นางสาวบรรจงจิตต์อังศุสิงห์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ ได้ลงพื้นที่ไปให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศพม่าเช่น จังหวัดตาก เพื่อผลักดันให้เอกชนไทยใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 58ในการขยายโอกาสทางการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะหลังจากชาติตะวันตกได้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรประเทศพม่า ได้ทำให้พม่ากลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนทั่วโลกทันที เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติมากมีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดในอาเซียนสามารถรองรับการย้ายฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงานได้ “กรมฯ มีแผนที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยขยายมูลค่าการค้าชายแดนกับพม่า โดยใช้ประโยชน์จากการเป็นประเทศเพื่อนบ้านเป็นสมาชิกอาเซียนเหมือนกัน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการส่งเสริมการค้าชายแดนขยายการลงทุนโดยการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปยังพม่าแล้วและมีแผนที่จะผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องและสนใจทำการค้าการลงทุน ไปเยือนพม่าเพื่อหาโอกาสและลู่ทางการค้าต่อไป” นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมฯได้มีการหารือถึงแนวทางพัฒนาความร่วมมือในการส่งเสริมพัฒนาการค้าชายแดนไทย-พม่า กับประธานหอการค้าชายแดนเมืองเมียวดี โดยทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตจำนงที่จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนร่วมกันโดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนทั้งส่วนกลางและพื้นที่เข้ารับเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขอุปสรรคทางการค้าการจัดเจรจาธุรกิจ และการจัดงานแสดงสินค้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คต.ให้ความรู้เอสเอ็มอีไทยลุยพม่า
เดือน: มีนาคม 2014
-

คต.ให้ความรู้เอสเอ็มอีไทยลุยพม่า
-

“เอ็นฟอร์ซ” รีแบรนด์ใหม่ รับเปิด “เออีซี”
นายนักรบ เนียมนามธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นฟอร์ซ ซีเคียว จำกัด เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสที่เอ็นฟอร์ซฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ในปี 2557 บริษัทฯ สร้างภาพลักษณ์องค์กรใหม่ รองรับการขยายธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ทั้งนี้ ได้มีการเปลี่ยนชื่อบริษัท และโลโก้ รวมถึงแท็กไลน์ใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท เอ็นฟอร์ซ ซีเคียว จำกัด เพื่อง่ายต่อการจดจำ ด้วยโลโก้สีเขียวดูสดใส แสดงถึงความเป็นมิตร เนื่องจากเราจะมีการเปิดตลาดรับเออีซีสำหรับในส่วนของแท็กไลน์ “Trusted and Reliable” จะเป็นการตอกย้ำความน่าเชื่อถือและความไว้ของลูกค้า พาร์ทเนอร์ และคู่ค้า ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรในองค์กรและการให้บริการเทียบชั้นมาตรฐานโลก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนขยายตัวไปทางภูมิภาคต่างๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดสาขาแรกที่จังหวัดขอนแก่นภายในปีนี้โดยปีนี้ จะเน้นกลยุทธ์ทำตลาดกับพาร์ทเนอร์ในรูปแบบแนวดิ่งอย่างต่อเนื่อง เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าธนาคาร เซอร์วิส โพรวายเดอร์ และสถาบันการศึกษา ซึ่งการขายผลิตภัณฑ์ไอที ซีเคียวริตี้ต้องใช้ความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก โดยเอ็นฟอร์ซฯ ได้เข้าไปสนับสนุนการทำงาน สร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับพาร์ทเนอร์ ด้วยการคัดสรรผลิตภัณฑ์ให้ตรงใจและตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างลงตัวนอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นในการพัฒนาทักษะและประสิทธิภาพของพาร์ทเนอร์ให้สามารถตอบสนองหรือช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างทันท่วงที ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นและไว้วางใจ ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้จัดอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนจัดกิจกรรมทางการตลาดและส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ได้ตั้งเป้ายอดขายปี 57 ด้วยอัตราการเติบโตไว้ที่ 20% โตกว่าปีก่อนที่มียอดขาย 15% ที่มาจากส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจ ไอที ซีเคียวริตี้ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเข้าไปช่วยพัฒนาวิศวกรระบบของพาร์ทเนอร์ให้ได้การรับรองใบประกาศนียบัตรทางด้าน Next-Gen Firewall จากการทดสอบในการเข้าถึงระบบ (Penetration Test) ประมาณ 20 คน รองรับการเติบโตของไอที ซีเคียวริตี้ในปีนี้ เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ ด้าน Next-Gen Firewall เป็นอุปกรณ์ที่ยังใหม่สำหรับตลาดเมืองไทย และกำลังมีอัตราการขยายตัวที่เพิ่มสูงขึ้นนายนักรบ กล่าวว่า บริษัทฯ เตรียมเปิดบริการให้เช่าใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับบริษัทต่างๆ ที่ไม่ต้องการลงทุนซื้ออุปกรณ์ไอทีเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายงบลงทุน ค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงาน เช่น ถ้าต้องการทำห้องคอมพิวเตอร์ ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนหลายล้านบาท เมื่อเทียบกับการใช้บริการของผู้ให้บริการ ดาต้า เซ็นเตอร์ ในราคาค่าเช่าต่อเดือนในระดับหมื่นบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “เอ็นฟอร์ซ” รีแบรนด์ใหม่ รับเปิด “เออีซี” -

