นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนระหว่างวันที่ 27 ม.ค.–8 ก.พ.นี้ รวม 13 วัน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) คาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการในช่วงดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 2.03 ล้านคน หรือเฉลี่ยวันละ 156,336 คน เทียบกับจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางเข้า-ออกจริงตามตารางการบินในช่วงตรุษจีนปี 56 พบว่าลดลง 0.64% พร้อมกันนี้ ทสภ.ได้ประดับตกแกต่งภายในอาคารผู้โดยสาร และจัดกิจกรรมต้อนรับผู้โดยสารที่เดินทางมากับเที่ยวบินที่มาจาก จีน ฮ่องกง ไต้หวั่น และสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 30-31 ม.ค.นี้ เพื่อเป็นการร่วมต้อนรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลตรุษจีน ช่วงตรุษจีนปีนี้ มีสายการบินประจำและเช่าเหมาลำขอเพิ่มเที่ยวบินพิเศษรวมทั้งสิ้น 658 เที่ยวบิน โดยเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 602 เที่ยวบิน หรือ 92% เที่ยวบินภายในประเทศ 56 เที่ยวบิน หรือ 8% ซึ่งเที่ยวบินที่ขอเพิ่มส่วนใหญ่ เป็นเที่ยวบินที่มาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสายการบินที่ขอเพิ่มเที่ยวบินพิเศษมากที่สุด คือ สายการบินไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ ขอเพิ่มเที่ยวบินถึง 198 เที่ยวบิน อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้มีสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง และปิดถนนบางเส้นทางของพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางมายัง ทสภ. ดังนั้นจึงขอความร่วมมือผู้โดยสาร เผื่อเวลาสำหรับการเดินทางมาที่ท่าอากาศยาน 4 ชั่วโมงก่อนเที่ยวบินออก เพื่อป้องกันการพลาดเที่ยวบิน โดยอาจเลือกเดินทางโดยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรียล ลิ้งค์ รถไฟฟ้า บีทีเอส หรือรถไฟฟ้า เอ็มอาร์ที แทนการเดินทางโดยรถยนต์ จะได้รับความสะดวกมากกว่า ผู้โดยสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ทุกแห่งภายในท่าอากาศยาน โทรศัพท์ 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ตรุษจีน”คนเดินทางผ่านสุวรรณภูมิ2ล้านคน
เดือน: มกราคม 2014
-

“ตรุษจีน”คนเดินทางผ่านสุวรรณภูมิ2ล้านคน
-

กทค.หวั่นลูกค้าคลื่น1800 ย้ายค่ายไม่ทันกำหนด
วันนี้(28 ม.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน ผู้อำนวยการกลุ่มงานวิชาการและจัดสรรทรัพยากรโทรคมนาคม ในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ด กทค.ว่า ที่ประชุมอยู่ระหว่างทำหนังสือส่งให้บริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด หรือ ดีพีซี และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ให้แจ้งเลขหมายผู้ใช้บริการคงเหลือในคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ได้หมดสัญญาสัมปทานไปแล้วเมื่อเดือน ก.ย.56 เพื่อรายงานยอดผู้ใช้งานจริงที่อยู่ในระบบของทั้ง 2 รายสำหรับยอดเลขหมายผู้ใช้บริการคงเหลือล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.56 ของดีพีซี อยู่ที่ 19,710 หมายเลข ส่วนระบบทรูมูฟ รายงานเมื่อวันที่ 30 พ.ย.56 แบ่งเป็นรายเดือน (โพสเพด) มียอดคงเหลือ73,000 เลขหมาย ในขณะที่ระบบเติมเงินคงเหลือประมาณ 11 ล้านเลขหมาย ซึ่งทรูมูฟอยู่ระหว่างขั้นตอนการโอนย้ายในบริการคงสิทธิเลขหมายอีกประมาณ 500,000 เลขหมาย อย่างไรก็ตาม ในการโอนย้ายที่เริ่มตั้งแต่สิ้นสุดสัมปทานในเดือน ก.ย.56 จนถึงขณะนี้นั้น ถือว่ายังล่าช้ามากโดยเหลือเวลาโอนย้ายเลขหมายอีกประมาณ 7 เดือนเท่านั้นโดยทรูมูฟ ได้รายงานว่าติดขัดโดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถติดต่อผู้ใช้บริการที่คงค้างในระบบได้เพราะส่วนใหญ่เป็นระบบเติมเงินที่ไม่ได้ลงทะเบียนจึงไม่มีข้อมูลในการติดต่อ“กทค.ได้เร่งให้ผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย ดำเนินการโอนย้ายเลขหมายให้เร็วขึ้น รวมทั้ง ให้ส่งข้อความ(เอสเอ็มเอส) ไปยังเลขหมายที่คงเหลือในระบบเพิ่มขึ้นเป็น 3 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อให้ประชาชนรับทราบและเร่งโอนย้ายออกจากระบบก่อนสิ้นสุดมาตรการเยียวยา 1 ปี ซึ่ง เมื่อ กทค.ทราบว่าปัจจุบันนี้ ยอดการใช้งานลูกค้าทั้ง 2 ราย มีการใช้งานจริงเท่าไหร่ และไม่ได้มีการใช้งานจริงเท่าไหร่ การดำเนินการโอนย้ายเลขหมายจะรวดเร็วขึ้น”นายสุทธิศักดิ์ กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กทค.หวั่นลูกค้าคลื่น1800 ย้ายค่ายไม่ทันกำหนด -

