กรมประชาสัมพันธ์ เผย การกำเนิดทีวีดิจิตอล ส่งผลเพิ่มช่องทางการรับชมที่หลากหลาย เร่งประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจ พื้นที่ห่างไกล นายประวิน พัฒนะพงษ์ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันทีวีมีความก้าวหน้ามากขึ้นตามเทคโนโลยีจากฟรีทีวี 6 ช่องมาสู่ฟรีทีวี 48 ช่องตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนด ส่งผลให้การรับชมของประชาชนมีความหลากหลายมากขึ้น โดยทีวีดิจิตอลจะช่วยแบ่งแยกการรับชม เนื่องจากแต่ละช่องจะมีคอนเซปต์การนำเสนอคอนเทนต์(เนื้อหา) ให้แก่ประชาชนได้รับชม ตามสัดส่วนที่กสทช.กำหนด ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่านทีวีจากระบบอะนาล็อกไปสู่ดิจิตอล มีความกังวลสำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเนื่องจากอาจจะยังไม่สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนผ่านไปทัน ดังนั้นองค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกรมประชาสัมพันธ์ ก็ต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนผู้รับชม รวมถึงกระบวนการที่กสทช.ดำเนินการในขณะนี้เป็นภาพรวม ต้องค่อย ๆ พัฒนาจึงไม่ถือว่าเป็นการล่าช้าแต่อย่างใด.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีวีดิจิตอลเพิ่มช่องทางดูโทรทัศน์
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ทีวีดิจิตอลเพิ่มช่องทางดูโทรทัศน์
-

ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ : ภัยคุกคามในยุคดิจิตอล
ภัยร้ายบนโลกไซเบอร์นับวันจะมีมากขึ้นทุกทีและมาในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที โดยเฉพาะเมื่อมือถือและโซเชียลมีเดียกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน … ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือการรู้เท่าทันภัยคุกคามเหล่านี้ … จากการเสวนา “เมื่อความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และชื่อเสียงกำลังเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์ ผู้บริหารควรเตรียมตัวอย่างไร” ซึ่งบริษัทเอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ อาทิ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน นายกสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ (TISA) อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ดร.สรณันท์ จิวะสุรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักความมั่นคงปลอดภัย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. อาจารย์นรินทร์ฤทธิ์ เปรมอภิวัฒโนกุลกรรมการสมาคม TISA และอาจารย์ปริญญา หอมเอนก ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล กรรมการและเลขานุการสมาคม TISA ร่วมเสวนา พ.ต.อ.ญาณพล บอกว่า การรู้เท่าทันภัยจากไอทีหรือเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจาก “ภัยไซเบอร์” เข้าถึงผู้ใช้และใกล้ตัวมากขึ้น จากการมีสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตติดตัวตลอดเวลา การหลอกลวงทางไซเบอร์หรือข่าวเท็จ ผ่านสื่อออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊ก ไลน์ หรือทวิตเตอร์ ทำได้ง่ายขึ้น ผ่านรูปแบบและเทคนิคใหม่ ๆ สิ่งสำคัญก็คือทำอย่างไรให้รู้เท่าทันภัยและเทคนิควิธีที่เหล่าอาชญากรใช้ ซึ่งแนวทางที่ดีที่สุด คือ การฝึกอบรมและฝึกฝนให้กับผู้ใช้งานและบุคลากรด้านไอที เพื่อให้สามารถรับมือภัยไซเบอร์ได้ โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักให้กับวัยรุ่นและเยาวชน ซึ่งมีพฤติกรรมเสี่ยง ดร.สรณันท์ บอกว่า จากสถิติต่าง ๆ พบว่า การโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ปี 2556 ประเทศไทยติดอันดับที่สามของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุดด้านไซเบอร์ และติดอันดับที่ 48 จาก 60 ประเทศ ที่มีการประเมินจากการให้ความสำคัญด้านไซเบอร์ริตี้ ขององค์กรในแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นรองมาเลเซีย (อันดับ 9) สิงคโปร์ (อันดับ 13) และอินโดนีเซีย (อันดับ 46) โดยประเทศไทยติดอันดับในกลุ่มต้น ๆ ของผู้ประสบภัยคุกคามไซเบอร์ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ ไทยเซิร์ท หรือศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หน่วยงานภายใต้ สพธอ. ได้มีการปรับบทบาทจากเดิมที่เคยรับการแจ้งเหตุมาเป็นการมอนิเตอร์และแจ้งเตือน โดยปัจจุบันได้มอนิเตอร์ 200 เว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากการจัดอันดับของทรูฮิต ด้านอาจารย์นรินทร์ฤทธิ์ บอกว่า ความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศและภัยไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่ถูกบีบบังคับที่ต้อง ทำเพราะกฎระเบียบ หรือทำเพราะแก้ไขสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ การพิจารณาเลือกเทคโนโลยีและเครื่องมือเทคนิคที่เหมาะสมต่อองค์กร เป็นเรื่องสำคัญในการจัดการภัยคุกคามไซเบอร์ ทั้งการใช้เป็นมาตรการควบคุม ป้องกัน ตรวจจับ แก้ปัญหา หรือเพื่อสร้างแผนรองรับ ส่วน อาจารย์ปริญญา สรุปว่า ภัยคุกคาม ปัญหา ผลกระทบ และความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีแต่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ กลุ่มพลังงาน กลุ่มสถาบันการเงิน ฯลฯ เนื่องจากมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง แนวคิดเดิมที่มุ่งเน้นการป้องกัน อาจไม่เพียงพอในยุคดิจิตอล (S-M-C-I) ที่มีการใช้สื่อออนไลน์ (Social) อุปกรณ์สมาร์ทโมบายดีไวซ์ (Mobile) การใช้งานระบบคลาวด์ (Cloud) การใช้งานและปกป้องข้อมูลสำคัญ (Information) โดยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังและตรวจจับ และการตอบโต้ตอบสนองได้ทันท่วงที ซึ่งเป็นมุมมองที่ใช้ได้ทั้งระดับบุคคล ระดับองค์กร และระดับชาติ สำหรับมาตรการควบคุมและจัดการ 3 ด้าน คือ ด้านกระบวนการ ด้านคน ด้านเทคโนโลยี ที่ต้องดำเนินการขนานกันไปอย่างเหมาะสม โดยประยุกต์ตามบริบทของแต่ละองค์กร ดังนั้นปัจจุบันจึงไม่ควรถามว่า “Are we secure?” แต่ต้องถามว่า “Are we ready?” พร้อมรึยัง? ที่จะรับมือและตอบสนองต่อภัยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมากกว่า.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ : ภัยคุกคามในยุคดิจิตอล -

การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี : ภารกิจเร่งด่วนของคสช. – พลังงานรอบทิศ
ระยะนี้มีนักข่าวถามผมมากว่า ถ้าให้เลือกได้หนึ่งข้อ อยากให้คสช.ทำอะไรมากที่สุดในเรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เรื่องนี้ผมตอบได้ทันทีเลยว่าอยากให้คสช.ทำเรื่องปรับโครงสร้างราคาก๊าซแอลพีจีก่อนเพื่อนเลย เหตุผลก็คือ เรื่องโครงสร้างราคาแอลพีจีนั้น มันบิดเบือนกันมาเป็นเวลานานมากแล้ว และรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาแทนที่จะไปแก้กันที่ต้นตอ กลับไปผูกเงื่อนซ่อนปม ทำให้การแก้ปัญหามันยากขึ้นเรื่อย ๆ จนบานปลายกลายเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากมากในทุกวันนี้ ที่แก้ได้ยาก เพราะวันนี้เกิดสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไม่พอใช้ และเกิดการแย่งชิงการใช้ทรัพยากรปิโตรเลียม (ก๊าซแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซ ซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย) ขึ้น ว่าใครจะเป็นผู้มีสิทธิได้ใช้ก่อนกัน ระหว่างประชาชนกับธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ภาคประชาชนก็บอกว่าต้องให้ประชาชนได้ใช้ก่อน เพราะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน ต้องให้คนไทยได้มีสิทธิเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติของประเทศในราคาถูกหรือราคาที่เป็นธรรม ในขณะที่ภาครัฐและผู้ประกอบการก็มองในแง่ของการบริหารทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด มีแต่จะหมดไป และจะหามาทดแทนได้ยากว่าจะต้องใช้ให้คุ้มค่า ให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยมองว่าการนำก๊าซแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซไปใช้เป็นวัตถุดิบป้อนอุตสาห กรรมปิโตรเคมีนั้น จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้นับเป็นสิบเท่า ก่อให้เกิดการผลิตและอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย เกิดการจ้างงาน สามารถส่งออกสินค้าทำรายได้ให้กับประเทศ รัฐบาลเก็บภาษีได้มากมาย มูลค่าของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งระบบมากกว่า 5 แสนล้านบาท เป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่คุ้มค่า ดีกว่าเอาไปเผาทำเป็นเชื้อเพลิงหลายเท่านัก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความคิดฝ่ายใดจะถูกหรือจะผิด เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทรัพยากร ธรรมชาตินั้นมันมีค่าในตัวของมันเอง ถึงแม้มันจะเป็นของที่อยู่ในแผ่นดินหรือใต้ผืนทะเลของเราก็ตาม มันก็ไม่ใช่ของที่เราได้มาฟรี ๆ หรือจะเอามาถลุงเล่นให้มันหมดไปในยุคของเรา โดยตั้งราคาถูก ๆ เพื่อให้ใช้กันอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพและการประหยัด ดังนั้นการตั้งราคาอย่างเหมาะสมตามต้นทุนที่แท้จริงและไม่มีการอุดหนุนราคาให้ต่ำจนเกินไป จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ทั้งในภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี กล่าวคือ ภาคประชาชน (ครัวเรือนและขนส่ง) ก็ต้องซื้อในราคาต้นทุนที่แท้จริงของโรงแยกก๊าซบวกกำไรที่เหมาะสม โดยไม่มีการอุดหนุนราคาจากกองทุนน้ำมันฯ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ต้องซื้อในราคาที่ยุติธรรมเช่นเดียวกัน โดยไม่เอาเปรียบภาคประชาชน เพราะถ้ายืนยันว่าสามารถนำก๊าซไปเพิ่มมูลค่าได้มากมาย ก็ควรต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าที่ภาคประชาชนซื้อ ส่วนการโต้เถียงว่าใครควรได้ใช้ก่อนใช้หลังนั้น ผมคิดว่าเราต่างเป็นคนไทยเหมือนกัน มีส่วนเป็นเจ้าของในทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเหมือนกัน ดังนั้นไม่ควรมีใครมีสิทธิในการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติของประเทศแต่เพียงผู้เดียว แต่ควรมาแบ่งสันปันส่วนกันใช้เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันจะดีกว่า ถ้าคิดได้อย่างนี้ ปัญหาข้อขัดแย้งในเรื่องนี้ก็จะลดลงครับ !!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี : ภารกิจเร่งด่วนของคสช. – พลังงานรอบทิศ