วันนี้ (8 พ.ค.) นายอนันต์ แก้วร่วมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท มีกำไรสุทธิจากงบการเงินรวมสำหรับไตรมาส 1/2557 จำนวน 118 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.20 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 21 ล้านบาท หรือร้อยละ 22 จากไตรมาส 4/2556 (จำนวน 97 ล้านบาท) เนื่องจากต้นทุนค่าการให้บริการไอซีทีและค่าใช้จ่ายทางการตลาดลดลง อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกำไรก่อนรายการพิเศษสำหรับไตรมาส 1/2557 กับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน พบว่า ลดลง 5 ล้านบาท (ไตรมาส 1/2556 = 123 ล้านบาท) ทั้งนี้ เนื่องจากผลประกอบการที่ลดลงของธุรกิจการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์และการให้บริการเสริมบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Voice Info Service & Mobile Content Business) ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาสสี่ของปีที่ผ่านมา ในขณะที่ธุรกิจการให้บริการด้านไอซีทีได้รับผลกระทบไม่มากนัก ส่วนกำไรสุทธิในงบการเงินเฉพาะกิจการ (ธุรกิจไอซีที) สำหรับไตรมาส 1/2557 เท่ากับ 59 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.10 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบเฉพาะกำไรจากผลการดำเนินงาน พบว่า กำไรจากงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทยังคงมีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 1/2556 = 46 ล้านบาท) ทั้งนี้ เนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สืบเนื่องจากสถานการณ์ด้านการเมืองและสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาสสี่ของปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของกลุ่มบริษัททั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์และการให้บริการเสริมบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Voice Info Service & Mobile Content Business) ที่ฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้บริโภค (consumer) ดังนั้น ในภาพรวมของปี 2557 บริษัทได้เตรียมการรองรับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนตัว โดยการมุ่งเน้นการบริหารและควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนเพิ่มความระมัดระวังในการบริหารจัดการความเสี่ยงและการจัดเก็บรายได้ ส่วนในด้านการขายและการตลาดนั้น บริษัทเน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายตลาดเฉพาะส่วนที่บริษัทมีศักยภาพในการแข่งขันสูงเท่านั้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซีเอส ล็อกซอินโฟ ระบุมีกำไรไตรมาส 1/57 อยู่ที่ 118 ล.
เดือน: พฤษภาคม 2014
-

ซีเอส ล็อกซอินโฟ ระบุมีกำไรไตรมาส 1/57 อยู่ที่ 118 ล.
-

ศูนย์เตือนภัยฯแนะชาวเชียงรายอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยอีก 3-6 ชม.
วันนี้ (8พ.ค.) เวลา 12.00 น.น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 6.3 ตามมาตรฐานริกเตอร์ บริเวณ อ.พาน จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 57 เวลา 18.08 น. ที่ผ่านมา ยังคงเกิดอาฟเตอร์ช็อคต่อเนื่อง ดังนั้น ศูนย์เตือนภัยฯ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหว ระมัดระวัง โดยยังคงให้พักอาศัยอยู่ในที่ปลอดภัยต่อไปอีก 3-6 ชม. หากมีข้อมูลเปลี่ยนแปลง ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะแจ้งข้อมูลให้ทราบเป็นระยะต่อไปในขณะที่ สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า หลังจากเกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.3 ริกเตอร์มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงรายตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 เวลา 12.00 น. เกิดแผ่นดินไหวตามมา (Aftershock) ดังนี้ ขนาด 5.0-5.9 จำนวน 7 ครั้ง ขนาด 4.0-4.9 จำนวน 23 ครั้ง ขนาด 3.0-3.9 จำนวน 85 ครั้ง และขนาดน้อยกว่า 3.0 จำนวนมากกว่า 292 ครั้ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศูนย์เตือนภัยฯแนะชาวเชียงรายอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยอีก 3-6 ชม. -

