เดือน: ธันวาคม 2013

  • ธปท.จี้แบงก์พาณิชย์เร่งเปลี่ยนบัตรเป็นระบบไมโครชิบ

    ธปท.จี้แบงก์พาณิชย์เร่งเปลี่ยนบัตรเป็นระบบไมโครชิบ

    นายจาตุรงค์จันทรังษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่าขณะนี้เริ่มมีธนาคารพาณิชย์ปรับเปลี่ยนรูปแบบบัตรและตู้เอทีเอ็มใหม่จากระบบแถบแม่เหล็กเป็นระบบไมโครชิปแล้วหลังจากที่ธปท.ได้มอบนโยบายให้ปรับเปลี่ยนทั้งหมดภายในเดือนธ.ค.58เพื่อป้องกันปัญหาการโจรกรรมข้อมูลบัตร(สกิมมิ่ง)จากปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศ50,000ตู้เปลี่ยนเป็นระบบไมโครชิปแล้ว30,000ตู้ที่เหลือจะทยอยเปลี่ยนจนครบโดยระหว่างนี้ จะให้ใช้ทั้ง2ระบบดังกล่าวคู่ขนานกันไปก่อน ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยติดเครื่องป้องกันการคัดลอกบัตรที่ตู้เอทีเอ็มแล้วแต่กรณีที่เกิดเรื่องสกิมมิ่งเมื่อเดือนพ.ย.เนื่องจากทั้งบัตรและตู้ดังกล่าวยังใช้ระบบแถบแม่เหล็กอยู่และอาจมีการใช้บัตรถอนเงินในจุดเสี่ยงอยู่บ้างอย่างไรก็ตามปัจจุบันมีหลายประเทศเช่นยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นได้เปลี่ยนรูปแบบบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตมาเป็นไมโครชิปแล้วซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันการคัดลอกข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยธนาคารกรุงเทพก็ได้นำร่องเปลี่ยนบัตรเดบิตและเอทีเอ็ม มาเป็นบัตรไมโครชิปแล้ว อย่างไรก็ตามยืนยันว่าค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนบัตรนั้นธนาคารพาณิชย์จะรับผิดชอบได้โดยไม่โยนภาระดังกล่าวให้ลูกค้าเพราะการเปลี่ยนบัตรเป็นไมโครชิปนั้นมีมูลค่าไม่มาก เมื่อแลกกับความปลอดภัยแม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่อย่างไรก็ดี ที่ธปท.คาดหวังคือธนาคารจะลงทุนด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะการป้องกันและคงจะไม่คิดเรื่องผลตอบแทนว่าคุ้มหรือไม่คุ้มเพราะกระทบกับประชาชนทั่วไป “การเปลี่ยนบัตรดังกล่าวหากไม่ใช่ความผิดของลูกค้าธนาคารก็ต้องชดเชยให้โดยเหตุการณ์ดังกล่าวก็ชดเชยให้ภายใน 1-2วันรวมทั้ง ให้ความรู้กับประชาชนในการป้องกันตัวเองเพื่อให้รับทราบความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นขณะเดียวกันด้านประชาชนเองก็ต้องระมัดระวังการใช้บัตรด้วยเช่น เปลี่ยนรหัสบ่อย ๆไม่ใส่ข้อมูลส่วนตัวลงในอินเทอร์เน็ตเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันก็จะไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.จี้แบงก์พาณิชย์เร่งเปลี่ยนบัตรเป็นระบบไมโครชิบ

