นายวิทูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ก.ค. นี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เตรียมออกขั้นตอนใหม่ในการออกใบอนุญาตการตั้งโรงงาน (รง.4) ให้ได้ภายใน 30 วัน จากเดิม 90 วัน ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยวันที่ 10 มิ.ย.นี้ จะเชิญตัวแทนภาคเอกชน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้ามาชี้แจงขั้นตอนการออกใบอนุญาต รง.4 เช่น การเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถดึงบุคคลที่3 (เติร์ดปาร์ตี้) เข้ามาตรวจสอบรับรองเอกสาร เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน “ เตรียมลงนามกำหนดเอกสารที่จะใช้ในการขอใบ รง.4 ว่าจะต้องใช้อะไรบ้าง นอกเหนือจากนี้จะไม่เรียกเอกสารเพิ่มอีก และกรมโรงงาน ฯ จะต้องตอบอย่างชัดเจนว่าจะมารับใบ รง.4 ได้เมื่อไร ภายในกรอบ 30 วัน ถ้าไม่ได้ตามที่ระบุไว้ กรมโรงงาน ฯ จะต้องรับผิดชอบ และในวันที่ 6 มิ.ย. จะเปิดศูนย์อำนวยความสะดวกให้กับผู้ลงทุนและผู้ประกอบการที่จะเป็นศูนย์กลางสอบถามข้อมูลของกระทรวงอุต ฯ ในทุกๆเรื่อง เช่น ขั้นตอนการขอใบ รง.4 การขอบีโอไอ การออกใบอนุญาตต่างๆอยู่ในขั้นตอนใด ติดปัญหาอะไร และต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้อย่างใกล้ชิด” สำหรับเงินเพิ่มค่าอ้อยให้กับเกษตรกร ได้เตรียมเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยฤดูการผลิต 56/57 แล้วโดยได้ส่งให้พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ในวันที่ 5 มิ.ย. โดยคาดว่า คสช.จะพิจารณาอนุมัติเร็วๆ นี้ เนื่องจากการช่วยเหลือเกษตรกรเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ คสช. ให้ความสำคัญ โดยการทยอยจ่ายเงินให้ชาวไร่อ้อยน่าจะเริ่มได้เร็วกว่า 2 เดือน โดยรายละเอียดเงินเพิ่มค่าอ้อยนั้นจะอยู่ที่ 160 บาทต่อตันอ้อย ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ผ่านความเห็นของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.)แล้ว ซึ่งจะเป็นการกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ในวงเงินประมาณ 16,000 ล้านบาทและจะชำระหนี้จากเงินขายปลีกน้ำตาลในประเทศกิโลกรัมละ 5 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขอใบรง.4 อนุมัติใน 30 วัน เริ่ม1 ก.ค.นี้
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ขอใบรง.4 อนุมัติใน 30 วัน เริ่ม1 ก.ค.นี้
-

จี้บริษัทเร่งส่งงบบัญชีหลังพ้นเส้นตาย
น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงสถิติการนำส่งงบการเงินประจำปี 2557ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่ามีนิติบุคคลที่ต้องนำส่งงบการเงินรอบปีบัญชี 2556 จำนวน 508,992ราย โดยในจำนวนนี้ได้ส่งงบการเงินจำนวน 411,261ราย เพิ่มขึ้น 6% หรือคิดเป็น 81% ของจำนวนนิติบุคคลที่ต้องส่งงบการเงินทั้งหมดยังเหลือนิติบุคคลจำนวน 97,731 รายหรือคิดเป็นสัดส่วน 19% ที่ยังไม่ส่งงบการเงินซึ่งกรมฯ ขอเตือนให้รีบส่งงบการเงินโดยด่วน เพราะหากส่งช้าค่าปรับก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และถ้าไม่ส่งเลย ก็จะถูกส่งดำเนินคดีตามกฎหมายและจะถูกเพิกถอนทะเบียนในที่สุด ทั้งนี้ โทษของการส่งงบการเงินล่าช้าไม่เกิน2 เดือน ปรับ 2,000-4,000บาท หากไม่เกิน 4 เดือน ปรับ 8,000-48,000บาท แต่หากเกิน 4 เดือน ปรับ 12,000-72,000บาท ซึ่งก็แล้วแต่ประเภทนิติบุคคลว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัดหรือนิติบุคคลต่างประเทศและบริษัทมหาชนจำกัด หรือกิจการร่วมค้า น.