เดือน: ธันวาคม 2013

  • นายกฯสั่งทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฟื้นเชื่อมั่น

    นายกฯสั่งทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฟื้นเชื่อมั่น

    นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการคณะทำงานกำกับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายกฯได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.คลัง หารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ จัดทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อสร้างความมั่นใจนักลงทุน รวมถึงส่งเสริมการลงทุน กระตุ้นการจ้างงาน คาดว่าจะสามารถประกาศออกมาในช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าในต้นปีหน้า เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะออกนี้ จะครอบคลุมทุกส่วน และมีมาตรการด้านภาษีด้วย โดยอาจนำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่มาปรับปรุงใหม่ให้มีกรอบเวลาที่ชัดเจนขึ้น เพราะเดิมระบุออกมาเป็นแผนกว้างๆ นอกจากนี้นายกฯยังสั่งให้ทุกกระทรวง นำข้อเสนอของเอกชนที่จะให้ภาครัฐขจัดอุปสรรคในการทำธุรกิจและยกมาตรฐานการผลิตมากำหนดแผนการดำเนินการที่ชัดเจน โดยเชื่อว่า ตอนนี้ถ้าไม่มีมาตรการออกมากระตุ้น คงทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าเติบโตได้ในอัตราที่ต่ำ ส่วนจะสรุปผลออกมาเป็นตัวเลขว่า มาตรการที่จะออกนี้ให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเท่าใดนั้น คงต้องรอแผนออกมาก่อน” ขณะเดียวกันยังสั่งให้ทุกหน่วยงานกระตุ้นการทำงานร่วมกับภาคเอกชนจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งประสานสถานทูตประเทศต่างๆ ที่ได้มีการเตือนการเดินทางมาในประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นและยุโรปและอยากเห็นการจัดกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไป แม้ว่า อาจจะมีเพียงแค่บางพื้นที่เท่านั้นที่ไม่สะดวกเพราะมีการชุมนุม

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นายกฯสั่งทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฟื้นเชื่อมั่น

  • โจรทางหลวงชุมสูญต.ค.ทรัพย์ 8 แสน

    โจรทางหลวงชุมสูญต.ค.ทรัพย์ 8 แสน

    นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ช่วงเดือนต.ค.ที่ผ่านมา กรมทางหลวงถูกโจรกรรมทรัพย์สินที่อยู่ตามถนนทางหลวงทั่วประเทศไปกว่า 8 แสนบาท โดยทรัพย์สินที่ถูกถูกขโมยมีทั้งหม้อแปลงไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟฟ้า อุปกรณ์สัญญาณไฟ ตู้ควบคุมไฟ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนต.ค.55 มีทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรมลดลงไป 59% โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ราวกั้นอันตราย ที่ถูกขโมยลดลงมาก อย่างไรก็ตามเมื่อจำแนกชนิดของอุปกรณ์งานทางที่ถูกโจรกรรมที่มีมูลค่าความเสียหาย 5 อันดับแรกในเดือนต.ค.56 ได้แก่ หม้อแปลงไฟฟ้า 5 ลูก มูลค่า 663,552 บาท คิดเป็น 82% อุปกรณ์ไฟฟ้า 1 ชิ้น มูลค่า 67,000 บาท คิดเป็น 9% สายไฟฟ้า 3 เมตร มูลค่า 16,700 บาท คิดเป็น 2% อุปกรณ์สัญญาณไฟ  1 ชิ้น มูลค่า 9,800 บาท และตู้ควบคุมไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ 1 ตู้ มูลค่า 9,580 บาท “สาเหตุการเกิดโจรกรรมมาจากสภาพเศรษฐกิจที่วิกฤติในปัจจุบัน ทำให้การเกิดโจรกรรมทรัพย์สินทางหลวงมีอย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มที่เกิดปัญหาขึ้นได้อีกในอนาคต ส่งผลให้ทีผ่านมาภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณในจัดซื้อ จัดหา มาติดตั้งมหาศาล อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อความสะดวกปลอดภัย และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้ทางได้” นายชัชวาลย์กล่าวต่อว่า พื้นที่มีปัญหาการโจรกรรมทรัพย์สินงานทางเสียหายสูงสุดในปีนี้ 3 อันดับแรก ได้แก่ สำนักทางหลวงที่ 11 กรุงเทพฯ มูลค่ารวม 3.37 ล้านบาท สำนักทางหลวงที่ 9 ลพบุรี มูลค่ารวม 1.6 ล้านบาท และสำนักทางหลวงที่ 5 ขอนแก่น มูลค่ารวม 624,600 บาท อย่างไรก็ตามสถิติการเกิดโจรกรรมในปีนี้ มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากกรมได้ให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราทรัพย์สินเพิ่ม อีกทั้งยังประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสาธารณะมากขึ้น ทำให้การโจรกรรมทรัพย์สินลดลง ทั้งนี้กรมทางหลวงขอความร่วมมือให้ประชาชนผู้อาศัยอยู่บริเวณสองข้างทางหลวงช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบเห็นผู้กระทำผิด หรือสงสัยจะกระทำผิด สามารถโทรแจ้งได้ที่สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง  02 3546530 สายด่วนกรมทางหลวง 1586 สายด่วนกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 02 5336111 สำนักงาน สำนักงานทางหลวง แขวงการทาง หรือหมวดการทางในพื้นที่หรือแจ้งได้ที่ตำรวจทางหลวง  1193 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โจรทางหลวงชุมสูญต.ค.ทรัพย์ 8 แสน

