นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า สำหรับการจัดตั้งกรรมการเพื่อเข้าไปตรวจสอบราคาขายล็อตเตอรี่ ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้ไปดูรายละเอียดทั้งระบบ ว่ามีผลประโยชน์อยู่ที่ใดและจะยกเลิกอะไรได้บ้าง เพื่อทำให้ราคาอยู่ที่ใบละ 40 บาท หรือคู่ละ 80 บาทนั้น ส่วนตัวมองว่า สิ่งที่ คสช.ดำเนินการอยู่คือการใช้กำลังกดดันให้ผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับโควตาขายล็อตเตอรี่ในราคาที่ขาดทุน เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้แทนจำหน่ายได้จ่ายเงินให้ฝ่ายการเมืองไปแล้ว ทำให้ต้นทุนที่ได้รับจากล็อตเตอรี่ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าคู่ละ 80 บาท จึงไม่ได้ตามที่สำนักงานสลากฯกำหนดไว้ ทั้งนี้ เชื่อว่าระยะสั้นอาจจะทำได้ในการควบคุมราคา หากผู้แทนจำหน่ายยอมรับภาระการขาดทุนไปก่อน แต่ในระยะยาว หากยังไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเพิ่มเติม เช่น การจำหน่ายเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ด้วยเครื่องอัตโนมัติ (หวยตู้) เพื่อให้เข้ามาแก้ไขระบบและลดทอนราคาล็อตเตอรี่ ก็ส่งผลให้ราคาล็อตเตอรี่ยังคงเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์เดียวที่เป็นสินค้าผูกขายกับตลาด รวมทั้ง ภายใน 1-2 ปีนี้ หาก คสช.หมดอำนาจลง นักการเมืองก็จะเข้ามาหาผลประโยชน์จากสำนักงานสลากฯเช่มเดิม รายงานข่าวจากผู้ค้าส่งสลากฯ กล่าวว่า การที่ คสช.จะเข้ามาควบคุมราคาคงทำได้ยากและไม่สามารถทำได้ เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เนื่องจากปัจจุบันราคาล็อตเตอรี่ที่ปรับสูงขึ้นส่วนใหญ่มาจากผู้ค้าแบบเดินหรือจักรยานที่รับล็อตเตอรี่ต่อจากผู้ค้าตามแผงขายทั่วไป ส่งผลให้มีการบวกเพิ่มกำไรกลายเป็นทอดๆ แต่หาก คสช.จะให้ขายในราคาคู่ละ 80 บาทนั้น จะต้องยกเลิกโควตาที่มีอยู่ทั้งหมด และให้ประชาชนทั่วไปที่ต้องการขายล็อตเตอรี่เข้าไปรับจากสำนักงานสลากฯ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จำหน่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระจายและเป็นเกณฑ์ซื้อขายแบบเดียวกัน “ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน เนื่องจากการนำล็อตเตอรี่ไปขายกันเป็นทอด ๆ ซึ่งสร้างภาระให้กับผู้บริโภค และมีเพียงผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับโควตาเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์และกำไร หาก คสช.จะกำหนดให้ปลายทางปรับลดราคาลงมา คงไม่มีใครยอมทำตาม เพราะเป็นการสร้างภาระและการขายทุนให้กับผู้ค้าแบบเดินหรือจักรยานทุกราย” ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้สั่งการในที่ประชุม คสช. เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ให้จัดตั้งกรรมการเพื่อเข้าไปตรวจสอบราคาขายล็อตเตอรี่ โดยให้ไปดูรายละเอียดทั้งระบบ ว่ามีผลประโยชน์อยู่ที่ใดและจะยกเลิกอะไรได้บ้าง เพื่อทำให้ราคาอยู่ที่ใบละ 40 บาท หรือคู่ละ 80 บาท ซึ่งกำหนดให้ได้คำตอบโดยเร็วที่สุด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ควบคุมราคาล็อตเตอรี่ 80 บาท ระยะสั้นทำได้
เดือน: มิถุนายน 2014
-

ควบคุมราคาล็อตเตอรี่ 80 บาท ระยะสั้นทำได้
-

กสทช.ชี้แจงเอกสารแจกคูปองดิจิตอลต่อ คตร.แล้ว
วันนี้ (18 มิ.ย.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้ส่งเอกสารชี้แจงรายละเอียดโครงการแจกคูปองเงินสดส่วนลดสำหรับแลกซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณทีวีดิจิตอล ตั้งแต่หลักการแจกคูปอง ราคามูลค่าคูปอง มติที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) มติคณะกรรมการกองทุนวิจยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธาณะ(กทปส.) รวมถึงการร้องเรียนจากองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองภาคประชาชนเรื่องมูลค่าคูปองสูงเกินไปหรือแม้กระทั่งการคัดค้านการแจกคูปองให้แก่ทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี ต่างๆ ให้กับคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ(คตร.)ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณา ตรวจสอบ โดยขอยืนยันว่าทาง คสช.ไม่ได้สั่งระงับแต่เป็นการให้ชะลอไว้ชั่วคราว เพื่อความโปร่งใสและเป็นประโยชน์มากที่สุดส่วนโครงการที่เหลือที่ขอให้ชะลอได้แก่ การประมูล 4 จี คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิร์ตซ ซึ่งกำหนดจัดการประมูลในเดือน ส.ค.นี้และคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิร์ตซ กำหนดจัดการประมูลเดือน พ.ย. นี้ และโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (ยูโซ่) อาทิ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โทรศัพท์พื้นฐาน กสทช.กำลังอยู่ระหว่างการนัดเพื่อเข้าชี้แจงรายละเอียดอีกครั้งนายฐากร กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้เข้าชี้แจงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ที่เสนอให้สำนักงาน กสทช. นำเงินรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล จำนวน50,862ล้านบาท นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินนั้น ยืนยันว่าไม่ขัดข้องใดๆ แต่ขอให้ดำเนินการเงื่อนไขผูกพันธ์ที่ต้องนำเงินที่มาจากรายได้การประมูลทีวีดิจิตอลนำไปสนับสนุนการแจกคูปองส่วนลดเงินสดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลตามที่ กสทช.ได้เคยประกาศไปสู่สาธารณชน.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.ชี้แจงเอกสารแจกคูปองดิจิตอลต่อ คตร.แล้ว -

กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 2%
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง.มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ต่อปี เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ และเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันที่ประชุมได้ปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลงเหลือ 1.5% จากเดิมที่ 2.7% ทั้งนี้ตัวเลขการขยายตัวดังกล่าวได้มีการปรับขึ้นจากการประชุมเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ที่ประเมินไว้ว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่า 1% เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูงส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะฟื้นตัวได้เร็ว โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.4-3.5% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐและเอกชนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้ย หลังสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจน แต่ทั้งนี้ยังมีความเสี่ยงจากการส่งออกสินค้า และการท่องเที่ยวที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนกนง.จะมีการปรับประมาณการตัวเลขการส่งออกในปีนี้ลงหรือไม่ คงต้องติดตามกาประกาศตัวเลขในวันที่ 27 มิ.ย. นี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 2%