ส.ผ่องพรรณ กล่าวว่า กรมฯจะเดินหน้าผลักดันให้นิติบุคคล ทั้งที่ทำธุรกิจทั่วไปบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานบัญชีคุณภาพ ให้ส่งงบการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์(e-Filing) โดยตั้งเป้าว่าในปี 58จะให้บริการส่งงบการเงินผ่านออนไลน์ควบคู่ไปกับการส่งงบการเงินแบบเอกสารแต่ภายในปี 60 จะให้มีการส่งงบการเงินออนไลน์เพียงอย่างเดียวเพื่อให้งบการเงินของไทยเป็นมาตรฐานเดียวกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้บริษัทเร่งส่งงบบัญชีหลังพ้นเส้นตาย -

บอลโลกเงินสะพัด 7 หมื่นล้าน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก 2014 ว่า ในช่วงเทศกาลแข่งขันฟุตบอลโลก ที่ประเทศบราซิลระหว่างวันที่ 12 มิ.ย. – 13 ก.ค. 57 คาดว่าประชาชนจะมีการใช้จ่ายมูลค่า 69,245.6 ล้านบาทเพิ่มจากช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งก่อน 16 % เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมีความมั่นใจในการใช้จ่ายมากขึ้น หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองไทยมีทิศทางที่ดีขึ้นรวมถึงบรรดาห้างร้านต่างๆได้จัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม และการจัดกิจกรรมลุ้นรางวัลการทายผลบอลโลกทั้งนี้ยอดการใช้จ่าย69,245.6 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายด้านการพนันบอล 43,530.1 ล้านบาท เพิ่ม 17 % , การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและสังสรรค์ 21,917.2 ล้านบาทเพิ่ม 15.2 % ,การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์รับสัญญาณ 2,496.9 ล้านบาท เพิ่ม 13.2 % และอื่นๆ (ซื้อหวยสลากกินแบ่งรัฐบาล และของที่ระลึก) 1,301.4 ล้านบาท เพิ่ม 5.4 %“บอลโลกในครั้งนี้มีความคึกคัก จะมีเม็ดเงินสะพัดกว่า 69,245 ล้านบาท หรือขยายตัวถึงร้อยละ 16 ซึ่งถือว่าคึกคักมากเมื่อเทียบกับช่วงฟุตบอกโลกปี 2010 โดยส่วนใหญ่มาจากการใช้จ่ายทั่วไปเนื่องจากเวลาในการถ่ายทอดฟุตบอลโลกค่อนข้างดึก ทำให้ ผู้บริโภคมีการซื้อสินค้ามารับประทานที่บ้านมากขึ้น การซื้อขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม ในการ สังสรรค์ หรือ การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์รับสัญญาณ”นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือเรื่องของการพนัน ที่มีประชาชนเข้ามาเล่นพนันในช่วงการ แข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้มากขึ้นโดยจากการสำรวจฟุตบอลโลกครั้งก่อนคนที่เล่นพนันบอลเพื่อหวังเงินรางวัลมีเพียงจำนวน 1 ใน 3 ของผู้ที่เล่นพนันทั้งหมด ซึ่งจะเป็นสัดส่วนที่เท่ากับการเล่นเพื่อตามกระแสและ เล่นเพื่อความสนุกสนาน แต่ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีสัดส่วนผู้ที่เล่นพนันเพราะหวังเงินรางวัลจากการพนันเพิ่มขึ้นถึง 51.3 % โดยวงเงินพนันเฉลี่ย 5,072 บาทต่อนัด ส่วนการเล่นเพื่อความสนุกสนานเพียง 18.1 % และตามแฟชั่น 9.5 % เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บอลโลกเงินสะพัด 7 หมื่นล้าน