถานการณ์การเมืองไทยมากนัก แม้ว่าในกลุ่มประเทศยุโรปจะออกประกาศเตือนพลเมืองของตนเองก็ตาม แต่เป็นเพียงระดับให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมนุมเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวในกลุ่มลักซ์ชัวรี่ ที่ถือเป็นนักท่องเที่ยวมีคุณภาพและใช้จ่ายสูง ซึ่งนิยมเดินทางท่องเที่ยวเพื่อชมธรรมชาติ และพักผ่อนในสถานที่ที่สงบมากกว่าที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯโดยตรง โดยล่าสุดยังไม่มีนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้ยกเลิกการเดินทางมาเที่ยวไทยแต่อย่างใด และมั่นใจว่าตลอดช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) จำนวนนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยคาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 10% “นักท่องเที่ยวยุโรปส่วนใหญ่ต่างคุ้นเคยและเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองของไทยอยู่แล้ว และเห็นว่าเป็นการดำเนินการทางระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ได้กังวลใจมากนัก เห็นได้จากการเข้าร่วมงานอินเตอร์เนชั่นแนล ลักซ์ชัวรี่ ทราเวล์ มาร์เก็ต หรือ ไอแอลทีเอ็ม ที่เมืองกาน ประเทศฝรั่งเศส ที่บรรดาผู้ซื้อหรือบายเออร์จำนวนมากยังให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมั่นใจว่าผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานทั้ง 18 รายจะปิดยอดขายได้ตามเป้าหมายแน่นอน” นายวิจิตร ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการโรงแรมอินดิโก้ เพริ์ล จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองไทยในเวลานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวในตลาดลักซ์ชัวรี่เพราะทุกคนต่างเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองในประเทศไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับนักท่องเที่ยว จึงทำให้สถานการณ์เป็นปกติโดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่นนี้ที่ยอดนักท่องเที่ยวยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต กระบี่ หรือสมุย แต่อาจมีบ้างที่ชะลอเพื่อรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนรวมถึงอาจลดวันเที่ยวลลไปแต่เป็นจำนวนไม่มากซึ่งจะเห็นได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี57 และยังเชื่อว่าในปี57 สถานการณ์การท่องเที่ยวยังคงสดใสเพราะทิศทางเศรษฐกิจโลกดีขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักท่องเที่ยวยุโรปไม่สนม็อบ