เดือน: มีนาคม 2014

  • ผู้บริโภคยุคดิจิตอลชอบเนื้อหาผสมผสานข้ามสื่อ

    ผู้บริโภคยุคดิจิตอลชอบเนื้อหาผสมผสานข้ามสื่อ

     วอยซ์ พร้อมบุกทีวีดิจิตอล เน้นสถานีวิเคราะห์ข่าว เผยผลวิจัยผู้บริโภคยุคดิจิตอล ต้องการเนื้อหาแบบผสมและเข้าถึงแบบข้ามสื่อ นายทรงศักดิ์ เปรมสุข  กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท วอยซ์ทีวี จำกัด เปิดเผยว่า  จากการทำวิจัยเพื่อศึกษารูปแบบเนื้อหาและพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคยุคดิจิตอล โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มคนทำงานในเมืองรุ่นใหม่ ที่มีอายุระหว่าง 18-39 ปี และวิจัยเชิงปริมาณ 600 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากการใช้เวลากับสื่อเก่ามาเป็นสื่อใหม่ หรือนิว มีเดียมากขึ้น และอินเทอร์เน็ตทำให้ช่วงเวลา ไพร์มไทม์หรือช่วงเวลาที่มีคนชมทีวีมากที่สุดเปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังพบว่าผู้บริโภคในยุคดิจิตอล มีความเป็นผู้นำทางความคิดและการใช้ชีวิตที่กระหายในการรับข้อมูลข่าวสาร และมีการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารแบบครอส มีเดีย สกรีน (Cross Media Screen) หรือข้ามสื่อมากขึ้น ซึ่งใช้มือถือเป็นอุปกรณ์หลักในการเชื่อมต่อโลกออนไลน์  ส่วนเวลาหลักในการดูทีวีคือช่วงเช้าและค่ำ และยังดูรายการข่าวประจำวันทางทีวีมากที่สุด หากเป็นรายงานข่าวสด จะดูผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งนี้การรับข้อมูลข่าวสารจะเป็นแบบมิกซ์ คอนเทนต์ (Mix Content)  หรือเนื้อหาผสม และจะชอบชมรายการออนไลน์ที่ไม่ยาวมากนัก คือระหว่าง 5-7 นาทีต่อครั้ง นายทรงศักดิ์กล่าวว่า จากการทำวิจัยดังกล่าว วอยซ์ทีวีได้ปรับกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยจะเน้นทั้งข่าวสาร สาระ แรงบันดาลใจ การใช้ชีวิตและความบันเทิง โดยจะเริ่มในผังทีวีดิจิตอล 1 เมษายนนี้  ซึ่งได้กำหนดสัดส่วนผังรายการออกเป็นข่าวประมาณ 60% และวาไรตี้ประมาณ 40% ตั้งเป้าเป็นผู้นำสถานีวิเคราะห์ข่าวของไทย.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้บริโภคยุคดิจิตอลชอบเนื้อหาผสมผสานข้ามสื่อ

