เดือน: ธันวาคม 2013

  • เอกชนออกโรงจี้ยุติความรุนแรงหวั่นฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหวยาว

    เอกชนออกโรงจี้ยุติความรุนแรงหวั่นฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหวยาว

    7 สถาบันเอกชนจี้ทุกฝ่ายเจรจาจบปัญหาหยุดใช้ความรุนแรงชี้ผลกระทบฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหวรุนแรงกว่าน้ำท่วมปี 54 หวั่นสายตาโลกมองไทยเป็นรัฐล้มเหลว เลิกเข้ามาลงทุน                ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง มีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. ทางภาคเอกชน 7 สถาบัน  คือ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการ ค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สมาคมธนาคารไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (สทท.), สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ได้มีความกังวลต่อสถานการณ์ที่มีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้นัดประชุมหารือร่วมกันเพื่อแสดงจุดยืนของภาคเอกชน วอนหันหน้าเจรจาเร่งยุติปัญหา นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธาน กกร. และประธานสภาหอการค้าฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกันของภาคเอกชนว่า ภาคเอกชน 7 สถาบันได้มีข้อสรุปร่วมกันว่าเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งและการกระทำที่นำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรง ซึ่งจะยิ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือประเทศ ไทยในสังคมโลกและความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน โดยขอให้แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการเจรจา  ห้ามใช้ความรุนแรง ซึ่งจะทำให้เกิดความสูญเสีย หากยังมีการชุมนุมลากยาวต่อไปยิ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทย และจะทำให้ไทยถูกจัดเป็น “รัฐที่ล้มเหลว”   ทั้งนี้ภาคเอกชนเห็นว่าหนทางที่จะนำไปสู่สันติคือ การทำตามกติกา โดยหาทางออกในวิถีประชาธิปไตยเพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปในลักษณะเดิม ภายหลังจากการเลือกตั้งซึ่งไม่ได้เสนอให้รัฐบาลยุบสภา แต่หมายความว่า หากจะมีการเลือกตั้งใหม่ ต้องให้มีการเจรจาระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายเพื่อให้ได้ข้อยุติเบื้องต้น ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งให้มีผู้แทนองค์กรเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยภาคเอกชนพร้อมที่จะร่วมกันเพื่อหาทางออกให้ประเทศ โดยยึดหลักความถูกต้อง ท่องเที่ยวสูญ 2.5 หมื่นล้าน นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.) กล่าวว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือน พ.ย. 56 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 11%แต่จากสถานการณ์ความรุนแรงในขณะนี้ส่งผลให้ 33 ประเทศได้ประกาศเตือนเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยแล้วในระดับ 2 หากเตือนถึงระดับ 5 คาดว่า ในช่วงเดือน ธ.ค.  ซึ่งเป็นฤดูช่วงท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นี้นักท่องเที่ยวจะลดลง 8-10% หรือคิดเป็นนักท่องเที่ยวหายไป 500,000 คน สูญรายได้ 25,000 ล้านบาท ผลกระทบม็อบแรงกว่าน้ำท่วม นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท.  กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองในครั้งนี้ ส่งผลร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นสูงกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 54  เนื่องจากเป็นผลมาจากโครงสร้างทางสังคม การเมืองที่มีปัญหา ซึ่งจะกระทบต่อการตัดสินใจมาลงทุน ในบ้านเมืองที่กฎระเบียบเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตอนนี้นักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เริ่มวิตกกังวล ชะลอการลงทุน และย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่นในภูมิภาคบ้างแล้ว และในระยะยาวความน่าสนใจในการลงทุนของไทย จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 3 ของภูมิภาค รองจากประเทศอินโดนีเชีย และเวียดนาม อาจตกลงไปอีก หรืออาจจะแพ้พม่าเลยก็ได้ จีดีพีดิ่งเหวโตได้แค่ 2% นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ขณะนี้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เห็นได้จากแรงขายใน ตลท. ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิแล้ว 17,000 ล้านบาท  เดือน พ.ย. นักลงทุนเทขายไป 50,000 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปีนี้ยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติอยู่ที่ 150,000 ล้านบาทแล้ว   และถ้าเหตุการณ์ ยังยืดเยื้อต่อเนื่อง การขายของนักลงทุนต่างชาติจะยังไม่จบ เพราะนักลงทุนมีทางเลือกเป็นจำนวนมาก ซึ่งตลาดหุ้น เป็นหัวใจหนึ่งของภาคการเงินในประเทศ จะทำให้กระทบต่อความเสียหายของเศรษฐกิจ จากเดิมที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)  ปีนี้จะขยายตัวที่  3%  อาจทำได้แค่ 2% กว่า ๆ  และปีหน้าจากเดิมคาดว่า ขยายตัว  4-5% แต่ถ้าไม่รีบจบปัญหา จะขยายตัวได้แค่  3% ก็ไม่รู้จะถึงหรือไม่ เงินหุ้นไหลออก 4.5 หมื่นล้าน นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า หากประเมินผลกระทบเงินไหลออกตั้งวันที่ 30 ต.ค. จนถึงปัจจุบันซึ่งมีการชุมนุมเกิดขึ้น พบว่ามีเงินไหลออกจากตลาดหลักทรัพย์แล้วกว่า 45,000 ล้านบาท ซึ่งหากยังมีความรุนแรงมากขึ้นสถานการณ์เงินไหลออกดังกล่าวก็จะยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาต้องยอมรับความจริงกันเสียทีว่า วิกฤติการทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมาในอดีต ต่างเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับเศรษฐกิจในภาพรวม และกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ที่ยังต้องอาศัยรายได้จากภาคธุรกิจ บริการ ท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ที่ต้องมีความเชื่อมั่นในการหอบเงินเข้ามาลงในประเทศไทย. จิตวดี เพ็งมาก  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนออกโรงจี้ยุติความรุนแรงหวั่นฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหวยาว

  • ก.ไอซีที บูรณาการข้อมูลพื้นที่การเกษตรช่วยพยากรณ์อากาศ หวังลดการสูญเสีย

    ก.ไอซีที บูรณาการข้อมูลพื้นที่การเกษตรช่วยพยากรณ์อากาศ หวังลดการสูญเสีย

    แต่ละปีประเทศไทยต้องประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติมากมาย ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ต้องสูญเสียทรัพยากร ชีวิต และทรัพย์สินจำนวนมาก ประชากรในแต่ละภาคล้วนประกอบอาชีพตามลักษณะภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ อาทิ การเลี้ยงสัตว์ของกลุ่มประมง การปลูกพืชผลไม้ดอกไม้ประดับ การทำเกษตรกรรม เป็นต้น ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะสามารถผลิตสินค้าในกลุ่มเกษตรกรได้มากมาย แต่สิ่งที่สูญเสียไปกับภัยธรรมชาติก็ถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงมาก กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ร่วมมือกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการข้อมูลสำหรับแจ้ง  เตือนภัยด้านการประมงระยะเวลา 5 ปี (2556-2560) เพื่อบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีระหว่างหน่วยงานเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการเตือนภัย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เล่าว่า ถือเป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนโดยเฉพาะชาวเกษตรกร ในการแจ้งเตือนภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ล่วงหน้า พร้อมรับสถานการณ์ได้ทัน อีกทั้ง ยังช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ถือเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้าน     งบประมาณของภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือ หรือจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ประสบภัยด้านการประมงด้วย ทั้งนี้ กระทรวงไอซีที จะถ่ายทอดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติธรรมชาติให้แก่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้น เช่น    น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินโคลนถล่ม แผ่นดินไหว ไฟป่า   รวมถึงสึนามิ ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสีย   ต่อการประกอบอาชีพด้านการประมง รวมถึงสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เป็นผู้สนับสนุน ได้แก่ ศูนย์เตือน   ภัยพิบัติแห่งชาติ, สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน), บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท โทร คมนาคม จำกัด (มหาชน) ร่วมกันใช้เทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลให้แก่กัน “ศูนย์เตือนภัยฯ จะทำหน้าที่ในการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง แก่เกษตรกร ซึ่งหากทางศูนย์เตือนภัยฯ สามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านภัยพิบัติธรรมชาติได้อย่างครบถ้วนจะทำให้การทำงานระบบเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความสมบูรณ์ ลดความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจและเกษตรกรได้”  ด้าน นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล่าว่า ปีนี้กรมประมงได้สำรวจจัดเก็บข้อมูลพิกัดฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนแล้วจำนวนกว่า 5 แสนฟาร์ม การตรวจสอบและการพยากรณ์การเกิดภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเตือนภัยล่วงหน้าให้แก่เกษตรกรในแต่ละพื้นที่ได้อย่างทันเหตุการณ์ โดยระยะเวลาโครงการได้มีแผนสร้างองค์ความรู้ในการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยมีการถ่ายทอดความรู้ ฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศแก่กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย อาทิ เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัย ชาวประมง ประมงอาสา เป็นต้น ทั้งนี้ จะคัดเลือกจังหวัดต้นแบบ 1 จังหวัด จากนั้น จะขยายผลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ถือเป็นช่องทางหนึ่งทำให้เกษตรกรและชาวประมงแต่ละพื้นที่สามารถเตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ได้ทัน หวังว่าการบูรณาการข้อมูลครั้งนี้ จะช่วยให้ชาวประมงได้รู้ทันภัยพิบัติ ลดความเสี่ยงทั้งจากการลงทุน ชีวิต ตลอดจนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศชาติได้. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ก.ไอซีที บูรณาการข้อมูลพื้นที่การเกษตรช่วยพยากรณ์อากาศ หวังลดการสูญเสีย