พาณิชย์ยันคืนเงินคลังครบ2หมื่นล้านสัปดาห์หน้า
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าขณะนี้กรมได้ส่งเงินจากการระบายสต็อกข้าวสารรัฐบาลคืนให้กับกระทรวงการคลังแล้วกว่า 15,000 ล้านบาทและภายในสัปดาห์หน้าคาดว่าจะส่งเงินคืนเพิ่มอีก 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งจะครบตามจำนวน 20,000 ล้านบาท ที่ยืมมาจ่ายค่าข้าวให้กับชาวนาหรือสามารถใช้เงินคืนได้ก่อนเดือน พ.ค. 57 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้กำหนดไว้ “หลังจากนั้นเงินที่ได้จากการระบายข้าวจะเร่งส่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าข้าวชาวนาที่ยังค้างอยู่อีก 90,000 ล้านบาทซึ่งจะพยายามหาเงินมาจ่ายคืนชาวนาให้ครบภายในสิ้นปีนี้หรือถึงต้นปีหน้าโดยประมาณการณ์จากการขายข้าวได้เงินเฉลี่ยเดือนละ 10,000 ล้านบาท” สำหรับการระบายสต๊อกข้าวสารรัฐบาลยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามแผนงานโดยในช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้จะนำคณะไปเจรจาขายข้าวในตลาดตะวันออกกลางและตลาดแอฟริกาใน 2-3 ประเทศโดยเฉพาะตลาดแอฟริกา ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่และมีการนำเข้าข้าวจากไทยประมาณ 60% ของการส่งออกรวมหรือประมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งประเทศที่ซื้อข้าวจากไทย เช่น ไนจีเรีย อิรัก อิหร่านมีความสนใจซื้อข้าวไทยเพิ่มเติม นอกจากนี้กรมจะเปิดประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลแบบประมูลทั่วไปในวันที่ 14 พ.ค. ปริมาณ 450,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวสารที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 54/55 นาปรัง 55และโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 55/56 และ 56/57 รวมปริมาณ 432,000ตัน และข้าวสารเสื่อมสภาพและข้าวเปียกน้ำ ที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวปี 49/50โครงการรับจำนำข้าวนาปี 54/55 นาปรัง 55 และ 55/56 รวมปริมาณ 17,000 ตัน “การเปิดประมูลข้าวที่สามารถขายได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เปิดประมูลเป็นเพราะกรมไม่ยอมขายราคาต่ำให้ เพราะมีเกณฑ์ราคาขายตั้งไว้อยู่แล้วซึ่งรวมถึงการขายข้าวให้กับรัฐบาลต่างประเทศด้วย หากเสนอซื้อในราคาต่ำกว่าตลาดก็ไม่ขายเช่นกัน” สำหรับ ความคืบหน้าการขายข้าวให้กับมาเลเซีย 800,000 ตันนั้นอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาต่อรองราคาโดยมาเลเซียเสนอซื้อราคาต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะขายประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อตันซึ่งกรมยืนยันที่จะขายตามราคาที่ตั้งไว้แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วมาเลเซียจะซื้อข้าวในราคาที่ไทยกำหนด เพราะแนวโน้มราคาข้าวตลาดโลกสูงขึ้นจากภาวะภัยแล้งทำให้ผลผลิตข้าวตลาดโลกลดลง อย่าง ไรก็ตาม การส่งออกข้าวไทยปีนี้ คาดว่าจะปริมาณ9-10 ล้านตัน คิดเป็นเงิน 5,000-5,300 ล้านเหรียญสหรัฐหรือสูงเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้เดิมว่าไทยจะส่งออกข้าวได้ 8.5ล้านตันได้อย่างแน่นอน “ส่วน ผลการตัดสินของ ป.ป.ช.เกี่ยวกับโครงการรับจำนกข้าว ไม่ว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไรเชื่อว่าการเดินหน้าขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และการเปิดประมูลเป็นการทั่วไปก็ยังคงเดินหน้าตามแผนเช่นเดิม”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ยันคืนเงินคลังครบ2หมื่นล้านสัปดาห์หน้า