เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกครั้ง…ที่เกิดวิกฤติการเมือง ย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศต้องหยุดชะงักงันตามไปด้วย และเช่นเดียวกันกับเวลานี้ที่ปัญหาการเมืองกำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ “เดลินิวส์”จึงขอย้อนอดีตให้เห็นถึงวิกฤติการเมืองในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและทำให้ประชาชนคนไทยต้องได้รับกรรมตามไปด้วย อานิสงส์เศรษฐกิจโลก เริ่มจากปี 2547 ที่กลุ่มประชาชนเริ่มเรียกร้องให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากนายกรัฐมนตรี ในประเด็นความโปร่งใสของการบริหารประเทศ โดยเหตุการณ์ได้เริ่มลุกลามไปจนเกิดเหตุการณ์ใหญ่ในปี 49 ภายใต้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จนต้องยุบสภาเดือน ก.พ. และประกาศให้เลือกตั้งใหม่เดือน เม.ย. แต่ความวุ่นวายไม่จบสิ้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่รับรองผลเลือกตั้ง ทำให้เกิดความอึมครึมในบ้านเมืองจนเกิดรัฐประหารในเดือน ก.ย. พร้อมจัดตั้ง “รัฐบาลทหาร” โดยมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี แม้เกิดการปฏิวัติแต่เศรษฐกิจปี 49 ยังขยายตัวได้ 5% เพราะได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกทำให้การส่งออกเติบโต 9% แต่หากลงลึกเริ่มพบสัญญาณถดถอยลงทุกไตรมาส อีกทั้งการเกิดสุญญากาศทางการเมืองเป็นเวลานาน ทำให้ขาดงบประมาณในการบริหารประเทศ เช่นเดียวกับภาคท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลงจากปี 48 “ขิงแก่”ถูกวิจารณ์หนัก ปี 2550 ภายใต้การบริหารของรัฐบาลขิงแก่…สุรยุทธ์ ได้กำเนิดกลุ่มมวลชน แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อต่อต้านการรัฐประหาร และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ในระหว่างนั้นได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และผ่านประชามติด้วยคะแนน 57.81% จนถึงปลายปีจึงให้มีการเลือกตั้งใหม่ ทำให้รัฐบาลขิงแก่ต้องสิ้นสุดการบริหาร ผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลขิงแก่ถูกโจมตีอย่างหนัก เพราะถูกมองแต่พยายามไล่เช็กบิลทางการเมือง มากกว่ามุ่งบริหารบ้านเมือง จนถูกใช้คำ “รัฐบาลเกียร์ว่าง” ส่งผลให้จีดีพีปี 2550 ลดเหลือโต 4.8% โดยมีการส่งออกเป็นตัวชูโรง แต่การบริโภคและลงทุนเอกชนยังชะลอตัว ชาวบ้านทำมาค้าขายยากขึ้น ปี 2551 พรรคพลังประชาชน ตัวแทนของไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง “สมัคร สุนทรเวช” ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้กลุ่ม พธม. กลับมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอีกครั้ง มีมูลเหตุจากการพยายามแก้กฎหมายนิรโทษกรรมให้อดีตนายกฯ ทักษิณ และยังส่อบริหารบ้านเมืองไม่โปร่งใส โดยปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ ตั้งแต่เดือน พ.ค. และดาวกระจายปิดสถานที่สำคัญ เช่น ทำเนียบรัฐบาล จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ต่อมาเดือน ก.ย. นายสมัคร ถูกศาลตัดสินให้พ้นการเป็นนายกฯ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ขึ้นเป็นนายกฯ แทน แต่กลุ่ม พธม.จึงยกระดับการชุมนุม ถึงขั้นปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ดอน เมือง และสลายการชุมนุมในเดือน ธ.ค. หลังศาลสั่งตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน “พันธมิตร”ฉุดจีดีพีเหลือ 2.6% เศรษฐกิจไทยก้าวสู่ภาวะชะลอตัว เหลือการขยายตัวแค่ 2.6% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5-6% หลังจากการส่งออกหดตัว จากพิษแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส ประกอบกับกลุ่มผู้ชุมนุมมีการปิดสนามบิน ทำให้ในไตรมาส 4 การส่งออกลดลง 9.4% และนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 700,000 คน สูญเสียรายได้ไป 25,000 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนเอกชน และการบริโภคยังมีสัญญาณชะลอ ปี 2552 เกิดเหตุพลิกขั้วทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดตั้งรัฐบาลผสม ขณะที่อีกฟากได้ตั้งพรรคเพื่อไทย แทนพลังประชาชนที่ถูกยุบไป ระหว่างนั้นเกิดการชุมนุมของ นปช. ตั้งแต่เดือน มี.