นายสมชัย สัจจพงษ์ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลได้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะทำให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วนอกจากการส่งออกที่เป็นตัวช่วยเศรษฐกิจที่เหลือเพียงตัวเดียวแล้ว เพราะหากย้อนดูในขณะนี้เครื่องยนต์ในส่วนด้านการบริโภคการลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐยังมีปัญหาทั้งนี้ สศค. ได้วิเคราะห์ว่าเหตุการณ์และสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพ.ย.56ได้ส่งผลกระทบให้ 50 ประเทศ ได้ประกาศแจ้งเตือนการเดินทางเข้าประเทศไทย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยกว่า92% โดยข้อมูลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ล่าสุดพบว่าช่วง 2เดือนแรกของปี 57 มีทั้งสิ้น 4.5 ล้านคน หดตัวกว่า 4.1% ต่อปีโดยเป็นนักท่องเที่ยวจากฮ่องกงลดลง 50.8% ต่อปี หากสถานการณ์การเมืองในประเทศยืดเยื้อไปจนถึงปลายปี 57คาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยคงโตได้ต่ำกว่า 3%“สศค.คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 57 ทั้งสิ้น 28 ล้านคน ขยายตัว 4.8%ต่อปี จากเดิมคาดไว้ 31.1 ล้านคนหรือขยายตัว 16.5% ต่อปี เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณืทางการเมืองที่ยืดเยื้อตั้งแต่ปลายปี 56 ที่ผ่านมา”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.ใจชื้นหวังจีดีพีกระเตืัอง
เดือน: มีนาคม 2014
-

สศค.ใจชื้นหวังจีดีพีกระเตืัอง
-

ลดคิวอีสะเทือนตลาดเงินไทย
นายสมชัย สัจจพงษ์ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กรณีที่สหรัฐอเมริกา จะดำเนินนโยบายลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) อย่างต่อเนื่องนั้น มองว่าอาจจะส่งผลให้ตลาดการเงินของไทยได้รับผลกระทบเพราะตลาดการเงินของไทยที่มีความเชื่อมโยงกับตลาดการเงินโลกสะท้อนจากตลาดหลักทรัพย์ที่ผันผวนในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สศค.เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมีเสถียรภาพภายนอกประเทศที่อยู่ในระดับมั่นคงซึ่งจะรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ และช่วยลดผลกระทบทางลบได้ในระดับหนึ่งสะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ม.ค. อยู่ในระดับสูง 166.7พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 2.8 เท่า ก่อนหน้านี้ สศค.รายงานรายได้รัฐบาลช่วง5 เดือนของปีงบประมาณ 57 พบว่า จัดเก็บรายได้สุทธิทั้งสิ้น 802,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4,670 ล้านบาท หรือ 0.6%เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการนำส่งรายได้จากการประมูลให้ใช้คลื่นความถี่ 3 จี 20,800 ล้านบาท และใช้สิทธิส่วนใหญ่ของโครงการรถยนต์คันแรก ส่วนการจัดเก็บรายได้ของ3 กรมภาษี ทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 38,900 ล้านบาทโดยการจัดเก็บภาษีจากฐานการค้าระหว่างประเทศ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าและอากรขาเข้ารวมทั้ง ภาษีจากฐานการอุปโภคบริโภคที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลดคิวอีสะเทือนตลาดเงินไทย -

ธปท.คาดจีดีพีโต 3%
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงขณะนี้ถือว่าเป็นไปตามทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลในภูมิภาค หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) ลงอีก 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯปรับตัวดีขึ้น สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนในตลาดเงิน ทำให้นักลงทุนหันกลับไปถือครองเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯระยะสั้น ส่งผลให้เงินบาทและเงินสกุลอื่นทั่วโลกอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกรณีนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ระบุว่า อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกหลังจากที่เฟดยุติการใช้มาตรการคิวอี ไปแล้ว 6 เดือนนั้นธปท. คาดว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยช่วงต้นไตรมาส 2 ปีหน้า ซึ่งเร็วกว่าตลาดคาดไว้แต่ไม่ได้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปีนี้นั้น คาดว่าจีดีพีอาจจะโตต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นการโตต่ำกว่าศักยภาพ แม้ว่าการอุปโภคบริโภคในประเทศในค่อยๆฟื้นตัวกลับมาแล้วก็ตาม แต่ถือว่ายังไม่เต็มศักยภาพ เช่น การอุปโภคสินค้าไม่คงทน ถือว่ายังน้อยกว่าภาวะปกติส่วนสินค้าประเภทคงทน ก็ขยายตัวต่ำ เพราะเทียบกับฐานในช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่สูงเนื่องจากมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ การลงทุนก็ไม่มีความเชื่อมั่นและเติบโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนการเบิกจ่ายภาคการคลังยังน้อยกว่าปกติ ขณะที่การส่งออกแม้จะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นแต่ก็ขยายตัวในระดับต่ำ ไม่เต็มศักยภาพเช่นกัน พร้อมกันนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่2 ก.พ.ที่ผ่านมาเป็นโมฆะก็ไม่น่ามีผลให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าที่คาดไว้อีก และถ้าเมื่อใดที่เศรษฐกิจไทยกลับมาโตได้ตามศักยภาพดอกเบี้ยนโยบายก็คงไม่ผ่อนคลาย “เดิมปีนี้ธปท.ไม่ได้คิดว่าเศรษฐกิจจะโตได้ต่ำกว่า 3% คาดไว้ว่าจะโต 4-5%แต่เมื่อปัจจัยต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปนโยบายการเงินก็ต้องติดตามสถานการณ์ และปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมซึ่งหากไทยต้องการกลับมาโตได้ 4-5% ก็ตัองปรับตัวให้นโยบายการคลังสามารถดำเนินกิจกรรมได้เต็มศักยภาพการลงทุนต้องก้าวข้ามการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้และยอมรับว่ารัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลมากขึ้น เพื่อเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ ตามแผนเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณปกติไม่เช่นนั้นจะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสและขีดความสามารถในการแข่งขัน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.คาดจีดีพีโต 3%