เดือน: ธันวาคม 2013

  • หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ปิดร่วง 12.59 จุด

    หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ปิดร่วง 12.59 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้(20 ธ.ค.) ดัชนีอ่อนตัวลงทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นก็ร่วงลงอย่างหนักกว่า 14 จุดตามแรงเทขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยการเมืองในประเทศช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลังแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมยังยืนยันว่าไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งในวันที่2ก.พ.57 เพื่อเปิดโอกาสให้มีการปฏิรูปการเมืองให้เสร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้งต่อไปและได้นัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 22 ธ.ค.นี้ทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะกระทบกับภาวะเศรษฐกิจของไทยซึ่งช่วงนี้ค่อนข้างอ่อนแออยู่แล้วอีกทั้งเริ่มเข้าสู่ช่วงเทศกาลทำให้นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนออกไปก่อนส่งผลให้หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,334.04 จุด ลดลง 12.59 จุด หรือ 0.93% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 10,527.35 ล้านบาท  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ปิดร่วง 12.59 จุด

  • กสทช.แนะวิธีปิดเน็ตมือถือในตปท.เบอร์เดียวทุกค่ายกันบิลช็อก!

    กสทช.แนะวิธีปิดเน็ตมือถือในตปท.เบอร์เดียวทุกค่ายกันบิลช็อก!

    นายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช. ) กล่าวว่า ปัญหากรณีผู้ใช้บริการถูกเรียกเก็บค่าบริการในการใช้บริการโทรศัพท์ในต่างประเทศ (โรมมิ่ง) นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากบริการดาต้าโรมมิ่งระหว่างประเทศ จากการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทสมาร์ทโฟนไปใช้งานในต่างประเทศ ซึ่งผู้ให้บริการหลายรายได้กำหนดเลขหมาย และวิธีการในการปิดบริการดาต้าโรมมิ่งระหว่างประเทศ หลายวิธีแตกต่างกัน จึงอาจก่อให้เกิดความสับสนในการใช้บริการทั้งนี้ กสทช. จึงขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกเครือข่าย ใช้เลขหมาย และวิธีการเดียวกันในการปิดบริการดาต้าโดย กด *106# แล้วกดโทรออก ไม่คิดค่าใช้จ่าย จะทำให้เป็นการปิดบริการดาต้าโรมมิ่งเมื่อมีการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่ 16 ธ.ค.56 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ต้องการระงับการใช้บริการดาต้าโรมมิ่งระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว และมั่นใจได้ว่ามีการปิดบริการทุกครั้งเมื่อจะเดินทางไปต่างประเทศ และเมื่อกลับมายังประเทศไทย ก็สามารถขอเปิดใช้บริการดาต้าได้ตามปกติ โดยผู้ให้บริการจะมีการแจ้งเอสเอ็มเอส ไปยังผู้ใช้บริการว่าสามารถใช้บริการดาต้าได้แล้ว”กสทช.จะประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการทราบถึงบริการนี้ และได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกเครือข่ายให้ดำเนินการเพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลการให้บริการดังกล่าวผ่านเอสเอ็มเอส ไปยังผู้ใช้บริการที่จะเดินทางขณะยังอยู่บริเวณท่าอากาศยานนานาชาติทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศด้วย ซึ่งผู้ให้บริการทุกรายรับที่จะไปพิจารณาด้านเทคนิค และการลงทุนเพื่อการให้บริการในอนาคตต่อไป”นายฐากร กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงาน กสทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทสมาร์ทโฟนไปใช้งานในต่างประเทศแล้วประสบปัญหาถูกเรียกเก็บค่าบริการระหว่างประเทศในอัตราที่สูงมาก บางรายสูงถึงหลักแสนบาทซึ่งโดยส่วนใหญ่เกิดจากบริการดาต้าโรมมิ่งระหว่างประเทศ โดยปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก ผู้ใช้บริการไม่ทราบถึงระบบการทำงานของเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ตนเองใช้งานอยู่ว่า มีการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ โดยเฉพาะจากการใช้งานโซเชียล เน็ตเวิร์ค ที่ต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา และส่วนใหญ่จะเป็นการเชื่อมต่อการใช้งานข้อมูลอัตโนมัติ ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงมาก นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการอาจไม่ทราบวิธีตั้งค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อปิดการใช้งานดาต้า หรือไม่ทราบว่าสามารถโทรไปยังคอลล์ เซ็นเตอร์ เพื่อขอปิดการใช้งานดาต้าชั่วคราวได้อย่างไร รวมถึงไม่ทราบวิธีการเลือกดาต้า โรมมิ่ง แพ็คเกจที่เหมาะสมกับการใช้งานของตน และไม่ทราบถึงเงื่อนไขแพ็คเกจที่สามารถจำกัดวงเงินสูงสุดได้ รวมถึงการแจ้งเตือนเมื่อเชื่อมต่อเครือข่ายที่ไม่ถูกต้อง “การกด *106# แล้วกดโทรออก เหมือนกันในทุกเครือข่าย จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการเดินทางไปต่างประเทศ ในกรณีที่ผู้ใช้บริการต้องการระงับการใช้บริการข้อมูลต่างๆ ผ่านบริการอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว และแน่ใจได้ว่ามีการปิดบริการทุกครั้งเมื่อเดินทางออกนอกประเทศ น่าจะเป็นการช่วยลดปัญหาปัญหากรณีผู้ใช้บริการถูกเรียกเก็บค่าใช้บริการดาต้าโรมมิ่งได้”  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.แนะวิธีปิดเน็ตมือถือในตปท.เบอร์เดียวทุกค่ายกันบิลช็อก!