  • กสทช.ร่อนหนังสือถึงสื่อ เสนอข่าวเป็นกลาง

    กสทช.ร่อนหนังสือถึงสื่อ เสนอข่าวเป็นกลาง

    วันนี้(2ธ.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.)เปิดเผยว่า กสท.มีมติให้สำนักงานกสทช.ทำหนังสือขอความร่วมมือให้ช่องฟรีทีวี 6 ช่อง  เคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม จำนวน 800 ช่อง และสถานีวิทยุทุกสถานี  ขอให้ผู้อำนวยการสถานี ใช้ดุลยพินิจในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นกลาง รอบด้าน ไม่นำเสนอข้อมูลที่นำไปสู่การรับชมที่คลาดเคลื่อนของประชาชน โดยจะเร่งส่งหนังสือให้เร็วที่สุดภายในวันนี้  ซึ่งการขอความร่วมมือดังกล่าวนี้เป็นไปตามหน้าที่ของผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการในขณะเดียวกันกสท.จะพิจารณาข้อเรียกร้องของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข(กปปส.) ตามที่ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้มีการพิจารณาช่อง 9 และช่อง 11 ที่ตัดการแถลงการณ์ของกปปส.เมื่อช่วงวันที่ 1ธ.ค. ที่ผ่านมา“สำหรับสิทธิเสรีภาพสื่อกำหนดในรัฐธรรมนูญม.46  และกสทช.ก็จัดตั้งตามกฎหมายรัฐธรรมนูณบัญญัติ เพื่อจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลโดยผ่านผู้รับใบอนุญาตคือ ผู้อำนวยการสถานี ส่วนการออกอากาศเนื้อหา เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้รับใบอนุญาต ซึ่งกสทช.มีขอบเขตอำนาจในการกำกับ แต่ไม่สามารถกำกับเกินกว่าที่กฏหมายกำหนดได้” พ.อ.ดร.นที กล่าวอย่างไรก็ตามสำหรับแนวคิดการตั้งวอรูมประสานงานร่วมกับฟรีทีวี เพื่อรับมือสถานการณ์ในขณะนี้ ไม่มีการตั้งใดๆทั้งสิ้น ให้เป็นหน้าที่ของสถานีผู้อำนวยการสถานีในการพิจารณาการออกอากาศ นอกจากนี้มองว่าหากมีทีวีดิจิทัลจะทำให้มีช่องทางการรับข่าวสารมากขึ้น 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.ร่อนหนังสือถึงสื่อ เสนอข่าวเป็นกลาง

  • กสท แจงโดนตัดไฟบางรักเสียหาย300ล้าน

    กสท แจงโดนตัดไฟบางรักเสียหาย300ล้าน

    วันนี้ (2 ธ.ค.) ที่สำนักงานใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บางรัก นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าวว่า ตามที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองนัดรวมตัวกันบริเวณศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมีการปิดกั้น กีดขวาง ทั้งสำนักงานใหญ่ บางรัก และ ศูนย์บริการลูกค้า กสท แจ้งวัฒนะ ส่งผลให้พนักงาน ลูกจ้าง และผู้รับจ้างของกสท ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้ กสท จึงอนุญาตให้พนักงานที่ไม่สามารถเข้าปฏิบัติงานในสถานที่ ในเขตพื้นที่ที่มีการชุมนุมข้างต้นให้หยุดงานโดยให้อยู่ในดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้ เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้ชุมนุมแสดงออกสิทธิ์ทางการเมืองที่บางรัก มีผู้ไม่หวังดีแฝงมาในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย และเวลาใกล้เคียงกันบุกรุกทำลายทรัพย์สิน โดยเน้นระบบไฟฟ้าหลักและสำรองที่ กสท บางรัก ทำให้ระบบการทำงานของอาคารทั้งหมดหยุดชะงักลง มีผลให้อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมที่ติดตั้งไว้ที่อาคารมีปัญหาขัดข้อง ไม่สามารถให้บริการได้ในช่วงเริ่มต้น โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงจึงสามารถกู้ระบบและเริ่มใช้งานได้ โดยความเสียหายเบื้องต้นอยู่ที่ 300 ล้านบาท แบ่งเป็นอุปกรณ์โทรคมนาคม รวมถึงค่าปรับและชดเชยลูกค้าด้วย "เราประสานกับการไฟฟ้านครหลวง ช่วยแก้ไขระบบไฟฟ้าเสร็จประมาณช่วงค่ำของวันดังกล่าว และลูกค้าทะยอยใช้งานได้ทีละส่วน จนถึงเช้าวันที่ 1 ธ.ค. จึงให้บริการลูกค้า ทั้งลูกค้าองค์กรและรายย่อยทั้งไทยและต่างประเทศ จำนวน 9.2 หมื่นราย ได้สมบูรณ์ 100% โดยช่วงเวลา 17.30 น. เราได้เริ่มทะยอยให้บริการลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ อาทิ แบงค์ เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบในเชิงธุรกิจถือเป็นวงกว้าง" ทั้งนี้ กสท ยังไม่ทราบตัวผู้ก่อเหตุ โดยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานก่อน โดยผู้ก่อเหตุถือเป็นคนที่มีความรู้ด้านระบบไฟฟ้า รวมถึงคนที่มีอาชีพเกี่ยวกับไฟฟ้าต่างๆ จึงไม่สามารถสรุปได้ ขณะนี้ ได้ลดคนที่จะเข้าไปในระบบควบคุมบริเวณดังกล่าวแล้ว และปิดพื้นที่และถ้าเป็นจุดอ่อนในการเข้าอาคาร เอาโครงเหล็กปิดตายไว้ โดยขณะนี้ ได้รับการดูแลจากสน.บางรัก และกำลังตำรวจ1 กองร้อยมาอำนวยความสะดวกเข้าออกอาคาร และหากเกิดเหตุการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ก็จะขอกำลังเพิ่มเติม..

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท แจงโดนตัดไฟบางรักเสียหาย300ล้าน