สุวรรณภูมิระทึก ไฟลุกกระเป๋าคาสายพาน
นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 06.35น. ของวันที่ 28 ม.ค.57 ได้เกิดเหตุระทึกไฟลุกไหม้กระเป๋าผู้โดยสาร ขณะกำลังนำขึ้นชั่งน้ำหนักบนสายพาน ที่เคาน์เตอร์ตรวจบัตรโดยสาร โลว์ เอฟ 12 ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เพื่อเดินทางไปกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในเที่ยวบิน พีจี 931 โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินได้รีบเข้ามาควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีใครได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บ และได้แจ้งความไปยังสน.สุวรรณภูมิให้เข้าตรวจสอบสวนเหตุแล้ว “เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบพบภายในกระเป๋ามีสารเคมีชนิดน้ำและผงซึ่งเป็นตัวอย่างปุ๋ยหัวเชื้อโดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่าปุ๋ยหัวเชื้ออาจทำปฏิกิริยากันจนเกิดประกายไฟจนเกิดการลุกไหม้ขึ้น ทำให้สายพานเครื่องชั่งกระเป๋าสัมภาระและอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคเสียหาย ซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่สนามบินดำเนินการเปลี่ยนอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคต่างๆเรียบร้อยแล้วและสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้วภายในเวลา 1 ชั่วโมง” นางระวีวรรณกล่าวต่อว่าจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าเจ้าของกระเป๋าใบนี้เป็นของนายพงศ์กานต์โฆษิตธรรมนันท์ ซึ่งแจ้งว่าเป็นเจ้าของเจ้าของธุรกิจอาหารเสริมบริษัท พงศ์กานต์ อลิอันซ์จำกัด ส่วนกรณีที่ต้องนำตัวอย่างปุ๋ยบรรจุลงในกระเป๋าเดินทางมาด้วยเนื่องจากนายเสริมยศนิติเสถียร เจ้าของโรงงานผลิตปุ๋ยในจังหวัดลพบุรีซึ่งเป็นเพื่อนกันได้ฝากตัวอย่างปุ๋ยไปให้กับลูกค้าในกรุงพนมเปญ “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุระเบิดเป็นเพียงอุบัติเหตุไฟลุกไหม้กระเป๋าเดินทางเท่านั้นและมั่นว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้ายหรือกรณีความขัดแย้งทางการเมืองแต่อย่างใดเพราะเรามีหลักฐานและตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องยืนยันได้ว่า ทั้งนายพงศ์กานต์และนายเสริมยศ เป็นนักธุรกิจจริงแต่ได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของกระเป๋ากับสถานีตำรวจสุวรรณภูมิแล้ว เพื่อเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายสายพานที่ถูกไฟไหม้” ทั้งนี้ขอให้ผู้โดยสารที่เข้ามาใช้สนามบินสุวรรณภูมิมั่นใจในมาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบินที่อยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งในกรณีนี้หากไม่มีเหตุเพลิงไหม้บริเวณเคาน์เตอร์เช็คอินแม้กระเป๋าผ่านการชั่งน้ำหนักได้แต่ก็ไม่สามารถผ่านขึ้นเครื่องบินได้ เพราะเครื่องเอ็กเรย์ซีทีเอ็กซ์จะตรวจพบสารต้องห้ามและดึงกระเป๋าออกจากสายพานห้ามนำขึ้นเครื่องบินโดยเด็ดขาด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สุวรรณภูมิระทึก ไฟลุกกระเป๋าคาสายพาน