เดือน: มิถุนายน 2014

  • ‘สมชัย’ซีอีโอคนใหม่เอไอเอส

    ‘สมชัย’ซีอีโอคนใหม่เอไอเอส

     คณะกรรมการบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสจำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้มีมติแต่งตั้ง        นายสมชัย  เลิศสุทธิวงค์  ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2557เป็นต้นไปแทนนายวิเชียร  เมฆตระการ ที่ขอเกษียณอายุก่อนกำหนด(Earlyretire)  ทั้งนี้นายวิเชียร จะยังคงดำรงตำแหน่งในฐานะกรรมการบริษัทต่อไป           นายสมชัยเลิศสุทธิวงค์ ปัจจุบัน อายุ 51 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท  สาขาการตลาด (MBA) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด (Chief Marketing Officer) ปี 2555 – ปัจจุบัน  นายสมชัย เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารงานด้านโทรคมนาคมที่สั่งสมมานานทั้งด้านการขาย การตลาดธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการดูแลสายงานธุรกิจสัมพันธ์ซึ่งถือ เป็นหัวใจสำคัญในการของดูแลลูกค้า ผู้ใช้บริการซึ่งตลอดระยะเวลาในการทำงานร่วมกับบริษัทในกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่นกระทั่งก้าวสู่เอไอเอส  รวมเวลากว่า 20 ปีถือเป็นการผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน และนับเป็นผู้บริหารในยุคต้นๆ ของ เอไอเอส ที่ร่วมงานมาจนถึงทุกวันนี้             

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘สมชัย’ซีอีโอคนใหม่เอไอเอส

  • ทีดีอาร์ไอคาด คสช.เข็นโครงการลงทุนคมนาคม

    ทีดีอาร์ไอคาด คสช.เข็นโครงการลงทุนคมนาคม

    นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศไทย วงเงิน 3 ล้านล้านบาท ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามขับเคลื่อนอยู่นั้น มีความเป็นไปได้ว่า ในปี 57 จะมีโครงการที่พร้อมดำเนินการ และพร้อมอนุมัติน้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท เพราะรายละเอียดของแต่ละโครงการยังไม่ชัดเจน ส่วนการจัดสรรแหล่งเงินเชื่อว่า ในที่สุด คสช.จะสามารถหาเงินมาได้ แต่เมื่อใช้เงินในโครงการเสร็จแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ จะใช้เงินคืนอย่างไร ทั้งนี้หากเปรียบเทียบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลที่แล้วกับโครงการ 3 ล้านล้านบาท ของคสช. เห็นว่า ในโครงการ 2 ล้านล้านบาท มียุทธศาสตร์ชัดเจน โดยเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางเป็นหลัก และใช้เงินกู้ ส่วนโครงการ 3 ล้านล้านบาท เป็นการขยายขอบข่ายการลงทุนออกไปจากเ้ดิมมาก และเน้นภาพรวมระบบคมนาคมขนส่งของประเทศทั้งหมด แต่ยังคงเน้นระบบรางอยู่ 70-80% จากโครงการ 2 ล้านล้านบาท ส่วนแหล่งเงินลงทุนอยู่ระหว่างการพิจารณา

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีดีอาร์ไอคาด คสช.เข็นโครงการลงทุนคมนาคม

  • ฐานะการคลังเข้มแข็ง

    ฐานะการคลังเข้มแข็ง

    นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมฯได้เร่งรัดการจัดทำงบการเงินแผ่นดินในปีงบประมาณ 56 ซึ่งมีฐานะการคลังที่เข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีเงินสดหมุนเวียนหรือเงินคงคลังมากกว่า 600,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน สะท้อนถึงสภาพคล่องของประเทศที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสินทรัพย์ทั้งหมดของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 7% ที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราชพัสดุกว่า 59% และเงินลงทุนในรัฐวิสาหกิจ 28% ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต นอกจากนี้ งบการเงินแผ่นดินแสดงให้เห็นถึงรายจ่ายภาครัฐที่ใช้ในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจมีมากถึง 2.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน และรายจ่ายดังกล่าวจะมีผลต่อการสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้การเก็บรายได้ภาครัฐมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 10.27% แสดงให้เห็นถึงเศรษฐกิจของประเทศในปีงบประมาณ 56 ได้ขยายตัว ส่งผลให้เสถียรภาพทางการคลังเข้มเข็งขึ้น ในด้านหนี้สินรัฐบาลมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ 7% แล้ว อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ดีขึ้น “รัฐบาลมีเงินคงคลังมากกว่า 600,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นสภาพคล่องของประเทศที่มีมากขึ้น ประกอบกับ งบการเงินแผ่นดินแสดงให้เห็นถึงรายจ่ายภาครัฐที่ใช้ในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจมีมากถึง 2.4 ล้านล้าน และรายจ่ายดังกล่าวจะมีผลต่อการสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้การเก็บรายได้ภาครัฐมีสัดส่วนที่สูงขึ้น สะท้อนถึงเศรษฐกิจของประเทศในปีงบประมาณ 56” อย่างไรก็ตาม กรมบัญชีกลางได้มีนโยบายเร่งรัดการจัดทำงบการเงินแผ่นดินให้รวดเร็วและเป็นปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งเดิมการจัดทำงบการเงินแผ่นดินยังมีความล่าช้าและไม่สามารถปิดบัญชีได้ทันปีต่อปี โดยปีงบประมาณ 56 สามารถปิดบัญชีและจัดทำงบการเงินแผ่นดินของปีงบประมาณ 52 และ 53 ส่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และในปีงบประมาณ 57 สามารถปิดบัญชีและจัดทำงบการเงินแผ่นดินของปีงบประมาณ 54, 55 และ56 ส่ง สตง. ได้ทันต่อเวลา ทั้งนี้ งบการเงินของแผ่นดินจะแสดงข้อมูลฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบปีที่ผ่านมา การมีงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจที่เป็นปัจจุบัน จะแสดงความโปร่งใสทางการคลัง และเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เนื่องจากข้อมูลงบการเงินแผ่นดินจะเป็นข้อมูลให้องค์กรระหว่างประเทศในการจัดลำดับความเชื่อมั่นในความรับผิดชอบทางการเงินของประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ให้กู้ ส่งผลให้รัฐบาลมีศักยภาพในการระดมทุนได้มากขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฐานะการคลังเข้มแข็ง