ค. เกิดเหตุรุนแรงขึ้นหลายจุด ทั้งการชุมนุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่พัทยา เกิดการปะทะและสลายการชุมนุม จนมีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และสลายการชุมนุมหลังแกนนำ นปช.มอบตัว เปลี่ยนขั้วก็ยังไม่ฟื้น เป็นอีกปีที่เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะถดถอยรุนแรงติดลบถึง 2.3% แย่กว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ลบ 1% แม้รัฐบาลอภิสิทธิ์จะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยงบกว่าแสนล้าน แต่ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจนัก เพราะปัญหาเศรษฐกิจโลกยังทำให้ส่งออกชะลอตัว ประกอบความวุ่นวายทางการเมืองภายในทำให้การใช้จ่าย การลงทุนซึมตัว ปี 2553 ศาลฎีกาพิพากษาคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทักษิณ 46,000 ล้านบาทช่วงเดือน ก.พ. ถัดไปอีกเดือน กลุ่ม นปช.เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและจัดเลือกตั้งใหม่ เหตุการณ์ตึงเครียดขึ้นต่อเนื่องมีการยึดสถานที่สำคัญ จนรัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน และเกิดการสลายการชุมนุมมีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก รวมถึงนักข่าวชาวต่างชาติ อีกทั้งยังเกิดจลาจลทั่วเมืองหลวง การวางเพลิงศูนย์การค้าและอาคาร ความวุ่นวายยุติหลังแกนนำยอมมอบตัว เศรษฐกิจโลกช่วยดึงจีดีพี แม้จะเกิดความวุ่นวายอย่างรุนแรงแต่เศรษฐกิจปีนี้กลับมาขยายตัวได้ร้อนแรง 7.8% สูงกว่าเป้าหมาย 3.5–4.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้การลงทุนเอกชน การบริโภคภาคครัวเรือนฟื้นตัว โดยเฉพาะการส่งออกที่โตถึง 28.5% แต่ท่ามกลางการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ชาวบ้านก็เผชิญปัญหาค่าครองชีพที่สูงและเกิดเหตุ “สวาปาล์ม” น้ำมันปาล์มพุ่งขวดลิตรละ 80 บาท แถมขาดแคลนอย่างหนัก ปี 2554 รัฐบาลอภิสิทธิ์ ประกาศยุบสภาเดือน พ.ย. และมีจัดเลือกตั้งใหม่เดือน ก.ค. พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง และเป็นผู้จัดรัฐบาลผสมอีกครั้ง โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ และเป็นปีที่สงบเงียบ ปราศจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบ เพราะหลังการเลือกตั้ง ประเทศไทยต้องเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เริ่มตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. 54 –ม.ค. 55 หายไปกับน้ำท่วมใหญ่ เศรษฐกิจไทยปี 54 ขยายตัวเพียง 0.1% แย่ว่าที่คาดไว้ 3.5-4.5% แม้ภาพรวมทิศทางในครึ่งปีแรกจะสดใส และปราศจากความวุ่นวาย แต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่กินเวลากว่า 5-6 เดือน ส่งผลกระทบโดยรวมต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง โดยธนาคารโลกประเมินความเสียหายไว้ 1.44 ล้านล้านบาท ปี 2555 เป็นปีแห่งการฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจไทยหลังเหตุน้ำท่วม แต่ในเดือน มิ.ย. ก็เกิดกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ขึ้นเพื่อขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีความพยายามเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และนัดชุมนุมใหญ่เดือน พ.