นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยความคืบหน้าเรื่องการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่จะสิ้นสุดในเดือนธ.ค.นี้ในอัตราลิตรละ0.005บาทว่า ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต.พิจารณาว่ารัฐบาลรักษาการสามารถต่ออายุภาษีได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่อนุมัติให้ดำเนินการใด ๆ ต้องรอให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณา เพราะหากไม่ต่ออายุมาตรการออกไปอีกจะทำให้ภาษีดีเซลในเดือนม.ค.ปี57 จัดเก็บในอัตราปกติที่ลิตรละ 10 บาท อย่างไรก็ตามการลดภาษีน้ำมันดีเซลในช่วงที่ผ่านมาทำให้รายได้หายไปเดือนละ 10,000 ล้านบาท“มาตรการนี้ไม่ใช่มาตรการใหม่ได้ดำเนินการตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนจนถึงรัฐบาลปัจจุบันเพราะต้องการช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าครองชีพในช่วงราคาน้ำมันแพง และประเมินว่าหากปีหน้าไม่ได้ขึ้นภาษีดีเซล ผลการจัดเก็บรายได้ในไตรมาส 1/57 ยังได้ตามเป้าเพราะในช่วงเทศกาลปีใหม่การท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวดีขึ้นขณะที่การบริโภคสุราเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และทั้งปีคาดว่าจัดเก็บภาษีจะอยู่ที่ 460,000ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดปราบปรามและจับกุมสินค้าเถื่อน ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตได้ศึกษาเบื้องต้นแล้วแต่ต้องรอนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ก่อน”สำหรับผลการจัดเก็บในเดือนต.ค.-พ.ย.ที่ผ่านมาเก็บได้จริง 71,631 ล้านบาท มากกว่าประมาณที่ตั้งไว้ 959ล้านบาท โดยภาษีที่จัดเก็บเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีเบียร์มีมูลค่า 15,622 ล้านบาท เพิ่มขึ้น3,309 ล้านบาท เพิ่มข้น 26.88%และภาษีสุรา 14,898 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,189 ล้านบาท หรือ 53.44% ส่วนภาษีที่จัดเก็บลดลง เช่น ภาษีรถยนต์เก็บรายได้ 17,579 ล้านบาท ลดลง 5,764 ล้านบาท ภาษีน้ำมัน 10,218 ล้านบาทลดลง 5,097 ล้านบาท หรือ 33.28% ภาษียาสูบ 9,289 ล้านบาทลดลง1,150 ล้านบาท หรือ 11% ภาษีเครื่องดื่ม 2,687 ล้านบาท ลดลง 228 ล้านบาท หรือ 7.8% ส่วนความคืบหน้าโครงการรถยนต์คันแรกนั้น มีผู้จองสิทธิ์จำนวน1.25 ล้านคัน คิดเป็นเงิน 92,174 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการรถยนต์ได้ส่งมอบรถยนต์ให้ผู้ได้รับสิทธิ์ไปแล้ว1.12 ล้านคัน และที่ยังไม่ได้ส่งมอบประมาณ 126,000 คัน โดยในปี57 ตั้งงบประมาณรองรับไว้จำนวน 40,000 ล้านบาทและในปี 58 น่าจะคืนเงินได้หมด นอกจากนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายประสานไปยังค่ายรถยนต์ว่าหากมีรถยนต์พร้อมส่งมอบแล้วประชาชนไม่มารับรถยนต์ภายใน 30 วันถือว่าสละสิทธิ์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดีเซลจ่อขยับม.ค.ปีหน้าลิตรละ10บาท
เดือน: ธันวาคม 2013
-