  • เทรนด์การตลาดออนไลน์มาแรงปี 2014

    เทรนด์การตลาดออนไลน์มาแรงปี 2014

     ผู้บริหารเรดดี้พลาเน็ตดอทคอม วิเคราะห์เทรนด์การตลาดออนไลน์ คาดพฤติกรรมแชร์และไลค์ จะมีผลต่อการจัดอันดับบนกูเกิล และแอพไลน์ จะเป็นเครื่องมือหลักของการค้าขายบนโลกออนไลน์ นายทรงยศ คันธมานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เรดดี้พลาเน็ต (Readyplanet.com)  กล่าวว่า เครือข่าย 3G ในประเทศไทย  ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงธุรกิจในหลาย ๆ ด้าน รวมไปถึงวงการโฆษณา ทำให้ได้ยินคำว่า การตลาดออนไลน์ (Online Marketing)  มากขึ้น คาดว่า เทรนด์หรือแนวโน้มรูปแบบการตลาดออนไลน์จะเปลี่ยนในปีนี้  มีดังนี้ โดเมนเนมนามสกุลใหม่จะเข้าถึงเว็บไซต์ได้ตรงความต้องการมาก  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 เป็นต้นไป จะมีการเปิดให้บริการโดเมนเนมนามสกุลใหม่ ๆ อีกมากกว่า 1,000 นามสกุล   เช่น เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการให้บริการ ก็สามารถจดทะเบียนเป็น .Design .Insurance .Service .Consulting หรือหากทำเว็บไซต์ชอปปิง  จดทะเบียนเป็น .Shop .Sale .Free .Buy .Camera  ช่วยให้สื่อสารกับลูกค้าได้ง่าย  เพิ่มโอกาสที่จะทำให้เว็บติดอันดับใน Search Engine การค้นหาบนกูเกิล จะเริ่มมีนำเสนอผลลัพธ์การค้นหาด้วยรูปแบบข้อมูลที่หลากหลาย เช่น ภาพประกอบ  คะแนนรีวิว  ปุ่มแชร์ผลลัพธ์การค้นหาไปยังกูเกิลพลัส รวมทั้งข้อมูลอัพเดทล่าสุด  และโซเชียลมีเดียจะมีผลต่อการค้นหาบน กูเกิล  โดยนำจำนวนการแชร์  ไลค์ หรือจำนวนครั้งที่คอนเทนท์นั้นถูกเปิดชม มาจัดอันดับบน กูเกิล การทำตลาดผ่านเครื่องมือการค้นหาบนเว็บไซต์ไป่ตู้  (Baidu)  จะได้รับความนิยมมาก ขึ้น  และต้องปรับการแสดงผลเนื้อหาให้เหมาะกับทุกหน้าจอ รองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในแต่ละหน้าจอ   เชื่อมั่นว่า จะเป็นยุคทองของการทำโฆษณาติดตามรายบุคคล เมื่อผู้เข้าชมคลิกเข้าชมเว็บไซต์ผ่านเว็บบราวเซอร์  จะเกิด Cookies หรือข้อมูลขนาดเล็ก เพื่อเก็บข้อมูลว่าได้เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นั้น ๆ แล้ว นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นไลน์ หรือ Line จะทำได้มากกว่าการแชต และขายสติกเกอร์ แต่จะเข้ามามีอิทธิพลกับการทำการตลาดออนไลน์ เทียบเท่ากับเฟซบุ๊ก ซึ่งเทียบรัศมีความนิยมกับโซเชียล มีเดีย อย่างเฟซบุ๊ก ได้อย่างสูสี.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เทรนด์การตลาดออนไลน์มาแรงปี 2014

  • รีดค่าเช็คอินสุวรรณภูมิอีก 5 บาท

    รีดค่าเช็คอินสุวรรณภูมิอีก 5 บาท

    รายงานข่าวจากบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด มหาชน หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ทอท.ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสายการบินต่างๆที่ใช้บริการในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า จะขอปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมการเช็คอินสนามบินอีกคนละ5 บาท จากปกติ 25 บาท เป็น 30 บาท โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นี้ เป็นต้นไปโดยค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจะนำไปพัฒนาระบบการเช็คอินต่างๆ ให้มีคุณภาพมากขึ้นหลังจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่เคยปรับขึ้นค่าเช็คอินมาตลอด 7 ปีนับตั้งแต่เปิดให้ใช้สนามบินเป็นต้นมาทั้งนี้การขึ้นรายได้ค่าเช็กอินจะกระทบต่อสายการบิน แต่ไม่กระทบต่อผู้โดยสารเพราะสายการบินจะเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมดโดยปัจจุบันสุวรรณภูมิมีผู้โดยสารใช้บริการไม่ต่ำกว่าปีละ 60 ล้านคนและหากมีการขึ้น 5 บาท จะทำให้ ทอท.มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาทเนื่องจากจะเรียกเก็บเฉพาะค่าโดยสารขาออกขาเดียวเท่านั้น“การขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ สามารถทำได้ในเดือนพ.ค.นี้ ทันทีเพราะผ่านการเห็นชอบคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.)ไปแล้วตั้งแต่ปลายปีก่อนและขณะนี้ก็เริ่มประกาศสายการบินรู้ล่วงหน้าแล้ว 4 เดือนก่อนที่จะมีการปรับขึ้นราคาค่าธรรมเนียม”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รีดค่าเช็คอินสุวรรณภูมิอีก 5 บาท