ไมโครซอฟท์ เผยผลสำรวจความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีคลาวด์ ในประเทศไทย เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานและความปลอดภัย อาจชะลอการเติบโตของคลาวด์ ในประเทศไทย ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ ได้จัดทำผลสำรวจทัศนคติล่าสุดเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีคลาวด์ในประเทศไทย โดยพบว่า ถึงแม้การให้บริการคลาวด์มีการเติบโตเป็นอย่างมากในประเทศไทย แต่ยังมีผู้บริหารอีกเป็นจำนวนมากที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานและความเป็นส่วนตัวที่อาจลดลงจากการใช้ระบบคลาวด์ ซึ่งความเชื่อต่างๆ ที่ไม่ได้รับการยืนยันเหล่านี้ ล้วนเป็นอุปสรรคต่อองค์กรโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างคลาวด์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงาน และจากผลสำรวจล่าสุดนี้เอง ทำให้ไมโครซอฟท์ ในฐานะผู้นำบริการคลาวด์อย่างครบวงจร ได้เข้ามาเตรียมความพร้อมและให้ความรู้กับบริษัทต่างๆ ในประเทศไทย ถึงประโยชน์ที่พึงจะได้รับจากการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ จากไอดีซี ได้คาดการณ์การใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการคลาวด์สาธารณะในประเทศไทยว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 276 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2556 เป็น 868 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปีพ.ศ. 2560 นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เห็นแนวโน้มการเติบโตของคลาวด์อย่างต่อเนื่อง โดยองค์กรต่างๆ เห็นถึงประโยชน์ในการมีแพลตฟอร์มที่สามารถมอบบริการที่ดีเยี่ยมควบคู่ไปกับความปลอดภัยและการปกป้องความเป็นส่วนตัวเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่าปีนี้เป็นปีของเทคโนโลยีคลาวด์ แต่ความเข้าใจผิดที่มีอยู่บางอย่างในกลุ่มผู้นำองค์กร อาจทำให้องค์กรพลาดโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากคลาวด์อย่างเต็มที่ ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘We Make 70 Million Lives Better’ ของไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ไมโครซอฟท์และคู่ค้าได้ดำเนินการประสานความร่วมมือในการผลักดันและให้ความรู้กับธุรกิจไทย เกี่ยวกับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ อาทิ ความคล่องตัวและความคุ้มค่า ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการทำงานร่วมกันเป็นทีม สิ่งหล่านี้ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้นำองค์กรที่โลกของการทำงานได้เปลี่ยนไป พนักงานต้องการความยืดหยุ่น ความคล่องตัว และสามารถทำงานร่วมกันได้โดยติดต่อผ่านทางเครื่องมือโซเชียลต่างๆ นายฮาเรซ กล่าวอีกว่า ความตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องเสริมประสิทธิภาพในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ออฟฟิศ 365 (Office 365) จากไมโครซอฟท์ ซึ่งเป็นโซลูชั่นด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่อยู่บนระบบคลาวด์สามารถที่จะตอบข้อกังวลต่างๆ เหล่านี้ได้ โดยออฟฟิศ 365 แตกต่างจากบริการคลาวด์โซลูชั่นทั่วไป ตรงที่ ได้รวมคุณประโยชน์ของคลาวด์ ขณะเดียวกันลูกค้ายังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงแม้ในขณะออฟไลน์อยู่ก็ตาม นอกจากนี้ ยังช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์พกพาและเครือข่ายโซเซียลต่างๆ รวมถึงทำให้บริหารจัดการและการควบคุมระบบไอทีทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคลาวด์ในประเทศไทย
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคลาวด์ในประเทศไทย
-

“ไทยแวร์”เผยไทยยังนิยมใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน
“ไทยแวร์ดอทคอม”สำรวจเหตุผลที่คนไทยยังใช้โปรแกรม เกมและแอพเถื่อนอยู่ พบว่า คนไทยกว่า 82% นิยมใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน เหตุของแท้แพง ไม่มีตังค์ซื้อ รายงานข่าวจากเว็บไซต์ไทยแวร์ดอทคอม(Thaiware.com) เปิดเผยว่า ได้ทำการสำรวจในหัวข้อ “เหตุผลต่างๆของคนส่วนใหญ่ที่ยังใช้โปรแกรม เกมและแอพเถื่อนอยู่” โดยข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ Thaiware.com และกระทู้ใน Pantip.com ซึ่งผลออกมาพบว่า คนไทยส่วนใหญ่จำนวนถึง 82% ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน มีเพียง 18% ใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ถูกกฎหมาย ซึ่งเหตุผลที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน จำนวน 46% บอกว่า ของแท้มีราคาแพงมีกำลังทรัพย์ไม่เพียงพอ และอีก 21% บอกว่า ชอบของฟรีประหยัดเงินไปซื้ออย่างอื่นดีกว่า นอกจากนี้อีก 10% บอกว่าลองโหลดของเถื่อนใช้ก่อนค่อยตัดสินใจซื้อ และอีก 9% บอกว่า จ่ายเงินยาก ไม่มีบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต และจำนวน 5% บอกว่าคนอื่นก็ใช้ทั้งนั้น และไม่มีตัวแทนจำหน่ายในไทย นอกจากนี้อีก 3 % บอกว่า ซอฟต์แวร์หาซื้อยากแถวบ้านไม่มีขาย และอีกจำนวน 3% บอกว่าใช้แค่บางฟีเจอร์เท่านั้นคิดว่าไม่จำเป็นต้องซื้อ และสุดท้ายอีกจำนวน 3 % บอกว่า การสั่งซื้อยุ่งยากทำไม่เป็น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ไทยแวร์”เผยไทยยังนิยมใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน -

กกร.หารือพรุ่งนี้ช่วยเอสเอ็มอีหลังอาการโคม่า
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 ก.พ. นี้ ที่จะประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ส.อ.ท. จะหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะภาคเอสเอ็มอี ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะมีเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น ทั้งนี้แนวทางเบื้องต้นที่ส.อ.ท. จะเสนอช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบัน คือ ให้ความรู้ในการลดต้นทุนผลิตสินค้า รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิในการผลิตสินค้า และการหาช่องทางการจำหน่ายเพิ่มเติม ซึ่งจะให้ความรู้เป็นพื้นที่ๆ หรือเป็นกลุ่มอุตฯ เพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ นำไปปรับใช้ โดยผู้ประกอบการเอง ควรให้ความสนใจแนวทางการลดต้นทุน เพื่อนำไปปรับใช้อย่างจริงจัง รวมทั้งจะหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่วมของกกร.ว่า จะมีแนวทางใดช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้บ้าง “ตอนนี้ผมไปที่ไหน ก็มีแต่เสียงคนมาบ่นให้ฟังว่า ขายสินค้าไม่ค่อยได้ บางรายก็มาบอกว่า พวกผู้ประกอบการกันเองที่สั่งสินค้าแล้วไปขายต่อ เริ่มมีการเบี้ยวหนี้กันแล้ว หรือบางรายจากเดิมก็จ่ายเต็มวงเงิน แต่ตอนนี้ก็ขอทยอยจ่าย บางคนทวงหนี้ก็เงียบหายเลย บอกว่า ขายของไม่ได้ ไม่รู้จะนำเงินที่ไหนมาจ่าย บางรายที่เป็นผู้ส่งออก ก็เริ่มบ่นยอดเออเดอร์ ชะลอลงแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจกับคู่ค้าต่างชาติให้เชื่อมั่นในการสั่งสินค้ากับไทย” นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สมาคมเอสเอ็มอีไทย) กล่าวว่า ได้ส่งแบบสอบถามผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง ให้สมาชิกเอสเอ็มอีทั่วประเทศกว่า 8,000 ราย ระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้ยอดขายชะลออย่างชัดเจน และมีสถานการณ์ชะลอการจ่ายค่าสินค้า หรือจ่ายไม่เต็มวงเงินแล้ว ซึ่งต้องการให้ทุกฝ่าย หาข้อยุติโดยเร็ว เนื่องจากหากสถานการณ์ยืดเยื้อนานเท่าไร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะได้รับผลกระทบมากเท่านั้น อย่างไรก็ตามแนวทางที่ต้องการให้ภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คือ หาวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบเอสเอ็มอี เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 3 % รวมทั้งต้องการให้ภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการ เนื่องจากขณะนี้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถขายสินค้าได้ เพราะผู้บริโภค ไม่มีอารมณ์ในการใช้จ่าย “ผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่มีเงินทุนสายป่านสั้น ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนหมุนวียน จากแบบสอบถามตอยบเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ได้รับผลกระทบอย่างมากแล้ว บางคนก็บอกว่า จ่ายเดิมคู่ค้าที่ซื้อของกันเอง จ่ายเต็มวงเงิน ตอนนี้เริ่มจ่ายไม่เต็มแล้ว เช่น เดิมจ่ายเต็ม 5 แสนบาท ตอนนี้ก็ขอจ่ายครั้งละ 1 แสนบาท และก็มีหลายรายไม่กล้าลงทุนเพิ่ม หรือซื้อของมาขายเพิ่ม เพราะไม่รู้ว่า ในอนาคตจะมีเงินมาจ่ายหนี้ได้หรือไม่ ตอนนี้กระทบกันเป็นลูกโซ่ทั้งหมด”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กกร.หารือพรุ่งนี้ช่วยเอสเอ็มอีหลังอาการโคม่า