เดือน: มีนาคม 2014

  • ขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินแห้ว

    ขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินแห้ว

    นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เปิดเผยว่า  ยืนยันว่า ทอท.ได้เสนอเรื่องการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน (พีเอสซี) ไปให้คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) พิจารณาแล้ว และไม่ได้ถอนเรื่องออกมาแต่อย่างใด พร้อมกับได้เสนอถึงเหตุผลการขอขึ้นราคาให้คณะกรรมการพิจารณาด้วย แต่สุดท้ายจะมีการปรับขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่อำนาจการตัดสินใจของ กบร.และรมว.คมนาคม เป็นผู้พิจารณา รายงานข่าวแจ้งว่า ค่าพีเอสซีที่ทอท.ขอปรับขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย การขึ้นค่าพีเอสซีสำหรับผู้โดยสารภายในประเทศจาก 100 บาท เป็น 200 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนอยู่ที่ 336 บาท และอัตราค่าพีเอสซีสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มจาก 700 บาท เป็น 800 บาท สูงกว่าต้นทุนที่ 500 บาท โดยสาเหตุของการขอปรับขึ้นเพื่อให้สะท้อนกับต้นทุน ที่ขณะนี้การให้บริการในประเทศยังขาดทุนอยู่ รวมถึงจะนำรายได้ที่เพิ่มไปพัฒนาการให้บริการภายในสนามบินอื่นๆ  ขณะเดียวกัน ทอท.ยังประเมินว่าหากการขึ้นค่าพีเอสซีใหม่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 3,800 ล้านบาท แต่หากไม่มีการขึ้นค่าพีเอสซีในเร็วๆ นี้ก็จะมีรายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้น ด้านนายวรเดช หาญประเสริฐ อธิบดีกรมการบินพลเรือน กล่าวว่า การพิจารณาปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งละ 100 บาท คงไม่เกิดขึ้นในเร็วนี้ เนื่องจากจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเรื่องการขอขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินจาก ทอท. เลย และที่สำคัญยังไม่ได้กำหนดการประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน ในช่วงนี้ด้วย เพราะอยู่ระหว่างที่เป็นคณะรัฐบาลรักษาการอยู่  “เรื่องการอนุญาตให้ขึ้นค่าธรรมเนียม เป็นเรื่องระดับนโยบาย ซึ่งจะต้องผ่านการพิจารณา และหารือให้ความเห็นจาก กบร.  ก่อน และจึงให้ระดับรัฐมนตรีว่าการคมนาคมเป็นผู้เห็นชอบ ซึ่ง กบร.เหมือนช่วยกลั่นกรองให้ก่อนชั้นหนึ่ง แต่ในช่วงรัฐบาลรักษาการเช่นนี้ จึงยังไม่มีการเรียกประชุมเกิดขึ้น” อย่างไรก็ตามยืนยันว่า การเกิดสุญญากาศทางการเมือง และการไม่มีการประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน ไม่ได้ส่งผลกระทบการปฏิบัติงาน และการพัฒนาสนามบินที่อยู่ในการดูแลของกรมฯ และสนามบินอื่นแต่อย่างใด เพราะขณะนี้ก็ยังสามารถดำเนินการให้บริการ และปรับปรุงได้ตามปกติให้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่ สภาสมาคมท่าอากาศยานระหว่างประเทศ (เอไอซี) กำหนดไว้เช่นเดิม   