ดีเซลจ่อขยับม.ค.ปีหน้าลิตรละ10บาท
-

“ไนท์แฟรงค์” ยันปีหน้าไม่มีสัญญาณสภาวะฟองสบู่
นายแฟรงค์ ข่าน กรรมการบริหารและ ผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านโครงการที่พักอาศัย บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปี 57 ประเมินว่ายังไม่มีสัญญาณสภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในพื้นที่ศูนย์กลางย่านธุรกิจบริเวณพลินจิต สาทร เพราะที่ดินหายาก และมีที่ดินเหลือไม่กี่แปลง สำหรับการพัฒนาให้เป็นอาคารสูง ทำให้ที่ดินที่เหลืออยู่มีราคาแพงมาก คอนโดฯ เหล่านี้จึงมีทั้งคุณภาพและราคาสูง ส่งผลให้มีความต้องการซื้อสูง โดยเฉพาะการซื้อเพื่อการลงทุน เช่นเดียวกับคอนโด ย่านสุขุมวิทซอย 3 – 69 และพระโขนง ซอย 3- 55 ขนาด 1-2 ห้องนอน ซึ่งนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากค่าเช่า 5-6% ขณะที่คอนโดเขตชานเมือง ลาดพร้าว รัชดา และพระราม 9 ยังมีศักยภาพสูง เพราะมีระบบขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที อีกทั้งยังมีที่ดินเหลืออยู่ในราคาไม่สูงนัก จึงทำให้อาจจะมีการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ได้อีกพอสมควร ขณะที่ตลาดคอนโดที่แล้วเสร็จก่อนหน้านี้ (รีเซล) รัศมี 200 เมตรจากรถไฟฟ้าด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนคอนโดฯ รอบนอกนั้น แนะนำว่า ผู้ประกอบการต้องตระหนักถึงคุณภาพ (เกรด) ของคอนโดฯ เพราะผู้ที่จะซื้อคอนโดฯรอบนอกนั้น จะดูที่ราคาเป็นหลัก จึงอาจทำให้ผู้พัฒนามีแนวโน้มสร้างคอนโดให้มีขนาดยูนิตเล็กลงและราคาต่ำลงด้วย “อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบตลาดคอนโดระดับพรีเมียมของกทม. กับตลาดของประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกแล้ว ถือว่า ไทยสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในหลาย ๆ เมือง เช่น ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์ได้ ด้วยคุณภาพและคุณสมบัติที่เทียบกันได้ แต่ราคาต่ำกว่า ซึ่งผู้ซื้อชาวต่างชาติจะให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มาจากฮ่องกง ลอนดอน ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อินเดียและรัสเซีย โดยในส่วนของบริษัทมีแผนที่จะขยายงานนิทรรศการต่าง ๆ ในปีหน้าเพิ่มเติม เพื่อนำคอนโดฯในกทม.ไปขยายตลาดสู่นักลงทุนและผู้ซื้อต่างชาติ ที่กัวลาลัมเปอร์ เซี่ยงไฮ้ หลังจากประสบความสำเร็จจากตลาดสิงคโปร์ ฮ่องกงมาแล้ว”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ไนท์แฟรงค์” ยันปีหน้าไม่มีสัญญาณสภาวะฟองสบู่ -

เปิด5กลุ่มสินค้าขายดีปีใหม่
นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า ได้สำรวจกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่ขายดีในช่วงเทศกาลปีใหม่ครั้งนี้ มี 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้า คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์กระเช้าของขวัญ , สินค้าเพื่อสุขภาพ ,เครื่องสำอาง และน้ำหอม เสื้อผ้า และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า แม้ปริมาณการซื้อสินค้า จะลดลงบ้าง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง โดยปีนี้กลุ่มคนไทยรุ่นใหม่ และชาวต่างชาติ เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง จะซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ประณีต การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร โดยสามารถซื้อจากกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ สำหรับการเตรียมพร้อมผู้ประกอบการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้เตรียมพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ มีศักยภาพในการเข้าสู่สนามการค้า และการลงทุนในเขตประเทศอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพัฒนาผู้ประกอบการให้มีองค์ความรู้ความเข้าใจ และศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยได้จัดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการทดลองนำสินค้ามาจำหน่าย เพื่อศึกษาแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการให้บริการความช่วยเหลือด้านการเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำภายใต้โครงการส่งเสริมการตลาด ให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่ 4 แล้ว นายกอบกิจ นาคะเสถียร เจ้าของกิจการ พิมพ์ฝ้าย-เขียนไหม ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าทอมือ และเสื้อสำเร็จรูปจากวัสดุธรรมชาติ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่สินค้าขายดีมากกว่าช่วงเวลาปกติ เพราะคนนิยมซื้อเป็นของขวัญของฝาก กลุ่มลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นคนระดับกลาง ข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ โดยสินค้าของร้านจะเป็นผ้าทอจากเส้นฝ้ายและไหมจากธรรมชาติ ค่อยๆพัฒนารูปแบบสีสันใหม่ๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนปัจจุบันสามารถแปรรูปเป็นผ้าสำหรับนำไปตัดเสื้อผ้า เสื้อสูท และผลิตภัณฑ์จากผ้าหลายชนิด “ เมื่อสินค้าเริ่มเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น จึงต้องพัฒนารูปแบบใหม่ ๆสินค้าของเราจึงมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบตลอดเวลา เพื่อเป็นผู้นำตลาด เราจะไม่เน้นตามกระแสตลาด เพราะจะทำให้สินค้าของเราไม่มีเอกลักษณ์โดยจะแปรรูปผ้าฝ้ายให้สวยงามแปลกตาไม่ให้ซ้ำกับตลาดทั่วไป สินค้าของร้าน ได้แก่ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด หมอน และผ้าปูเตียงเป็นต้น สำหรับโครงการเงินทุนหมุนเวียน ฯ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นผู้สนับสนุน ช่วยเหลือทางการเงินแก่เรา ซึ่งเป็นช่วงที่ เรามีปัญหาเรื่องระบบการพิมพ์ผ้าพอดี จึงนำเงินที่ได้มาพัฒนาระบบการพิมพ์ด้วยดิจิตอลทำให้ได้งานพิมพ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น และผลิตได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นด้วย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิด5กลุ่มสินค้าขายดีปีใหม่