รายงานข่าวจากธนาคารพาณิชย์แจ้งว่าในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.- 2 ม.ค. 57 ธนาคารพาณิชย์ทั้ง6 แห่ง ๆได้สำรองธนบัตรเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทำการเบิกถอนวงเงินรวมทั้งสิ้น276,582 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในการจับจ่ายใช้สอยอย่างแน่นอนโดยธนาคารกรุงเทพได้สำรองธนบัตรรวมทั้งสิ้น 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าและประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ผ่านช่องทางบริการทางเอทีเอ็ม8,300 จุดทั่วประเทศ นอกจากนี้สามารถใช้บริการทางการเงินของธนาคารกรุงเทพผ่านสาขาไมโครที่เปิดให้บริการภายในห้างสรรพสินค้า และจุดชุมชนกว่า 200 แห่งทั่วประเทศได้ตามปกติในช่วงวันดังกล่าวอีกด้วย สำหรับสาขาธนาคารทั่วประเทศจะเปิดทำการปกติตั้งแต่วันที่2 ม.ค. เป็นต้นไป ขณะเดียวกันธนาคารยังได้เตรียมความพร้อมสำหรับดำเนินการเพิ่มความถี่ในการเติมเงินสดยังตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่ในจุดท่องเที่ยวทั่วประเทศเป็นกรณีพิเศษ เพราะฉะนั้นลูกค้าของธนาคารจึงมั่นใจได้ว่าจะสามารถเบิกถอนเงินสดสำหรับใช้จ่ายในช่วงเทศกาลดังกล่าวได้อย่างสบายใจ สำหรับธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้สำรองเงินสดทั้งสิ้น8,252 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินสดสำรองสำหรับบริการผ่านเครื่องกรุงศีเอทีเอ็มรวมทั้งสิ้น 6,025 ล้านบาท และผ่านสาขาของธนาคาร 2,227 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปี56 ที่ 1,351 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอย่างแน่นอนสำหรับปัจจุบันธนาคารมีสาขารวมทั้งสิ้น 608 สาขา และเครื่องเอทีเอ็ม 4,569เครื่องทั่วประเทศ ด้านธนาคารกรุงไทยได้สำรองเงินสดผ่านสาขาและเครื่องเอทีเอ็มทั่วประเทศตั้งแต่วันที่26 ธ.ค.-2 ม.ค. รวมทั้งสิ้น 71,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่สำรองเงินสดรวมทั้งสิ้น57,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.84% โดยปัจจุบันธนาคารมีสาขารวมทั้งสิ้น 1,100 สาขา ตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศ8,000 แห่ง อย่างไรก็ตามในช่วงเทศกาลวันหยุดธนาคารยังเปิดให้บริการสาขาบนห้างสรรพสินค้าตามปกติ ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ได้สำรองธนบัตรรวมทั้งสิ้น52,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่สำรองธนบัตร 48,500 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 7.2% โดยแบ่งเป็นผ่านสาขา 12,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่12,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.2% ผ่านเครื่องเอทีเอ็ม 39,500ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่สำรองไว้ที่ 36,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8.2%โดยปัจจุบันธนาคารมีสาขารวมทั้งสิ้น 1,172 สาขาและมีเครื่องเอทีเอ็มรวมทั้งสิ้น 9,092 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยเตรียมสำรองเงินสดสำหรับให้บริการในสาขาและเครื่องเอทีเอ็มรวม46,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 6,000 ล้านบาท โดยผ่านช่องทางสาขา9,500 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่ผ่านมา ประมาณ 3,500 ล้านบาท โดยเป็นเงินสำรองสำหรับสาขาในเขตกรุงเทพฯ 4,500 ล้านบาท และสาขาในเขตภูมิภาคจำนวน 5,000 ล้านบาท สำหรับเครื่องเอทีเอ็มสำรองรวมทั้งสิ้น37,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 2,500 ล้านบาททั้งสิ้น แบ่งเป็นการสำรองบรรจุเครื่องเอทีเอ็มในเขตกรุงเทพฯจำนวน 17,500 ล้านบาท และในเขตภูมิภาคจำนวน 19,500 ล้าน สำหรับปัจจุบันอยู่ 8,700 เครื่องทั่วประเทศด้านธนาคารทหารไทยได้สำรองธนบัตรรวมทั้งสิ้น8,000 ล้านบาท แบ่งเป็นผ่านสาขา 4,000 ล้านบาท และตู้เอทีเอ็ม 4,000 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์แห่สำรองธนบัตรรับปีใหม่
เดือน: ธันวาคม 2013
-