ย. แต่หลังจากเคลื่อนไหวไม่นาน แกนนำก็ประกาศยุติบทบาทการชุมนุม โดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ เร่งฟื้นฟูช่วยคนไทย แต่ในภาคเศรษฐกิจถือว่าเติบโตได้ 6.4% อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5.5-6.5% โดยเป็นปีแห่งการฟื้นฟู และอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนประชานิยม แต่นโยบายส่วนใหญ่ถูกท้วงติงจากหลายฝ่าย ทั้งการจำนำข้าวที่กระทบต่อการส่งออก รถยนต์คันแรกที่เพิ่มภาระหนี้ภาคประชาชน และที่สำคัญยังเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง โดยรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ปี 2556 รัฐบาลพยายามผลักดันการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมถึงผลักดันการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และรัฐบาลชนะผ่านการโหวตในสภา แต่ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดให้ครอบ คลุมถึงแกนนำ หรือเรียก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สุดซอย ขณะเดียว กันศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของวุฒิสภาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่งผลเกิดการคัดค้านจากภาคประชาชน การเมือง นักศึกษา และภาคธุรกิจทั่วประเทศจนมีการยกระดับชุมนุมด้วยการยึดสถานที่ราชการ ศาลากลางจังหวัด และเรียกร้องให้ข้าราชการหยุดงานประท้วง เดิมปีนี้คาดหมายเศรษฐกิจเติบโต 4.5-5.5% แต่ในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา เติบโต 3.7% มาจากการส่งออกย่ำแย่หนักจากพิษเศรษฐกิจโลก การบริโภคครัวเรือนชะลอหลังหมดโปรโมชั่นกระตุ้น เศรษฐกิจ การลงทุนของภาครัฐทำไม่ได้ตามแผน โดยรัฐบาลมุ่งเน้นผลทางการเมือง ส่งผลให้การเมืองเดินเข้าสู่วิกฤติอีกครั้ง แม้จะกล่าวไม่ได้ทั้งหมดว่า… ความเสียหายที่เกิดขึ้น มาจากปัจจัยการเมืองอย่างเดียว แต่การเมืองนับเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนประเทศ ความเป็นอยู่ของประชาชน และทำให้ไทยเสียโอกาสก้าวหน้า ที่สำคัญตลอด 8 ปีที่เกิดการขัดแย้ง ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่แตกต่างกัน คือ ประชาชนต้องเดือดร้อน เศรษฐกิจชาติย่ำแย่ และเป็นเสมือนเกมแก่งแย่งอำนาจกันของ 2 ฝ่าย โดยมีประชาชนเป็นบันไดก้าวสู่ความสำเร็จอย่างชอบธรรมเท่านั้น!. ทีมเศรษฐกิจ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ย้อนรอย 8 ปีวิกฤติการเมืองปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย
เดือน: ธันวาคม 2013
-

ย้อนรอย 8 ปีวิกฤติการเมืองปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย
-

สคบ.เล็งฟันผู้ประกอบการเอาเปรียบผู้บริโภค
นายไพโรจน์ คนึงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับมอบนโยบายจากนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เตรียมแผนดูแลผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะด้านการเดินทาง เบื้องต้นในสัปดาห์หน้าจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงคมนาคม และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการดูแล จากนั้นจึงลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณสถานีขนส่ง และอาจพิจารณาตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนบริเวณสถานีขนส่งที่สำคัญ เพื่อให้ผู้บริโภคแจ้งข้อร้องเรียนต่างๆ ด้วย “แม้ว่าเรื่องการดูแลด้านการเดินทางจะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม แต่สคบ.จะขอเข้าไปดูแลด้วย โดยพร้อมรับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค หากได้รับการเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ เช่น การจองบัตรโดยสาร การจ่ายเงินที่ไม่ถูกต้อง หรือโดยสารรถไปแล้วไม่ถึงที่หมาย ถูกทอ้งกลางทาง รวมไปถึงร้านขายสินค้าในบริเวณสถานีขนส่ง หากผู้บริโภคถูกเอาเปรียบก็สามารถร้องเรียนได้ทันที โดยสคบ.จะรีบขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจจากปคบ. จับกุมผู้ที่เอาเปรียบในทันที” รายงานข่าวจากสคบ. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สคบ.ได้กำหนดแนวทางดูแลผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ร้องเรียนการกระทำความผิดจากการให้บริการรถสาธารณะ ซึ่งปีที่ผ่านมาสคบ.ได้ไปตั้งศูนย์บริเวณสถานีขนส่ง 3 แห่ง คือสถานีขนส่งหมอชิต สายใต้ใหม่ และเอกมัย เพื่อรับเรื่องร้องเรียนผู้ที่ถูกเอาเปรียบทุกประเภท ขณะเดียวกันยังรับแจ้งเบาะแสการกระทำความผิด โดยผู้บริโภคสามารถแจ้งข้อร้องเรียนมายังศูนย์ดังกล่าวได้ หรือโทรศัพท์ผ่านสายด่วน สคบ.