ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย วันที่ 5 มิ.ย. ดัชนีตลาดหุ้นไทย ดีดตัวขึ้นทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นทยอยปรับลดลงแรงสู่จุดต่ำสุดในช่วงเช้า และแกว่งตัวผันผวน ทั้งในแดนบวก และแดนลบตลอดการซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุน เริ่มกลับมามีความเชื่อมั่น ต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีแรงเทขายทำกำไรของนักลงทุนตามภาวะตลาด ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงพักฐาน เพื่อรอความชัดเจนในหลายด้าน เช่น ผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรปในช่วงเย็นวันที่ 5 มิ.ย. และข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในวันที่ 6 มิ.ย. นี้ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุด 1,455.08จุด และลดลงต่ำสุด 1,444.98 จุด จนมาปิดตลาด 1,453.16 จุด เพิ่มขึ้น 3.76 จุด หรือ 0.26% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 48,574.50 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก1.ไทยอะโกร ปิดที่ 5.60 บาท เพิ่มขึ้น 3.60บาท2.พีทีทีจีซี ปิดที่ 67.00 บาท ลดลง 2.00 บาท3.ปตท. ปิดที่297.00 บาท ลดลง 4.00 บาท4.ศรีสวัสดิ์ ปิดที่ 16.00 บาท ลดลง 0.20 บาท5.อิตาเลียนไทย ปิดที่ 5.05 บาท เพิ่มขึ้น 0.21 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 5 มิถุนายน 2557 ปิดบวก 3.76 จุด
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 5 มิถุนายน 2557 ปิดบวก 3.76 จุด
-

ชง ประยุทธ นั่งประธานนโยบายท่องเที่ยว
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า เตรียมเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ตั้งประธานคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ช.ช.) คนใหม่ โดยให้บุคคลที่มีอำนาจสูงสุด เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามารับตำแหน่ง เพื่อช่วยเป็นการเร่งพัฒนา และแก้ปัญหาการท่องเที่ยวได้รวดเร็ว อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอื่นที่มักมีปัญหาล่าช้า “การตั้ง ท.ช.ช.ขึ้นมา ถือเป็นความสำคัญลำดับแรกที่ภาคการท่องเที่ยวต้องการ เพราะการทำงานของคณะดังกล่าวจะช่วยขับเคลื่อนการแก้ปัญหาและวางแนวทางพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้โครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ สทท.พร้อมจะร่วมมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หรือ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ทำงานในฝ่ายเลขาคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อนำเสนอประเด็นที่ต้องการผลักดันแก้ไขได้ทันท่วงที” สำหรับประเด็นที่ต้องการให้มีการขับเคลื่อน 3 เรื่องแรก คือ การบริหารงบประมาณด้านการท่องเที่ยว ที่ควรบูรณาการให้เกิดประโยชน์และหน่วยงานที่ได้รับนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เรื่องต่อมาเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนการสื่อสารสร้างความมั่นใจต่อต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมายังต่างคนต่างสื่อสารไปคนละทิศทาง แต่ในภาวะปัจจุบันการที่ภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนมาร่วมมือกันเพื่อวางแผนการสื่อสารในแนวทางเดียวกันได้ จะเป็นผลดีต่อการฟื้นตลาดได้มากกว่า ส่วนข้อสุดท้าย คือการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลในท่องเที่ยวซึ่งก่อปัญหาให้กับนักท่องเที่ยว อาทิ แก๊งค์แท็กซีป้ายดำ และกลุ่มผู้ให้เช่าเจ็ตสกี ซึ่งมีผู้มีอิทธิพลหนุนหลังในการข่มขู่เอารัดเอาเปรียบกับนักท่องเที่ยว โดยที่ผ่านมาเห็นการทำงาน คสช.บ้างแล้วในการปราบปรามกลุ่มเหล่านี้และจับกลุ่มอย่างเข้มงวด ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี จึงอยากให้มีการขยายผลต่อเนื่อง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชง ประยุทธ นั่งประธานนโยบายท่องเที่ยว -

ทูตพาณิชย์เร่งเดินสายชี้แจงทั่วโลก
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการชี้แจงข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรการค้าและเครือข่ายที่มีอยู่ในต่างประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจการค้ากับต่างประเทศตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ว่า ขณะนี้สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศทั้ง66แห่งได้ทำการชี้แจงสถานการณ์ในไทย พร้อมทั้งเหตุผลความจำเป็นและแนวความคิดในการบริหารราชการแผ่นดินของ คสช. ซึ่งเน้นการสร้างความปรองดองนำความสงบ สันติ และเสถียรภาพให้กลับคืนสู่ประเทศไทยทั้งนี้แนวทางในการชี้แจง ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ในต่างประเทศได้ยืนยันว่าในด้านเศรษฐกิจจะไม่มีปัญหาใดๆ โดยไทยยังคงยึดมั่นในนโยบายการค้าเสรีการเจรจาทำความตกลงการค้าเสรี และการปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อตกลงทางการค้าต่างๆที่ไทยได้ผูกพันไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก และอาเซียนรวมทั้งการให้ความเชื่อมั่นกับนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจกับประเทศไทยว่าทุกอย่างจะยังคงเดินหน้าได้ต่อไป“สำนักงานในต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงต่อหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้นำเข้าผู้ประกอบธุรกิจโดยทั่วไป สมาคมการค้าต่างๆ สื่อมวลชน ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตรซึ่งได้ดำเนินการผ่านรูปแบบต่างๆทั้งการพบปะชี้แจง การตอบข้อซักถามทางโทรศัพท์ การชี้แจงผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปรษณีย์ และการให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์”"ผลการทำความเข้าใจและชี้แจงตามนโยบายของคสช. ปรากฏว่า ภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศต่างๆมีความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยดีขึ้น และมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายทางเศรษฐกิจการค้าและการทำธุรกิจกับประเทศไทยซึ่งเป็นทิศทางที่ดีที่จะมีส่วนช่วยผลักดันให้การค้าขยายตัวได้มากขึ้นทั้งในภาคการส่งออก และภาคการลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต"
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทูตพาณิชย์เร่งเดินสายชี้แจงทั่วโลก