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินแห้ว

  • แบงก์ลดการแข่งขันระดมเงินฝาก

    แบงก์ลดการแข่งขันระดมเงินฝาก

    รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การแข่งขันระดมเงินฝากของสถาบันรับฝากเงินในช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมา พบว่า เริ่มชะลอความร้อนแรงลง ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดแผนการให้สินเชื่อตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สะท้อนจากเดือน ก.พ. พบว่า ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ระยะเวลาฝาก รวมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยของผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษที่มีอยู่เดิม และไม่ขยายเวลารับฝากผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ครบกำหนดด้วย ขณะเดียวกัน มีธนาคารพาณิชย์บางแห่งออกผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษใหม่บ้าง โดยเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 57 อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน เฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง ปรับลดลงจาก ณ สิ้นเดือนม.ค. 57 มาอยู่ที่ 2.18% ต่อปี สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมแก่ลูกค้าชั้นดี เฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง ไม่เปลี่ยนแปลงจากสิ้นเดือน ม.ค.57 โดยอยู่ที่ 6.88% ต่อปี ในส่วนของเงินฝากรวมตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ของสถาบันรับฝากเงินอื่นในเดือนม.ค.57 ขยายตัวที่ 7.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากเดือนก่อนหน้านี้ที่ขยายตัว 7.5% ตามการชะลอลงของเงินฝากภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่วนสินเชื่อภาคเอกชนของสถาบันรับฝากเงินอื่นในเดือนม.ค.57 ขยายตัวที่ 9.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนที่ขยายตัว 9.9% ตามการชะลอลงของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยให้แก่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการปล่อยสินเชื่อและความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว “ประเภทสินชื่อภาคครัวเรือนที่ชะลอลงมาก ได้แก่ สินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถยนต์ ขณะที่สินเชื่อภาคธุรกิจชะลอลงจากภาคธุรกิจการเงินและภาคการขายส่ง รวมทั้งการขายปลีกเป็นสำคัญ”  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์ลดการแข่งขันระดมเงินฝาก

  • เปิดคลังข้อมูลช่วยภาคธุรกิจ

    เปิดคลังข้อมูลช่วยภาคธุรกิจ

    นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯได้จัดทำคลังข้อมูลธุรกิจ โดยมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน ภาครัฐ รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้นำข้อมูลทางธุรกิจไปใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบข้อมูล และวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ เช่น ต่อยอดธุรกิจ สร้างเครือข่าย ขยายการลงทุน รวมถึงนำไปสู่การกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ   “คลังข้อมูลธุรกิจนี้ เป็นการรวบรวมข้อมูลทางทะเบียน ข้อมูลผลประกอบการ และข้อมูลการถือครองหุ้นนิติบุคคลที่จดทะเบียนกับกรมฯ เข้าสู่คลังข้อมูล และนำมาประมวลผลเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง และวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกได้ตรงตามความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำเสนอผ่านเว็บไซต์กรมฯwww.dbd.go.th   ซึ่งผู้สนใจ สามารถใช้บริการได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” สำหรับข้อมูลที่ให้บริการในระบบคลังข้อมูลธุรกิจ ประกอบด้วยข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล ที่กรมฯมีอยู่ประมาณ 1.1 ล้านราย ซึ่งผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลนิติบุคคลแต่ละรายได้ เช่น ชื่อนิติบุคคล ทุนจดทะเบียน สถานที่ตั้ง สถานะนิติบุคคล คณะกรรมการของนิติบุคคล กรรมการลงชื่อผูกพันของนิติบุคคล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลงบการเงิน โดยจะแสดงข้อมูลเปรียบเทียบผลประกอบการของนิติบุคคลย้อนหลัง 3 ปี ประกอบด้วย งบแสดงฐานะการเงิน งบกำราดทุน และอัตราส่วนทางการเงิน  รวมถึงข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งจะแสดงรายละเอียดสถิติการจดทะเบียนจัดตั้ง เลิกกิจการ คงอยู่ ของนิติบุคคลในแต่ละช่วงเวลา เช่น รายเดือน รายไตรมาส และรายปี ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลการลงทุนตามสัญชาติ ทั้งในแง่มุมของสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งที่ลงทุนในธุรกิจต่างๆ หรือธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งที่มีสัญชาติต่างๆ ร่วมลงทุน    “สามารถค้นหาคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งจะแสดงข้อมูลของผู้ประกอบการที่มีลักษณะเป็นแหล่งวัตถุดิบ  บริการ หรือลูกค้าที่ประกอบธุรกิจในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง   และยังค้นหาโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่วิเคราะห์โอกาส ความเสี่ยงในการลงทุนทำธุรกิจประเภทใดประเภทหนึ่ง “ +++ 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดคลังข้อมูลช่วยภาคธุรกิจ