บีโอไอติวเข้มผู้ประกอบการภาคใต้
นายสุวิชช์ฉั่ววิเชียร ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 6 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 2-3 เม.ย. 57 บีโอไอมีกำหนดจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนซึ่งครอบคลุม 7 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา นครศรีธรรมราช ชุมพรภูเก็ต และระนอง เพื่อให้ได้ทราบถึงขั้นตอนและข้อปฎิบัติที่ควรรู้หลังจากได้รับส่งเสริมการลงทุนกฎเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการที่ได้รับส่งเสริมรวมถึงให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการให้สามารถใช้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้บีโอไอจะจัดให้มีเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ร่วมให้ความรู้ถึงระเบียบปฎิบัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ อาทิระเบียบปฎิบัติตามคู่มือเกี่ยวกับเครื่องจักร/อุปกรณ์ การใช้สิทธิประโยชน์ด้านวัตถุดิบข้อควรรู้เกี่ยวกับการได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 31 ประเภทกิจการที่สามารถนำมาคำนวณใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงข้อควรรู้ในการปฎิบัติตามเงื่อนไขการยื่นแบบขอใช้สิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นต้น “ผู้ประกอบการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนแล้วสามารถใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจ และจะได้รับความรู้และหลักปฎิบัติต่างๆได้อย่างเข้าใจมากขึ้นซึ่งภายในงานยังจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังมีข้อสงสัยหรือข้อกังวลต่างๆสามารถสอบถามเพื่อสร้างความเข้าใจจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้โดยตรงอีกด้วย ” นายสุวิชช์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการลงทุนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 56 มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนสูงสุดในรอบ5 ปีที่ผ่านมา โดยมีจำนวนรวม 72 โครงการ เงินลงทุนรวม 45,178 ล้านบาทโครงการเพิ่มขึ้น 11% จากปี55 ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 191% “ทิศทางของการลงทุนนอกจากจะมุ่งเน้นในด้านของอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันปาล์มดิบและอุตสาหกรรมยางพาราที่มีศักยภาพแล้วการลงทุนในพื้นที่ยังเริ่มมีความหลากหลายในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานทดแทนโดยคาดว่า ในปี 57 นี้การลงทุนจะเน้นในกลุ่มพลังงานทดแทนจากวัตถุดิบที่มีศักยภาพในภาคใต้เป็นหลัก เช่นไบโอแก๊ส ไบโอแมส ขยะ ลมแสงอาทิตย์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากปาล์มน้ำมัน ยางพารา”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บีโอไอติวเข้มผู้ประกอบการภาคใต้