  • อุ่น – รู้หลบ

    อุ่น – รู้หลบ

    สัมผัสความสบายอากาศเย็นชื่นใจหลายวัน ถึงปลายสัปดาห์นี้ คงได้อบอุ่นกันบ้าง ไม่ต้องบ่นเสียดายเพราะเป็นธรรมดาของอากาศที่จะร้อน หนาว สลับกัน กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า วันที่ 3–7 ธ.ค. ความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศ ไทยตอนบน จะอ่อนกำลังลง อากาศจะอุ่นขึ้นและมีหมอกในตอนเช้า เป็นชีวิตชีวาอีกอย่าง ภาคเหนือตอนบนคงไม่ถึงขั้นอบอ้าว จนอึดอัด ภาคอีสาน จะสัมผัสอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้สำหรับกรุงเทพฯ ที่เคยสดชื่นกับความเย็น ก็จะเปลี่ยนไป ช่วงเช้ายังคงรู้สึกสบายกับอุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส ช่วงสายยันบ่ายปรอทขาขึ้น จะดีดไปสูงถึง 31-33 องศา มีหมอกตอนเช้าบางช่วงก็ลมแรง สำหรับหนาวนี้ระหว่างเดือนธันวาคมและมกราคม จะมีความกดอากาศสูงแผ่ลงมาเป็นระยะคาดว่าอุณหภูมิและปริมาณฝนจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ฤดูกาลนี้ก็มีฝนได้ ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออกนอกจากไม่ได้สดชื่นกับความเย็น ลมหนาวที่พัดผ่านอ่าวไทย ยังทำให้มีฝนหนักคลื่นลมแรง โดยวันที่ 2-3 ธ.ค. จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำจากทะเลจีน ใต้ตอนล่างเข้าปกคลุมประเทศมาเลเซีย ทำให้มีฝนตกชุก และฝนตกหนักถึงหนักมากตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป คลื่นในอ่าวไทยตอนล่าง สูง 2-4 เมตร ช่วงปลายสัปดาห์ความกดอากาศสูง อ่อนกำลังลง ฝนฟ้าก็ลาแรง แต่ยังต้องระวังน้ำที่อาจจะหลากล้นขึ้นได้ เดือนธันวาคมสำหรับภาคใต้ต้องใส่ใจกับฝนหนักและคลื่นแรงให้มาก โดยเฉพาะจุดที่เคยเจอน้ำหลากน้ำล้น ต้องระวัง ส่วนพื้นที่ทางตอนบนของประเทศตั้งแต่ภาคกลางขึ้นไป นับแต่เดือน ธ.ค. คือช่วงเริ่มของฤดูแล้ง น้ำที่เห็นเต็มแม่น้ำลำคลอง จะลดระดับ การกักเก็บและวางแผนสำรองน้ำไว้ใช้เป็นเรื่องที่ทุกชุมชน ต้องช่วยกันทำ การทำฝายชะลอน้ำที่หลายแห่งทำไว้ได้ผลดีน่าพอใจ ควรได้ขยายผลหรือตรวจตราหาทางให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากกรมชลประทานรายงานปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำ มี 57,057 ล้านลูก บาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 76 เทียบกับปี 2555 ก็มีมากกว่าถึง  ร้อยละ 72 แต่ก็ใช่ว่าจะใช้กันได้อย่างฟุ่มเฟือย ฤดูแล้งจะอยู่กับประเทศไทยไปจนถึงกลาง พ.ค. หรืออีกราว 6 เดือน ที่รู้สึกสบายชื่นใจอย่างตอนนี้ก็แค่ช่วงสั้น ๆ ปัญหาข้างหน้าอีกเยอะ. หยาดน้ำฟ้า  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อุ่น – รู้หลบ