  • ลุ้นดอกเบี้ยช่วยอุ้มเศรษฐกิจฝ่าการเมืองที่ยังไม่มีทางออก

    ลุ้นดอกเบี้ยช่วยอุ้มเศรษฐกิจฝ่าการเมืองที่ยังไม่มีทางออก

    ดูเหมือนว่าการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมาโดยลดลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.25% จะสามารถกระตุกต่อมให้บรรดานายแบงก์ยอมตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงได้สำเร็จ เพราะหลังจากที่ กนง.ได้ส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในโค้งสุดท้ายที่เหลือ วันรุ่งขึ้นนายแบงก์ก็ดาหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงกันในทันที  โดยปรับลดลงทั้งดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝาก แม้ว่าตลอดทั้งปี 56 ที่ผ่านมากนง.จะมี “อัตตา” โดยยึดถือหลักในการตัดสิน คือใช้เครื่องมือการเงินอย่างรอบคอบ แม้ถูกบีบรัดบีบคั้นจากฝ่ายการเมืองมาโดยตลอดก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยักแย่ยักยัน ทำให้ กนง.ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่มาเป็นเสาค้ำยันให้กับเศรษฐกิจ ยามที่มาตรการการคลังดูจะทำงานได้ไม่เต็มที่นัก ซึ่งการตัดสินใจลดดอกเบี้ยในครั้งนี้…ต้องถือว่าเป็นการหักปากกาเซียนของหลายสำนักที่คาดกันว่า กนง.จะคงอัตราเหมือนเดิม ณ เวลานี้ กนง.มองว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มส่อแววริบหรี่หลุดเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3% เนื่องจากต้องเผชิญกับสารพัดความเสี่ยงทั้งความเสี่ยงในประเทศ และจากต่างประเทศที่เข้ามากระทบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางของเศรษฐกิจหลักอย่าง เศรษฐกิจของสหรัฐ ที่ยังไม่ชัดเจนจากนโยบายการเงินและการคลัง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือคิวอี ส่งผลให้ภาวะตลาดการเงินโลกยังผันผวน ขณะที่ในกลุ่มยูโรก็ไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ทำให้การส่งออกไทยขยายตัวได้เพียง 1% ที่สำคัญที่สุด… คือปัญหาภายในประเทศอย่างสภาพการเมืองที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ได้กลายเป็นตัวฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเดินก้าวไปข้างหน้าได้ เพราะรัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบาย ทำให้เอกชนมีความเชื่อมั่นลดลง เห็นได้จากการขอสินเชื่อของภาคเอกชนที่เคยเฟื่องฟูในระดับเลขสองหลัก กลับชะลอตัวเหลือเพียงแค่ 9% และแนวโน้มนี้ยังส่งต่อไปถึงปี 57 ที่คาดกันว่าสินเชื่อภาคเอกชนอาจขยายตัวได้เพียง 7% เท่านั้น   ด้วยเหตุนี้ทำให้ กนง.จำนวน 6 คน ได้ตัดสินใจร่วมกันลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแทนเครื่องมือทางด้านการคลัง ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้ก้าวพ้นความเสี่ยงจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกได้  จึงเป็นหน้าที่ของภาคการเงินต้องเข้ามาพยุงเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยถดถอยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการใช้จ่ายภายในประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนที่ล่าช้า เป็นตัวเร่งให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในเมื่อ กนง.