นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ได้ปรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานของอาเซียน ตามข้อตกลงกับประเทศสมาชิกในอาเซียนทั้ง19 รายการแล้ว 17 รายการ เหลืออีก 2 รายการ คือ ยางล้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และยางล้อรถบรรทุก ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์ไทย และนักวิชาการ โดยมั่นใจว่า อีก 2 รายการ จะดำเนินการแล้วเสร็จก่อนเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในสิ้นปี 58 แน่นอน ซึ่งหากปรับทุกรายการได้มาตรฐานอาเซียน จะช่วยให้การผลักดันการส่งออกระหว่างประเทศสมาชิกได้สะดวกขึ้น เพราะเป็นมาตรฐานเดียวกัน แหล่งข่าวจาก สมอ. กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายอาเซียนด้านมาตรฐานยางและผลิตภัณฑ์ยาง ความคืบหน้าการทำงานด้านด้านผลิตภัณฑ์ยาง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ชาติสมาชิกผลักดันมาตรฐานร่วมกัน ซึ่งในส่วนของไทยได้เสนอผลักดันให้มาตรฐาน หรือ มอก. ผลิตภัณฑ์ยาง 10 มาตรฐานของไทยให้เป็นมาตรฐานอาเซียน เช่น ถุงมือยาง แผ่นยางปูพื้น แผ่นยางรองพื้น ยางล้อตัน ยางถอนขนไก่ ขณะที่ประเทศอื่นๆ แม้มีหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตยางพารา แต่พบว่า มีเพียงมาเลเซียเท่านั้น ที่เสนอมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มาจากยางพาราเป็นจำนวนมากเหมือนไทย แต่เนื่องจากมาตรฐานที่เสนอนั้น เป็นสินค้าคนละกลุ่มกับของไทย จึงเชื่อว่า 10 มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ยางที่ไทยเสนอไปนั้น จะได้รับการยอมการเป็นมาตรฐานของภูมิภาค อย่างไรก็ตามคาดว่า การยอมรับมาตรฐานทั้งหมดจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่หากทำได้ในระยะยาวจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย ที่เมื่อผลิตสินค้าแล้วก็สามารถส่งออกไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้สะดวกขึ้น เพราะเมื่อผลิตได้ตามมาตรฐานสินค้าของไทยแล้ว เท่ากับได้มาตรฐานภูมิภาค โดยไม่ต้องตรวจสอบมาตรฐานซ้ำอีกเมื่อส่งสินค้าออกไปขายในอาเซียน “ประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีการผลิตยางพาราในประเทศมากคือไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แต่ที่ผลักดันมาตรฐานในประเทศให้เป็นมาตรอาเซียน คือ ไทย กับมาเลเซีย และมาตรฐานที่ทั้ง 2 ประเทศเสนอส่วนใหญ่ไม่ได้ทับซ้อนกัน และของไทยเองก็เป็นมาตรฐานที่เป็นสากลอยู่แล้วไม่น่าจะมีปัญหาที่สมาชิกจะไม่ยอมรับ แต่ตอนนี้ผู้แทนที่เข้ามาหารือก็อยู่ระหว่างกลับไปหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเทศ และจะกลับมาหารือกันอีกครั้งในเดือนก.ย. นี้” นายเจน นำชัยศิริ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการส่งออกในแต่ละปีค่อนข้างสูง และไทยเป็นประเทศที่ส่งออกยางธรรมชาติมากที่สุดในโลก โดยถ้าผู้ประกอบการสามารถพัฒนาการผลิตสินค้าได้ตามข้อกำหนดที่มีมาตรฐาน มอก. ของประเทศหรือมาตรฐานสากล ระหว่างจะสามารถเพิ่มมูลค่าส่งออกได้อีกมาก ทั้งนี้ส.อ.ท.มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์ยางทุกประเภทปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 700,000 ล้านบาทต่อปี และส.อ.ท. ได้เพิ่มเป้าหมายการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางทุกประเภทที่ 1 ล้านล้านบาทในปี 63 เนื่องจากได้พัฒนาทั้งคลัสเตอร์ยาง โดยตลาดที่มีศักยภาพที่ไทยจะส่งออก คือ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงตลาดอาเซียนบวก 6 ประกอบด้วย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และนิวซีแลนด์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมอ.ปรับมาตรฐานยานยนต์ไทย
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

สมอ.ปรับมาตรฐานยานยนต์ไทย
-

10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองปี 2557
ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สำหรับการนำเสนอ “10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจ” ในงาน “นาสด้า อินเวสเตอร์เดย์” ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งปีนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ นำมาจัดร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ และเครือข่ายพันธมิตร ในงาน “IP INNOVATION AND TECHNOLOGY EXPO 2014” หรือไอพีไอเท็กซ์ 2014 งานแรกของไทยที่บูรณาการรวมสุดยอดนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยจากหน่วยงานต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน “ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล” ผู้อำนวยการ สวทช. บอกถึงการนำเสนอ 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองว่า หลายเทคโนโลยีที่เคยกล่าวไว้ในปีก่อน ๆ วันนี้หลายอย่างเริ่มเห็นว่าเป็นจริงได้เร็วกว่าที่คิด อย่างเช่น ทีดีพรินเตอร์หรือเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ขณะนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย มีทั้งเครื่องขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่พิมพ์ออกมาสร้างเป็นบ้านได้เป็นหลัง ๆ หรือแม้กระทั่งการพิมพ์อวัยวะด้วยหมึกที่ทำจากเซลล์และของเหลวที่อยู่กับเซลล์ได้ ก็ยังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา ขณะเดียวกันรากฐานของวิทยาการหลัก ๆ ที่เราถือว่ามั่นคงแล้ว มีหลายเรื่องที่ทำให้เกิดการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ที่น่าทึ่งได้ อย่างเช่น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่เก่งขึ้นสองเท่าทุกสองปี ฮาร์ดดิสก์ที่ทุกสิบปีจะมีความจุเพิ่มขึ้นกว่า 200 เท่าตัว การคำนวณที่เร็วขึ้นมหาศาล อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น รวมถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ดีขึ้น สำหรับ 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจในปีนี้ ดร.ทวีศักดิ์ บอกว่า ลำดับที่ 1 คือเทคโนโลยี อาร์เอ็นเอไอ เธอราปี หรือการแทรกแซงด้วยอาร์เอ็นเอ ซึ่งวิธีการใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์กำลังวิจัยกันอยู่ เพื่อให้สามารถเข้าไปขัดขวางการทำงานของเซลล์เป้าหมาย เช่น เซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตไม่ได้ แบ่งตัวก็ไม่ได้ และตายไปในที่สุด โดยไม่กระทบกระเทือนกับเซลล์ปกติที่อยู่รอบ ๆ ขณะนี้มีการทดสอบยาแบบอาร์เอ็นเอไอ ระดับคลินิกในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับแล้ว และในระดับห้องปฏิบัติการก็ยังมีผู้ทดสอบในอีกหลายโรค ส่วนลำดับที่ 2 คือ เทคโนโลยีดีเอ็นเอ โรบอท หรือดีเอ็นเอที่ออกแบบพิเศษ สามารถประกอบร่างตัวเองจนได้รูปร่างและโครงสร้างพิเศษ ซึ่งมีประโยชน์ในการใช้เป็นพาหะหรือตัวกลาง เพื่อนำยาหรือสารบางอย่างไปที่เซลล์เป้าหมายได้ ปัจจุบันในต่างประเทศอยู่ระหว่างพัฒนา ดีเอ็นเอ โรบอท ในรูปแบบต่าง ๆ ลำดับที่ 3 คือ ซินทีติก ไบโอโลจี เป็นศาสตร์ใหม่ที่ผสานวิทยาศาสตร์เข้ากับวิศวกรรม เน้นการออกแบบและสร้างสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีในธรรมชาติ ส่วนใหญ่ที่ผ่านมาจะสร้างเป็นจุลินทรีย์ ที่มีคุณสมบัติผลิตสารสำคัญที่มูลค่าสูงจนคุ้มค่ากับการลงทุน ลำดับที่ 4 คือ สมาร์ท พอลิเมอร์ หรือพอลิเมอร์ที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ภายนอกได้ อาทิ แสง ความร้อน สารเคมี หรือสนามแม่เหล็ก โดยการตอบสนองนั้น ๆ ทำให้พอลิเมอร์มีการเปลี่ยนแปลง เช่น รูปร่าง อุณหภูมิ หรือสี คุณสมบัติแบบนี้ในระดับสุดยอด ก็คงไม่ต่างจากในภาพยนตร์ที่แม้หุ่นยนต์โดนยิง ก็ยังซ่อมแซมตัวเองได้ ลำดับที่ 5 คือ ไลต์เวต คอมโพไซต์ หรือ คอมโพสิตน้ำหนักเบา แต่แข็งแรงเท่ากับเหล็ก มีความสำคัญมากกับอุตสาหกรรมยานยนต์และภาคการขนส่ง ช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนลำดับที่ 6 คือ ซี วอเตอร์ ไมน์นิ่ง เป็นการสกัดแร่ธาตุและโลหะหายากที่มีค่าออกมาจากน้ำทะเล ไม่ว่าจะเป็น ลิเทียม แบเรียม โมลิบดีนัม นิเกิล และแร่ยูเรเนียม ซึ่งเป็นแร่มูลค่าสูงที่ต้องการในตลาด ลำดับที่ 7 คือ โอแอลอีดี หรือไดโอดเปล่งแสงจากสารอินทรีย์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานแสง โดยนำไปใช้งานได้ในสองรูปแบบใหญ่ ๆ คือ ใช้เป็นจอแสดงผล และใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสง ลำดับที่ 8 คือ เทคโนโลยีแอลอีดี ซึ่งจะมาแทนฟลูออเรสเซนต์ได้ เนื่องจากประหยัดพลังงานมากกว่า และมีแนวโน้มที่จะสะท้อนสีจริงของวัตถุตามธรรมชาติดีขึ้น เรื่อย ๆ ลำดับที่ 9 คือ ค็อกนิทีฟ คอมพิวติ้งคอมพิวเตอร์ที่เข้าใจ และเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ ตลอดจนคิดและตัดสินใจได้เอง โดยอาศัยวิธีการเรียนรู้แบบเดียวกับสมองมนุษย์ และลำดับที่ 10 คือ บิ๊กดาต้า อนาลิติก แพลตฟอร์ม ปัจจุบันมี บิ๊กดาต้า หรือข้อมูลขนาดใหญ่มาก ๆ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในหลายวงการทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลการตลาดที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย ข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ข้อมูลจราจร และข้อมูลการพยากรณ์อากาศ เทคโนโลยีบิ๊กดาต้า ซึ่งมีการวิเคราะห์ขั้นสูงจะมีประโยชน์ ทั้งด้านการค้า และการวางแผนสำหรับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม การสาธารณสุข หรือแม้แต่ด้านความมั่นคงของประเทศ ปีหน้าเรามาดูกันว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ เทคโนโลยีไหนมาแรง!!!. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองปี 2557 -

กลยุทธ์ใหม่ดีแทคไตรเน็ต
เป็นกลยุทธ์ใหม่ของดีแทคไตรเน็ต หลังจากครบรอบ 1 ปีของ 3 จี 2100 เมกะเฮิรตซ์ ดีแทคได้วางยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นโครงข่ายที่มีคุณภาพสูงสุด นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานปฏิบัติการโครงข่าย บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เล่าให้ฟังว่า โครงการ Make it Possible ซึ่งให้พนักงานดีแทคมุ่งทำทุกสิ่งให้เกิดขึ้นได้ ประกอบด้วย Fast ,Connect ,Care และ Fun ในส่วนของทีมปฏิบัติการโครงข่ายรับผิดชอบในแนวคิด Fast โดยเน้นนำเทคโนโลยีล่าสุดมาสู่โครงการไตรเน็ต และขยายพื้นที่บริการ ล่าสุดเจพี มอร์แกน วิเคราะห์ว่า โครงข่ายดีแทค ไตรเน็ต รับโหลดเพียง 66 เลขหมายต่อ 1 สถานีฐานต่อช่วงคลื่น 5 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้ดีแทคได้เปรียบเพราะมีจำนวนคนต่อเสาน้อยกว่า มีผู้ใช้งานเยอะเหมือนกันแต่ดีแทคคลื่นความถี่กว้างกว่า นายปัญญา กล่าวว่า พนักงานดรีมทีม กว่า 30 คน ได้รวบรวมข้อร้องเรียน วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหา พนักงานทุกคน จะมีส่วนร่วมรายงานปัญหา การใช้งานทั้งการโทรฯ การใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ ผ่านช่องทางพิเศษเฉพาะพนักงานทั้งบนแท็บเล็ตและมือถือ พร้อมบอกพิกัดหรือตำแหน่งที่มีปัญหา ภายในเดือนกันยายนนี้ จะมีเสาสัญญาณใหม่รองรับการใช้งานในพื้นที่ เพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น ยุทธศาสตร์สำคัญ แบ่งเป็น 4 แบบ คือ แบบที่ 1 ปูพรมสัญญาณทุกพื้นที่ใช้งานในกรุงเทพฯและปริมณฑล จะมีสัญญาณใหม่ เพิ่มเสาสัญญาณในพื้นที่หนาแน่นเพื่อปิดช่องโหว่ในพื้นที่เข้าถึงยาก มุมตึก ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า ไมโครเซลล์ แบบที่ 2 โครงข่ายพร้อมต่อเนื่องสำหรับดาต้าที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เน้นใช้งานพื้นที่ใช้งานดาต้าสูง เช่น แหล่งฮิตของการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือของคนกรุงเทพฯ จังหวัดที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือสูงสุด จังหวัดที่มีการเติบโตของสมาร์ทโฟนสูงสุด และช่วงเวลาที่คนใช้งานสูงสุด เป็นต้น แบบที่ 3 เป็นการขยายโครงข่ายสำหรับเมืองที่เติบโต ดีแทคคาดการณ์ล่วงหน้าถึงการเจริญเติบโตของเมืองและการขยายที่พักอาศัยที่สูงในประเทศ เส้นทางคมนาคม รวมถึงการสร้างโครงข่ายสาธารณูปโภครองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เช่น จังหวัดที่มีประชากรหนาแน่น จังหวัดที่มีการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ สุดท้ายแบบที่ 4 โครงข่ายไลฟ์สไตล์เพื่อรองรับการท่องเที่ยว โดยจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ททท.มากขึ้น เพื่อขยายโครงข่ายตามแหล่งการท่องเที่ยว สำหรับดีแทค ไตรเน็ต เป็นการรวม 3 โครงข่าย คือ 850,1800,2100 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้เป็นโครงข่ายที่มีแบนด์วิธที่กว้างที่สุด ซึ่งได้เปลี่ยนโครงข่ายสถานีฐานทุกแห่งจาก 2 จี รองรับ 3 จี 2100 เมกะเฮิรตซ์ ทั่วประเทศแล้ว. ปรารถนา ฉายประเสริฐ prathana.chai@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กลยุทธ์ใหม่ดีแทคไตรเน็ต