สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยศูนย์เฝ้าระวังและพิสูจน์สินค้าที่ไม่ปลอดภัยได้สืบค้นข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ พบข้อมูลข่าวระบุว่า ขณะนี้ได้มีสารเสพติดตัวใหม่กำลังระบาดอยู่ในโรงเรียนโดยบอกว่าเป็นยาดับกลิ่นปากมีหลายรสชาติ หลายกลิ่น ศูนย์เฝ้าระวังฯ จึงได้ทำการสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสินค้าดังกล่าวเพิ่มเติมพบว่า คือ บารากุไฟฟ้า มีลักษณะเป็นแท่งคล้ายบุหรี่ไฟฟ้ามีหลายสี และหลายกลิ่น ได้แก่ มินท์ องุ่น แอปเปิ้ล เลมอน เชอร์รี่และมีการวางจำหน่ายในย่านตลาดกลางคืนสะพานพุทธ ตลาดตะวันนาบางกะปิ รวมถึงการจำหน่ายทางอินเทอร์เน็ต โดยมีราคาตั้งแต่ 200-1,000 บาทต่อแท่ง ซึ่งผู้ขายมักอวดอ้างสรรพคุณของบารากุไฟฟ้าดังนี้ บารากุไฟฟ้าไม่ใช้ถ่านเหมือนเตาบารากุปกติจึงไม่เกิดการเผาไหม้ ที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ไม่ต้องชาร์จ มีขนาดเล็ก พกพาสะดวก, ไม่มีสารนิโคติน, ไม่มีสารทาร์ หรือนํ้ามันดิน, ใช้เพียงสารโพรไพลีนไกลคอลซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และเบเกอรี่ เป็นสารที่ทำให้เกิดควันสีขาวที่พ่นออกมา จึงได้รับอนุญาตให้สูบในที่สาธารณะได้โดยไม่มีอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมั่นใจได้ 100% ว่าบารากุ ไฟฟ้าปลอดภัยอย่างแน่นอน, ควันที่ถูกพ่นออกมาจากการสูบบารากุไฟฟ้ามีกลิ่นหอมของผลไม้ไม่สร้างความรำคาญให้กับผู้ที่อยู่รอบข้าง และพลาสติกที่นำมาใช้ผลิตเป็นวัสดุคุณภาพดีทำให้ใช้งานได้นานประมาณ 100-500 ครั้ง ต่อ 1 แท่ง ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ ในการนี้ สคบ.ได้ประสานไปยัง สำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อหารือและสอบถามถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลข่าวข้างต้นซึ่งชี้แจง ว่า สำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ ไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าดังกล่าวจากผู้บริโภคแต่ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับสินค้าดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างติดต่อสำนักงานเขตต่าง ๆ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบ และได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บารากุไฟฟ้ามีลักษณะคล้ายกับบุหรี่ไฟฟ้าโดยมีหลักการทำงานคล้ายกันคือ มีตัวนํ้ายาบรรจุอยู่ในแท่งเมื่อผู้ใช้ทำการสูบจะเกิดการทำปฏิกิริยาภายในตัวเครื่องจนเกิดควันออกมาซึ่งมีข้อแตกต่างตรงที่บารากุไฟฟ้ามีขนาดเล็กคล้ายปากกา มีหลายสีหลายรสชาติและหลายกลิ่น ทั้งนี้ได้ตั้งสมมุติฐานว่าผู้ผลิตสินค้านี้ผลิตขึ้นมาเพื่อเลี่ยงกฎหมาย คือ พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 รวมทั้งเลี่ยงการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้บารากุไฟฟ้าเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 กรณีสร้างความรำคาญให้แก่บุคคลรอบข้างอันเนื่องจากควันซึ่งมีผลกระทบทำให้บุคคลรอบข้างได้รับกลิ่นฉุน หรือมีอาการปวดศีรษะ อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีการทดสอบหรือพิสูจน์ถึงอันตรายหรือความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคอย่างชัดเจนโดยศูนย์เฝ้าระวังฯ จะติดตามและประสานไปยังผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและจะสุ่มซื้อตัวอย่างสินค้าเพื่อไปทำการทดสอบต่อไป.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “บารากุไฟฟ้า” อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค – ไขปัญหาผู้บริโภค
เดือน: มีนาคม 2014
-

“บารากุไฟฟ้า” อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค – ไขปัญหาผู้บริโภค
-

ดันไทยเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
รายงานจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดทำข้อเสนอเรื่องแนวทางการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้ที่ประชุมครม. พิจารณา โดยเสนอให้ผลักดันให้เรื่องดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการระดับชาติที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย และต้องจัดหางบประมาณที่เหมาะสมเพื่อดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย โดยคณะกรรมการแห่งชาติชุดดังกล่าวจะต้องมีองค์ประกอบของผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการรวมทั้งองค์กรด้านสุขภาพ องคร์กรท่องเที่ยว และองค์กรสื่อและประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องทั้งนี้รัฐบาลควรเพิ่มการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนเพื่อให้สามารถพัฒนาความร่วมมือในอาเซียนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มประเทศเป้าหมายที่ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเดินทางเข้าประเทศไทย และขยายระยะเวลาการพำนักสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุจากเดิมที่ให้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตราไว้เพียง 6 ประเทศ โดยการพิจารณาประเทศที่ไทยจะให้สิทธิยกเว้นการลงตราในอนาคตควรพิจารณาสถิตินักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุหรือประเทศที่มีผู้เดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทยเป็ยจำนวนมากด้วยส่วนการปรับปรุงเรื่องข้อมูลการท่องเที่ยวรัฐบาลควรส่งเสริมการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ คือ ด้านสปาและความสวยงาม ด้านอาหาร สมุนไพรไทย และน้ำแร่บำรุงร่างกายต่างๆ ด้านการปรนิบัติจิตใจให้มีความสุขสดชื่น และการฝึกสมาธิ ด้านการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงด้วยกิจกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา และศิลปวัฒนธรรมต่างๆ และด้านการรักษาพยาบาลนอกจากนี้รัฐบาลควรส่งเสริมให้เกิดองค์กรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เป็นศูนย์กลางสนับสนุนแต่ละธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยรัฐสนับสนุนงบประมาณ ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางการตลาดในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ในสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทย์แผนไทย แพทย์แผนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์อาหารไทย สมุนไพรไทย การเกษตรเชิงธรรมชาติ แหล่งปฏิบัติธรรมและการเจริญสมาธิ สปาและการดูแลความสวยงาม รวมทั้งกีฬาและการละเล่นของไทยที่ส่งเสริมสุขภาพได้ด้วยสำหรับในเรื่องการอำนวยความสะดวกให้กลุ่มเป้าหมายหลัก ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักในประเทศไทยในระยะยาว โดยจัดตั้งเป็นศูนย์สุขภาพที่มีรูปแบบการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่ที่เป็นแพทย์และเจ้าหน้าที่สำหรับแปลภาษาไว้ให้บริการข้อมูลต่างๆที่จำเป็นสำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นยังควรขยายกลุ่มเป้าหมายในกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพในประเทศไทยให้ครอบคลุมไปยังกลุ่มดารา และซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกที่สนใจเรื่องการส่งเสริมความงามและการบริการสปาที่จะสามารถส่งเสริมธุรกิจนี้ได้มากขึ้นซึ่งสามารถขยายการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มได้ เช่น กลุ่มไมซ์ กลุ่มคู่แต่งงาน กลุ่มช็อปปิ้ง กลุ่มนักเล่นกอล์ฟ และกลุ่มถ่ายทำภาพยนต์ เป็นต้น ซึ่งการส่งเสรอมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในกลุ่มเป้าหมายรายย่อยจะช่วยให้การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ของประเทศไทยมีชื่อเสียงมากขึ้นระดับโลก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดันไทยเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ -

ธปท.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ2.7%
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานนโยบายการเงิน เดือนมี.ค.57 ว่า ธปท. ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี57 ลงเหลือ 2.7% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3% หลังจากอุปสงค์ภายในประเทศช่วงครึ่งปีแรกอ่อนแอ โดยเฉพาะการชะลอตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหมดลง ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และสถานการณ์ทางการเมืองยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นปรับตัวลดลง โดยมองว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองยังยืดเยื้อต่อเนื่องถึงช่วงครึ่งปีหลัง อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต้องปรับตัวลงต่ำกว่าประมาณการ “สถานการณ์ทางการเมืองที่อาจยืดเยื้อและยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะจบเมื่อไรนั้น เป็นความเสี่ยงในด้านลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าด้านบวกอย่างแน่นอน และยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และนักท่องเที่ยงต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทย ขณะที่เศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน ยังมีแนวโน้มชะลอลงมากกว่าที่ประเมินไว้ด้วย โดยปัจจัยทั้งหมดคงต้องมาติดตามอย่างใกล้ชิด” ทั้งนี้ยังพบว่า ในด้านแรงกระตุ้นทางการคลังยังทำได้จำกัด โดยการใช้จ่ายภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้เต็มประสิทธิภาพ เพราะได้รับผลกระทบจากการยุบสภา คาดว่าจะส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 ล่าช้า กระทบไปถึงการจัดทำงบประมาณปี 58 ล่าช้าไป 1 ไตรมาส ส่วนการใช้เงินนอกงบประมาณ ในพ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำ จะเหลือเฉพาะโครงการเร่งด่วนที่ได้รับการอนุมัติเงินกู้แล้ว เช่น การขุดลอกคูคลอง และซ่ิมถนน คาดว่าจะมีเงินลงทุนประมาณ 12,000 ล้านบาท และในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะเหลือเฉพาะโครงการต่อเนื่องเดิมของรัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อม คาดว่ามีเงินลงทุนประมาณ 17,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่า การลงทุนภาครัฐจะขยายตัวเพียง 2.5% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ธปท.คาดว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายในช่วงครึ่งปีแรก จะส่งผลดีต่อการบริโภคฟื้นตัวและเข้าสูงภาวะปกติ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวตามเช่นกันในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนกำลังซื้อของผู้บริโภคและการฟื้นตัวของการส่งออก เชื่อว่า จะปรับตัวดีขึ้นฟื้นตามเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 4.5% นอกจากนี้ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เชื่อว่า อาจปรับตัวสูงขึ้นแต่ไม่รุนแรง จากการปรับราคาก๊าซแอลพีจีทำให้ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.5% นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในด้านนโยบายการเงินนั้น ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ได้ปรับ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 2% ต่อปี เชื่อว่า จะช่วยผ่อนคลายปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนลงได้ เพราะธนาคารพาณิชย์ก็ได้มีการตอบสนองลดอัตราดอกเบี้ยลงค่อนข้างเร็ว ประกอบกับธนาคารพาณิชย์ก็มีการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเห็นได้จากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ2.7%