แบงก์แห่สำรองธนบัตรรับปีใหม่
-

หุ้นไทยวันที่ 17 ธันวาคม 2556 ปิดบวก 8.78 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 17 ธ.ค. ดัชนีดีดตัวขึ้นทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นก็แกว่งตัวยืนในแดนบวกได้สดใสตลอดทั้งวันตามแรงช้อนซื้อกลับ หลังดัชนีปรับลดลงติดต่อกันหลายวันทำการในช่วงก่อนหน้านี้ประกอบกับเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ปิดบวกหลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดี รวมถึงตอบรับเรื่องการลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ(คิวอี) ของสหรัฐไปในระดับหนึ่งแล้ว ส่งผลให้ระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,340.70 จุดลดลงต่ำสุดที่ 1,334.24 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,337.18 จุด เพิ่มขึ้น 8.78 จุด หรือ 0.66% ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 26,017.34 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด5 อันดับแรก 1.จัสมิน ปิดที่ 7.15บาท ไม่เปลี่ยนแปลง 2.ซีพีออลล์ ปิดที่ 44.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท 3.ปตท. ปิดที่ 286.00 บาท ลดลง 1.00 บาท 4.เอไอเอส ปิดที่ 205.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท 5.ทอท. ปิดที่ 178.50 บาท เพิ่มขึ้น 8.00บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 17 ธันวาคม 2556 ปิดบวก 8.78 จุด -

ต่างชาติยังแห่ขอบีโอไอ
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เปิดให้ผู้ประกอบการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน ผ่านมาตรการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 53 – ต.ค. 56 มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมจำนวน 707 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 741,000 ล้านบาท ส่วนมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้บริษัทที่ได้รับส่งเสริมจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมรวม 7 โครงการ รวมแล้วทั้งสิ้น 714 โครงการ ซึ่งทั้ง 2 มาตรการมีเวลาในการยื่นขอรับส่งเสริมจนถึงวันที่ 27 ธ.ค. ซึ่งหากยื่นภายในกรอบเวลานี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มที่ ไม่จำกัดวงเงินที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตลอดระยะเวลา 8 ปี และการลดหย่อนภาษีเงินได้ นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 5 ปี ภายหลังจาก 8 ปีแรก สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จะครอบคลุม 4 มาตรการสำคัญคือ มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย กลุ่มกิจการที่เกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและพลังงานทดแทน กลุ่มกิจการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกลุ่มกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง , มาตรการส่งเสริมการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน หรือการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม , มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยการปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ และ มาตรการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนกิจการที่สามารถขอรับส่งเสริมภายใต้มาตรการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านพลังงาน ประกอบด้วยกิจการผลิตแอลกอฮอล์หรือเชื้อเพลิงจากการผลผลิต การเกษตร รวมทั้งเศษหรือขยะหรือของเสีย, กิจการผลิตเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ประหยัดพลังงานหรือใช้ พลังงานทดแทน กิจการผลิตเซลล์เชื้อเพลิง กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือไอน้ำจากวัสดุทางการเกษตร ก๊าซชีวภาพ และพลังงานลม รวมถึงการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กิจการผลิตเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กิจการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กิจการผลิตอาหารทางการแพทย์ กิจการผลิตวัสดุนาโนหรือการผลิตภัณฑ์จากวัสดุนาโน กิจการผลิตเครื่องมือแพทย์ กิจการผลิตเครื่องมือวิทยาศาสตร์ กิจการผลิตอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเกษตร และอุตสาหกรรมผลิตอาหาร
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ต่างชาติยังแห่ขอบีโอไอ