หมายเลข 1166 อย่างไรก็ตามในขั้นตอนการตรวจสอบ สคบ.ยังประสานเครือข่ายสคบ.ที่มีอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงผู้บริโภค ช่วยติดตามและตรวจสอบการให้บริการของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวด้วย เพราะที่ผ่านมาก็ได้รับการร้องเรียนว่า มีผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ประกอบธุรกิจให้บริการรถตู้ และรถโดยสารนำเที่ยว รวมทั้งบริษัททัวร์ ไม่ได้แสดงราคาค่าบริการให้ผู้บริโภคได้รับทราบ โดยเฉพาะรถโดยสาร และมีบางรายคิดราคาค่าบริการสูงเกินความจริง ซึ่งถือว่าเป็นการเอาเปรียบอย่างชัดเจน และเบื้องต้นอาจต้องลงพื้นที่ตรวจสอบการให้บริการ เพื่อสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยให้ผู้บริโภคด้วย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการจำหน่ายสินค้า และบริการของผู้ประกอบการในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่อาจมีผู้ประกอบการบางรายฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่จำเป็น เช่น โรงแรมและที่พักในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยก่อนหน้านี้ก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า ราคาค่าที่พัก ในช่วงเทศกาลสำคัญมักมีราคาสูงจนผิดปรกติ จึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ และสั่งให้ผู้ประกอบการชี้แจงเหตุผลแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะที่ผู้ประกอบการร้านอาหารก็จำเป็นต้องตรวจสอบ ว่าได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง คือ มีใบอนุญาตถูกต้อง แสดงราคาในรายการอาหารทุกรายการ การประกอบอาหารมีความสะอาดปลอดภัยด้วยหรือไม่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.เล็งฟันผู้ประกอบการเอาเปรียบผู้บริโภค -

บริการเสิร์ชเอนจิ้นของไป่ตู้เอื้อธุรกิจไทยขยายตลาดในจีน
ไป่ตู้ เตรียมเปิดตัวบริการเสิร์ชเอนจิ้นในไทย ชูจุดขายช่วยธุรกิจขยายตลาดในจีน เผย 1 ปี มีผู้ใช้บริการ 65% จากผู้ใช้อินเทอร์ เน็ตทั้งหมดในไทย จากการเปิดให้ดาวน์โหลดฟรี 8 บริการทั้งพีซีและมือถือ นายพอล เฉิน ผู้จัดการทั่วไป ไป่ตู้ ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันไป่ตู้มีผู้ใช้งานในประเทศไทยประมาณ 65% จากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด จาก 8 บริการที่เริ่มเปิดตัวตั้งแต่ปี 2555 ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทั้ง 45 รายในในอุตสาหกรรม ไอที โฆษณา และท่องเที่ยว ซึ่งไป่ตู้จะเร่งพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่องโดยทำให้สอดคล้องกับการใช้งานพีซีและมือถือของคนไทยมากที่สุด การให้บริการเสิร์ชเอนจิ้น ภาษาไทย ไป่ตู้อยู่ระหว่างการพัฒนาให้เข้ากับพฤติกรรมของคนไทย คาดว่าจะเปิดบริการได้ในปีหน้า เน้นจุดขายที่ทำให้ธุรกิจไทยสามารถขยายตลาดในจีนได้อย่างรวดเร็ว เพราะไป่ตู้เป็นผู้นำด้านเสิร์ชเอนจิ้น ของจีน มียอดการค้นหากว่า 5 พันล้านครั้งต่อวัน และ 10% เป็นเรื่องของการโฆษณาออนไลน์และแบรนด์ต่าง ๆ ด้านนายกวี นวศรี ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ไป่ตู้ ประเทศไทย เปิดเผยถึง 8 ผลิตภัณฑ์ที่เปิดให้บริการดาวน์โหลดฟรีในประเทศไทย ว่า แบ่งเป็น 4 บริการสำหรับใช้งานบนพีซีคือ ไป่ตู้ พีซี ฟาสเตอร์ (Baidu PC Faster) ไป่ตู้ แอนตี้ไวรัส ไป่ตู้ สปาร์ค เบราว์เซอร์และ ฮาว 123 (Hao123) เว็บไซต์ที่รวบรวมและจัดหมวดหมู่เว็บไซต์ยอดนิยมในทุกสาขา ไป่ตู้ แบตเตอรี่ เซฟเวอร์ (DU Battery Saver) แอพช่วยประหยัดแบตเตอรี่มือถือไป่ตู้ สปีด บูทเตอร์ แอพเพิ่มความเร็ว ไป่ตู้ เบราว์เซอร์ และ โฟโต้ วันเดอร์ แอพถ่ายภาพและตกแต่งภาพ มีผู้ใช้งานกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บริการเสิร์ชเอนจิ้นของไป่ตู้เอื้อธุรกิจไทยขยายตลาดในจีน