ได้ส่งสัญญาณเพื่อให้บรรดานายแบงก์ทั้งของรัฐและเอกชน ปรับลดดอกเบี้ยตามไปด้วย  ซึ่งถือเป็นช่องทางหนึ่งที่มีผลให้ภาวะการเงินโดยรวมผ่อนปรนมากขึ้น ทั้งยังกระตุ้นให้ประชาชนและภาคเอกชนถอนเงินไปใช้จ่ายและลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศจะส่งผลดีต่อประชาชน  ซึ่งก็ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ได้ผลอย่างรวดเร็ว เพราะบรรดานายแบงก์ก็ทยอยปรับลดดอกเบี้ยกันทันทีทั้งดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก นำร่องโดยธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงเทพ แน่นอนว่าการปรับลดครั้งนี้ ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียตามมา เพราะดอกเบี้ยทั้งสองนั้น คือดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งความหมายชัดเจนว่ามีความแตกต่างกันอยู่แล้ว แต่ย่อมมีประโยชน์ในแบบฉบับของตัวเอง แล้วแต่การเลือกใช้งานของแต่ละประเภทเท่านั้นเอง เนื่องจากการลดดอกเบี้ย หากต้องการกู้เงินเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจหรือใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง จะช่วยลดภาระให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น หากมองถึงการกู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย จะได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ เนื่องจากดอกเบี้ยเมื่อได้คำนวณกับราคาที่อยู่อาศัยแล้ว จะเห็นได้ว่าปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งส่วนนี้จะทำให้ประชาชนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง แบกรับภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายระยะยาวน้อยลง แตกต่างจากดอกเบี้ยออมทรัพย์ ที่ได้รับผลตอบแทนน้อยลง เนื่องจากที่ผ่านมาดอกเบี้ยออมทรัพย์ของธนาคารแต่ละแห่ง ก็มีอัตราที่แทบจะติดดินกันอยู่แล้ว ซึ่งจากเดิมอยู่ที่ 0.75% ต่อปี แต่ขณะนี้เหลือเพียง 0.6250-0.6300% ต่อปีเท่านั้น และจากนี้ไปเชื่อว่าจะส่งผลให้ประชาชนเลือกที่จะออมทรัพย์ผ่านสถาบันการเงินลดลง หันไปเลือกใช้ความเสี่ยงในการลงทุนในส่วนอื่นมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงเรื่องของปริมาณเงินในระบบด้วย เพราะการลดดอกเบี้ยนโยบาย ถือว่าเป็นกระบวนการเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง  ที่สำคัญยังเป็นอีกเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ ที่มีผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมในระยะกลาง-ยาว ได้ หากเงินเฟ้อเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย จะสร้างสิ่งจูงใจแก่ผู้ประกอบการ แต่กลับกันหากเพิ่มมากจะสร้างความไม่แน่นอน ลามไปถึงระบบเศรษฐกิจ การครองชีพของประชาชน รวมถึงการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในที่สุด ดังนั้น…การตัดสินใจของ กนง.ในครั้งนี้ถือว่าทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อยู่บ้าง  แต่การใช้เครื่องมือภาคการเงินอาจพยุงเศรษฐกิจไทย ลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยถดถอยได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น หากไทยยังต้องเผชิญกับสภาพที่เป็นอยู่ในเวลานี้ที่ยังไม่มีใครบอกได้ว่าสุดท้ายแล้วทางออกของไทยจะอยู่ที่ใด!!. วุฒิชัย มั่งคั่ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นดอกเบี้ยช่วยอุ้มเศรษฐกิจฝ่าการเมืองที่ยังไม่มีทางออก