  • ยื่นขอเปิดแบงก์ใหม่หงอย

    ยื่นขอเปิดแบงก์ใหม่หงอย

    นายอานุภาพ คูวินิชกุล ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าที่ธปท.ให้สถาบันการเงินต่างชาติเข้าขอจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ ว่า ปัจจุบันมีธนาคารต่างชาติเข้ายื่นมาบ้างแล้ว โดยตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียและกลุ่มอาเซียน แต่จำนวนคงไม่มากอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกนั้นมีปัญหา ทั้งเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่งให้สถาบันการเงินต่าง ๆ ชะลอการยื่นขอประกอบการในประเทศ               “การที่ ธปท.ได้กำหนดให้แต่ละธนาคารที่จะเข้ามาประกอบกิจการในไทยนั้น ต้องการลงทุนขั้นต่ำ 20,000 ล้านบาท ถือเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบที่เข้ายื่นประกอบกิจการมีจำนวนไม่มากนัก เนื่อง ธปท.ต้องการให้เกิดความมั่นใจที่จะทำธุรกิจจริงในประเทศ และต้องเป็นธนาคารขนาดใหญ่ถึงจะสามารถเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ โดยยอมรับว่าการขอเข้ามาประกอบการในรูปแบบดังกล่าว ต่างจากอดีตที่ผ่านมา ที่ ธปท.ให้ใบอนุญาต (ไลนเซ่น) ในการประกอบธุรกิจประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น หากขยายการให้บริการก็ต้องมาปรับเปลี่ยนไลนเซ่นใหม่ให้มีขอบเขตของบริการมากขึ้น”                อย่างไรก็ตาม การขอเข้ามาประกอบการในรูปแบบดังกล่าว ถือเป็นการเปิดให้ธนาคารต่างชาติเข้ามาดำเนินการกิจแบบครบวงจร ที่ต้องเริ่มสร้างฐานลูกค้าจากศูนย์ ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้ามาในระยะแรกคาดว่าจะให้ลูกค้าธุรกิจ (โฮลเซล) ก่อน แล้วค่อยขยายฐานลูกค้าลูกค้ารายย่อย เพราะลูกค้ารายย่อยในไทย ค่อนข้างเข้าหายาก เนื่องจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว โดย ธปท.เชื่อว่าการดำเนินนโยบายในครั้งนี้จะทำให้การแข่งขันมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็คือประชาชนที่เลือกใช้บริการ               ขณะเดียวกัน การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 จะมีมาตรฐานของธนาคารพาณิชย์อาเซียน ที่ทำให้ธนาคารในกลุ่มอาเซียนมีโอกาสทำธุรกิจระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ของอาเซียน อย่างในมาเลเซีย และสิงคโปร์ จะเข้ามามีบทบาทในอาเซียนมากขึ้น และประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังจะลงทุน ทำให้แต่ละธนาคารต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศ แต่สิ่งที่ต้องคิดกันคือ ธนาคารของไทยจะมีศักยภาพในการรับมือกับการเข้ามาของธนาคารต่างชาติหรือไม่ รวมถึงการออกไปแข่งกันนอกประเทศอย่างไร

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยื่นขอเปิดแบงก์ใหม่หงอย