เดือน: กรกฎาคม 2014

  • ราคาทอง1ก.ค.57 ปรับครั้งที่2 รูปพรรณขาย20,750บาท

    ราคาทอง1ก.ค.57 ปรับครั้งที่2 รูปพรรณขาย20,750บาท

    วันที่ 1 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10:37 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 2 โดยลดลงจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,750 บาท รับซื้อ 19,950.56 บาท ทองแท่งขายบาทละ 20,350 บาท รับซื้อ 20,250 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 2 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,750 บาท รับซื้อ 19,950.56 บาท ทองแท่งขาย 20,350 บาท รับซื้อ 20,250 บาท เวลา 10:37 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 200 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,800 บาท รับซื้อ 20,011.20 บาท ทองแท่งขาย 20,400 บาท รับซื้อ 20,300 บาท เวลา 09:25 น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง1ก.ค.57 ปรับครั้งที่2 รูปพรรณขาย20,750บาท

  • กรมศุลฯติดป้ายลงดาบของฝากซื้อ สินค้าหิ้วจากตปท.ต้องเสียภาษี

    กรมศุลฯติดป้ายลงดาบของฝากซื้อ สินค้าหิ้วจากตปท.ต้องเสียภาษี

    วันที่ 1 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเอาช็อคไปทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งป้ายประกาศแจ้งผู้โดยสาร และลูกเรือที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยว่า บุคคลสามารถนำของใช้ส่วนตัว (Personal Effect) เข้าประเทศได้ไม่เกินครั้งละ10,000 บาท โดยต้องไม่มีลักษณะทางการค้า เสบียง อาหาร อาหารเสริม เครื่องสำอาง ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี, บุหรี่/ยาสูบ/สุรา/ไวน์ นำเข้าได้ในจำนวนจำกัด ของฝากญาติ ของบริจาค ของสะสม ของมือสอง ของฝากเจ้านาย ไม่ถือว่าเป็นของใช้ส่วนตัว กระเป๋า-นาฬิกาแบรนด์เนมราคาเกิน 10,000 บาท ต้องชำระภาษีทั้งนี้คาดว่าน่าจะเป็นการป้องกันและปราบปรามกลุ่มแม่ค้า พ่อค้าพรีออร์เดอร์ทั้งหลายที่ทำธุรกิจหิ้วสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายโดยวิธีการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งความผิดทางศุลกากรกำหนดไว้ชัดเจนตามประกาศกรมศุลกากรว่า “ห้ามบุคคลนำของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีอากรหรือของที่ควบคุมการนำเข้า หรือของที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง เข้ามาในประเทศไทยโดยของที่ลักลอบหนีศุลกากร อาจเป็นของที่ต้องเสียภาษีหรือไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ หรืออาจเป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดหรือไม่ก็ได้ หากไม่นำมาผ่านพิธีการศุลกากร ก็มีความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร ทั้งนี้ กฎหมายศุลกากรได้กำหนดโทษผู้กระทำผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ไว้สูงสุดคือ ให้ริบของที่ลักลอบหนีศุลกากรและปรับเป็นเงิน 4 เท่าของของราคารวมค่าภาษีอากร หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำและปรับ”ทั้งนี้มาตรการที่เกิดขึ้นทำเอาพ่อค้า แม่ค้า นักช็อป นักเที่ยวคงจะแห้งเหี่ยว เพราะนอกจากตัวเองจะช็อปไม่กระจายกระเป๋าไม่ฉีกสมใจ แล้วยังหิ้วของเข้ามาหารายได้เพิ่มไม่ได้ด้วย.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรมศุลฯติดป้ายลงดาบของฝากซื้อ สินค้าหิ้วจากตปท.ต้องเสียภาษี

  • สคบ.ชงตั้งศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติ

    สคบ.ชงตั้งศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติ

    นายพิฆเนศ ต๊ะปวง ผู้อำนวยการสำนักแผนและการพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่มีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิง หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน วันที่ 1 ก.ค.นี้ ฝ่ายบริหารสคบ.จะเสนอให้จัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติ เพื่อรับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภคแบบเบ็ดเสร็จ โดยรวมงานของด้านการคุ้มครองของทุกกระทรวงเข้ามาดูแลผู้บริโภคอย่างเร่งด่วน ขณะเดียวกันยังเสนอตั้งกองทุนเยียวยาผู้บริโภคมาช่วยเหลือดูแลค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคในกรณีที่ฟ้องร้องค่าเสียหาย แต่การพิจารณาคดียังไม่สิ้นสุดด้วย “กองทุนเยียวยาผู้บริโภคที่จะตั้งขึ้นนี้อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติ โดยกองทุนนี้จะเสนอของบก้อนแรกมาใช้ตั้งต้นก่อน 20 ล้านบาท จากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งหน้าที่ของกองทุนจะช่วยดูแลผู้บริโภคในระหว่างที่รอการพิจารณาคดี เช่น ได้รับความเสียหายจากห้องพัก หรือภัยพิบัติ และผู้บริโภคได้เรียกค่าเสียหายจากผู้ประกอบการ แต่ยังไม่ได้รับเงิน ในระหว่างนี้ก็ได้รับเงินเยียวยาจากกองทุนไปก่อน เพื่อเป็นการดูแลความเป็นอยู่ในเบื้องต้น หรือกรณีต้องหาที่อยู่ใหม่ กองทุนนี้จะช่วยเหลือจัดหาที่อยู่อาศัยชั่วคราวให้” สำหรับศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาตินั้น สคบ.จะเสนอให้หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ เป็นประธาน และมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ โดยหากผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมแล้ว จะเร่งเสนอให้คสช.พิจารณาเห็นชอบ เพื่อให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายทันที เบื้องต้นขั้นตอนทั้งหมดอาจจะทำได้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วภายในเดือนก.ค.นี้ จากนั้นเมื่อมีศูนย์เกิดขึ้น เชื่อว่า จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ ทั้งนี้ยังเสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบแผนแผนแม่บทการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเดิมยังค้างอยู่ในขั้นตอนการขอพิจารณาเห็นชอบจากครม. โดยแผนดังกล่าวจะประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ ยุทธศาสตร์แรกเป็นการพัฒนากลไกนโยบาย มาตรการและกฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองผู้บริโภคยุทธศาสตร์ 2 เป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวังป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภค ยุทธศาสตร์3การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและการสื่อสารสาธารณะ ยุทธศาสตร์ 4 การสร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์ 5 การส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม ในแผนแม่บทดังกล่าวจะมีงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้บริโภคอย่างทั่วถึงโดยนอกจากการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติ และกองทุนเยียวยาแล้ว ยังมีศูนย์ปฏิบัติการละเมิดสิทธิผู้บริโภคทุกรูปแบบสร้างระบบเตือนภัยให้รู้เท่าทันการถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ มีคณะกรรมการตรวจสอบติดตามและเฝ้าระวังธุรกิจที่เอาเปรียบผู้บริโภค

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.ชงตั้งศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติ