รายงานข่าวจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เตรียมส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางในการตั้งโต๊ะรับเรื่องร้องเรียนและการตรวจสอบกรณีที่ผู้บริโภคทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยตามสถานที่จัดงานเทศกาลใหญ่ๆทั่วประเทศ เช่น งานกาชาด ลอยกระทง สงกรานต์ งานแสดงสินค้า เป็นต้น เพื่อช่วยเหลือบริโภคในเชิงรุกได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการจัดงานใหญ่ๆที่มีประชาชนเข้าไปเที่ยวจำนวนมากจะมีปัญหาเรื่องการจำหน่ายสินค้าที่เกินราคาและไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าเป็นต้น “ ยอมรับว่าตามงานใหญ่ๆแต่ละจังหวัดโดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวเช่น งานลอยกระทง ก็จะมีในสุโขทัย หรือ เชียงใหม่เป็นต้นที่มีประชาชนที่เป็นคนไทยและต่างประเทศไปเยอะซึ่งการจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตั้งโต๊ะรับเรื่องร้องเรียนตามงานก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบและสามารถเข้าไปตักเตือนหรือดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันทีเนื่องจากตามงานใหญ่ๆเชื่อว่าจะมีพ่อค้าแม่ค้าฉวยโอกาสในการปรับราคาสินค้าหลายเปอร์เซ็นต์แน่นอน” อย่างไรก็ตามในการพิจารณาเกี่ยวกับราคาสินค้าที่จำหน่ายในอัตราสูงเกินความจริงตามงานโดยเฉพาะกลุ่มอาหารที่มีปัญหาการร้องเรียนบ่อยที่สุดนั้นก็จะดูเรื่องของค่าเช่าสถานที่ด้วยเนื่องจากการจัดงานบางแห่งมีการเก็บค่าเช่าแพงก็ต้องเห็นใจพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องตั้งราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนเป็นต้น ส่วนสถานการณ์ร้องเรียนผ่านหมายเลขโทรศัพท์1569 สายด่วนกรมการค้าภายใน ในปี 57 เฉลี่ยที่เดือนละ 100กว่ารายซึ่งมีสัดส่วนที่น้อยกว่าปีก่อนที่มีการร้องเรียนทั้งปี 5,000-6,000 รายหรือเฉลี่ยเดือนละ 300-400 รายสาเหตุมาจากสถานการณ์ราคาสินค้าในภาพรวมปรับราคาไม่มากนักจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจจนผู้ประกอบการยังไม่มีการปรับขึ้นราคาและสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ผู้บริโภคไม่มีอารมณ์ในการซื้อสินค้าและบริการมากนัก ส่วนปัญหาการร้องเรียนในปีนี้ส่วนใหญ่มาจากกรณีของชาวนาที่ไม่ได้รับเงินจากการนำข้าวเข้าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลราคาอาหารที่แพง ไม่มีการปิดป้ายราคาสินค้า เป็นต้นโดยในส่วนของราคาอาหารนั้นพบว่าในบางพื้นที่มีการปรับขึ้นราคาจานด่วนที่มีกับข้าวเพียง2 อย่างจากเดิมราคา 30 บาท เป็น 35-40 บาท ซึ่งเป็นราคาก้าวกระโดดจนสร้างความเดือดร้อนของชาวนาอย่างมาก ทั้งนี้ราคาสินค้าประเภทอาหารที่มีการร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นร้านเล็กๆมาริมฟุตบาทและตามชุมชนต่างๆ แต่ในร้านห้างสรรพสินค้าไม่มากนักเพราะเจ้าของพื้นที่ห้างฯมีการคุมเข้มเรื่องราคาอาหารจานด่วนหลังจากที่หลายห้างฯได้รับการขอความร่วมมือจากกรมการค้าภายในเพื่อให้ช่วยตรึงราคาสินค้าในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว +++++
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ไล่เช็คบิลพ่อค้าในงานเทศกาล
เดือน: มีนาคม 2014
-

พาณิชย์ไล่เช็คบิลพ่อค้าในงานเทศกาล
-

ผู้ผลิตเสื้อผ้าแห่คลอดแฟชั่นเออีซี
นายอโนทัยชลชาติภิญโญหัวหน้าภาควิชาวิทยการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมการเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดเผยว่าขณะนี้ได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการกลุ่มสิ่งทอและผลิตเสื้อผ้าในการออกแบบแฟชั่นเออีซีเพื่อรองรับประเทศในกลุ่มอาเซียนจะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ในปี 58โดยเน้นศึกษาความต้องการสินค้าแต่ละตลาดของประเทศในอาเซียนและประเทศใกล้เคียงทั้งวัฒนธรรมสีเนื้อผ้า และลวดลายเสื้อผ้า คาดว่าจะเริ่มออกมาจำหน่ายในช่วงตั้งแต่ปลายปี 57 สำหรับโทนสีของเสื้อผ้าเออีซีจะมีการแบ่งเป็น4 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วยกลุ่มแรกเป็นสีธรรมชาติ ซึ่งเป็นสีอ่นๆไม่เป็นมันที่มีการนำสีขาวหรือเทาอ่อนมาผสมกับสีอื่นๆ กลุ่มที่สอง เป็น สีย้อนยุค มีสีชมพู และสีเทามาผสม กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่มีสีสันฉูดฉาด เน้นสีเหลืองและสีน้ำเงิน และกลุ่มที่สี่ เป็นกลุ่มสียิบซี เป็นสีใบไม้ภูเขา ดิน หิน ทรายเหมาะแก่กลุ่มที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว ส่วนความต้องการแฟชั่นแต่ละตลาดนั้นพบว่าสิงคโปร์จะชอบแบบเรียบๆเนื่องจากผู้บริโภคต้องเร่งรีบกับการทำงานมาก, ประเทศอินเดียเน้นความหรูหรา เพราะมีประชาชนที่มีเศรษฐีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง,ประเทศอินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลามซึ่งจะต้องเน้นลวดลายสีสัน เป็นต้น ทั้งนี้สาเหตุที่ผู้ประกอบการเสื้อผ้าให้ความสำคัญในตลาดเออีซีและใกล้เคียงเนื่องจากหลายประเทศมีกำลังซื้อสูงทั้งสิงคโปร์มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่าเวียดนาม เป็นต้น ซึ่งจะช่วยทดแทนตลาดสหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่นที่ยังประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว “รูปแบบเสื้อผ้าที่เป็นแฟชั่นเออีซีนั้นจะนำร่องมาโชว์ในงานแสดงสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังปี57 ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่สุดในประเทศและจะมีลูกค้าจากต่างประเทศเข้ามาในงานและรอซื้อสินค้าซึ่งกว่าลูกค้าจะได้สินค้าก็ต้องรอออเดอร์ล่วงหน้าประมาณ6 เดือน” นายวัลลภวิตนากร ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่าขณะนี้ผู้ประกอบการไทยมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์)สินค้าประเภทเสิ้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มในปี57 ล่วงหน้า 6 เดือนหรือประมาณกลางปีคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐเนื่องในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้ทำงานอย่างหนักในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติเพราะลูกค้ารายใหญ่จากต่างประเทศไทยจำนวนมากไม่กล้าเดินทางเข้ามาติดต่อทางธุรกิจในประเทศมากนัก สำหรับแนวทางการเจรจาธุรกิจนั้นผู้ประกอบการไทยจะถือโอกาสที่ในช่วงที่ลูกค้าสำคัญๆเดินทางมาที่สำนักงานที่ตั้งในประเทศต่างๆเช่นประเทศสิงคโปร์ ฮ่อง เซียงไฮ้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ค้าทั้งในด้านการส่งสินค้าที่ได้ตามกำหนดรวมถึงอธิบายสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยว่าไม่ได้รับผลกระทบต่อนักลงทุนที่ทำธุรกิจในประเทศ นางนันทวัลย์ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า วันที่ 12-16 มี.ค. นี้กรมจะจัดงานแสดงสินค้าแฟชั่นและงานแสดงสินค้าเครื่องหนัง57 ซึ่งเป็นการเปิดเวทีแสดงสินค้าระดับนานาชาติครั้งใหญ่ในอาเซียนผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นและเครื่องหนังในภูมิภาค โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยและต่างชาติตอบรับเข้าร่วมแสดงสินค้ากว่า 700 คูหาขณะที่กรมฯ เร่งทำแผนการค้าเชิงรุกเจาะกลุ่มผู้ซื้อโดยตรงหวังดึงดูดคู่ค้าร่วมงานกว่า 6,000 รายกระตุ้นคำสั่งซื้อไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับกิจกรรมไฮไลท์ที่จัดขึ้นในปีนี้เป็นครั้งแรกได้แก่นิทรรศการแสดงสินค้าแฟชั่นสำหรับผู้สูงอายุสำหรับผู้ซื้อกลุ่มใหม่ที่ต้องการซื้อสินค้าหลากหลายประเภทนอกจากนี้ยังมีเวทีแสดงแฟชั่นโชว์ผลงานการออกแบบอันโดดเด่นของดีไซเนอร์ไทยและอาเซียนรวมถึงแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกอาทิ ญี่ปุ่นเกาหลี และ สหรัฐอเมริกา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้ผลิตเสื้อผ้าแห่คลอดแฟชั่นเออีซี -

ชงนิวัฒน์ธำรงขายข้าวเอเฟต 1,400 ล้านบาท
นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยว่า กรมจะเสนอผลสรุปการอนุมัติขายข้าวสต๊อกรัฐบาลจำนวน 1.1 แสนตันคิดเป็นเงิน 1,300-1,400 ล้านบาท จากที่เปิดประมูลทั้งหมด 2.3แสนตันผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟต) เมื่อวันที่ 26ก.พ.ที่ผ่านมา ให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์อนุมัติขาย “ผลการพิจารณาราคาส่วนต่างที่เอกชนทั้ง 16 รายเสนอมาสามารถอนุมัติขายได้ถึง 50% ของปริมาณที่เปิดประมูล ถือว่าน่าพอใจและจะมีการระบายข้าวผ่านตลาดเอเฟตอีกครั้งในวันที่ 12 มี.ค. อีกปริมาณ 2 แสนตัน” สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นขณะนี้กรมได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศทำการสำรวจราคาสินค้าเกษตรในพื้นที่ โดยเฉพาะผลผลิตข้าวนาปรัง 2557ที่จะเริ่มทยอยออกในช่วงเดือนพ.ค.นี้ น่าจะได้รับผลกระทบ ทำให้ผลผลิตลดปริมาณลงมาส่วนจะมีผลกระทบกับราคาหรือไม่นั้น มี 3 ปัจจัย ที่ต้องจับตา คือสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือข้าวเปลือกนาปรังให้กับเกษตรกรและการระบายสต๊อกรัฐบาล “ตอนนี้ยังระบุไม่ได้ว่าราคาข้าวจะปรับเพิ่มขึ้นหรือลดในช่วงข้าวเปลือกนาปรัง เพราะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องแต่เพื่อการเตรียมพร้อมก็ได้สั่งเจ้าสำรวจแล้ว”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงนิวัฒน์ธำรงขายข้าวเอเฟต 1,400 ล้านบาท