รายงานข่าวจากผู้ค้าส่งสลากกินแบ่งรัฐบาล (ล็อตเตอรี่) เปิดเผยว่า บรรยากาศการซื้อขายล็อตเตอรี่ งวดวันที่ 16 ส.ค.นี้ ไม่คึกคักเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับผลกระทบช่วงวันหยุดยาว 4 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนที่ต้องการเสี่ยงโชคไม่ออกมาเลือกซื้อ เพราะส่วนใหญ่จะนำเงินไปใช้ในการท่องเที่ยว ประกอบกับราคาสลากฯที่ปรับราคาสูงขึ้นส่งผลให้ล็อตเตอรี่มีราคาขายปลีกอยู่ที่ใบละ 100-110 บาท ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประชาชนเลือกซื้อล็อตเตอรี่ลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ ราคาเปิดขายล็อตเตอรี่ที่ผ่านมา ได้เปิดราคาอยู่ที่ใบละ 85 บาท และขยับสูงสุดที่ใบละ 93 บาท แม้นโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะประกาศให้สามารถขายในราคาใบละที่ 80-92 บาทได้ แต่ผู้เร่ขายและจักรยานส่วนใหญ่ยังขายสลากฯในราคาใบละ 100-110 บาท ทำให้แผงค้าล็อตเตอรี่ที่มีโควตาก็ปรับราคาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่เห็นว่าหากขายในราคาตามที่ คสช.กำหนดไว้ ผู้เร่ขายและจักรยานก็นำไปขายทำกำไรและเกินราคาอยู่ดี นอกจากนี้ นโยบายของ คสช.ที่ประสานไปที่เจ้าหน้าที่สำนักงานสลากฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผ่อนผันขอให้ระงับการจับกุมหรือใช้มาตรการบังคับทางกฎหมายนั้น โดยจะไม่มีการจับกุมผู้ขายล็อตเตอรี่เกินราคา 80 บาท ทำให้ราคาล็อตเตอรี่ยังขายได้เกินราคาตามปกติ ซึ่งคาดว่าในงวดถัดไป 1 ก.ย.นี้ ผู้ค้าส่วนใหญ่ก็ยังขายเกินราคา โดยคาดว่าราคาเปิดในงวดหน้าจะอยู่ที่ใบละ 90 บาท ส่งผลให้ปลายทางเมื่อถึงมือประชานจะอยู่ที่ใบละ 100-110 บาท สำหรับเลขเด็ดงวดวันที่ 16 ส.ค.นี้ บรรดาเซียนหวยนิยมซื้อกันมาก และขายดีเป็นพิเศษ อยู่ในกลุ่มเลขมงคล ทั้งเลขหลวงปู่เช้า เกจิดังปากน้ำโพ มรณะ 92 ปี 72 พรรษา, อายุพระราชินี 82, ประสูติ 12 ส.ค.2475, องค์ฟ้าชาย 62, 2495, เลขทะเบียนรถเสด็จ 3901 โรงพยาบาลศิริราช 126 ปี, เลขโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า 127 ปี, ดาราตลกโรบินตาย 063 และเลขเบิ้ล 11, 22, 77, 88 โดยมีราคาเฉลี่ยสูงอยู่ที่ใบละ 130-150 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บรรยากาศซื้อขายล็อตเตอรี่เงียบเหงา
เดือน: สิงหาคม 2014
-

บรรยากาศซื้อขายล็อตเตอรี่เงียบเหงา
-

รฟม.เดินหน้าแผนพัฒนาที่ดินช่วยคนจน
นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้าให้เป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยว่า ขณะนี้ โครงการฯยังเดินหน้าต่อและอยู่ระหว่างที่การเคหะแห่งชาติ กำลังออกแบบก่อสร้างเพื่อรอขออนุมัติโครงการจาก ครม. โดยมีแผนพัฒนาที่ดิน 4 แปลง ใน 5 เส้นทางรถไฟฟ้า ได้แก่ พื้นที่ อ.บางปิ้ง อยู่เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ จ.สมุทรปราการ 18 ไร่ พื้นที่ศูนย์บางไผ่ ของรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่ โดยเน้นเป็นอาคารสำนักงาน พื้นที่ย่านห้วงขวาง ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน และรถไฟฟ้าสายสีส้ม ตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี พื้นที่ขนาด 1,000 ไร่ และบริเวณพื้นที่แถบมีนบุรี ใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ทั้งนี้คาดว่าบริเวณพื้นที่บางปิ้ง จ.สมุทรปราการ ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จะเริ่มก่อนเป็นแห่งแรก โดยมีการทยอยก่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัยทั้งหมด 5 อาคาร พร้อมอาคารออฟฟิศสำนักงาน ซึ่งใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท สำหรับก่อสร้างเป็นที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อยได้เช่าระยะยาว โดยคาดจะเปิดโครงการได้พร้อมกับรถไฟฟ้าในปลายปี 60 โดยทั้งโครงการจะมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 2 หมื่นคน ซึ่งจะเป็นผลดีช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้คึกคักขึ้นด้วย “โครงการพัฒนาพื้นที่แนวรถไฟฟ้าให้เป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย เป็นโครงการร่วมมือกันระหว่าง รฟม. กับการเคหะแห่งชาติ โดย รฟม.เป็นเจ้าของที่ดิน และการเคหะฯ มาลงทุนพัฒนาเพื่อเปิดให้เช่าในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีโอกาสใช้ประโยชน์ในแนวรถไฟฟ้ามากขึ้น ต่างจากเดิมที่ปล่อยให้เอกชนเข้ามาเก็งกำไรและมีแต่คนรายได้สูงได้ใช้ประโยชน์เท่านั้น นอกจากนี้ยังจะหารือร่วมกับหน่วยงานราชการ เช่น กรมสรรพากร สำนักงานที่ดิน สำนักงานไปรษณีย์ รวมถึงหน่วยงานให้บริการด้านอื่นๆ เข้ามาเปิดบริการในพื้นที่เหล่านี้ด้วย เพื่อกระตุ้นให้คนที่ใช้บริการ หันมาเดินทางโดยรถไฟฟ้ามากขึ้น เพราะลำพังแค่ยอดการประเมินการใช้ผู้โดยสารสายสีเขียวใต้แค่ 1.8-1.9 แสนต่อวัน จะยังไม่มีกำไรให้ รฟม.” นายยงสิทธิ์ กล่าวว่า เตรียมเสนอ ครม. อนุมัติแผนการจัดตั้งหน่วยธุรกิจ ขึ้นมารองรับการเติบโตของธุรกิจ รฟม. และการพัฒนาพื้นที่ตามแนวรถไฟฟ้า ใน 5 หน่วยธุรกิจ ได้แก่ หน่วยธุรกิจด้านการเดินรถ เพื่อสนับสนุนการเดินรถของ รฟม. หน่วยธุรกิจด้านโฆษณา เพื่อดูแลการจัดเก็บรายได้จากโฆษณาในสถานี และขบวนรถไฟฟ้า หน่วยธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อดูแลการพัฒนาพื้นที่ของ รฟม.ตามแนวรถไฟฟ้า หน่วยธุรกิจให้เช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ และหน่วยธุรกิจดูแลตั๋วโดยสาร เพื่อรองรับการเปิดบริการตั๋วร่วมในอนาคต
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รฟม.เดินหน้าแผนพัฒนาที่ดินช่วยคนจน -

รัฐวิสาหกิจส่งรายได้เข้ารัฐเกินเป้า
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยถึงการนำส่งรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นกว่า 50% ว่า ช่วง 10 เดือนของปีงบประมาณ 57 รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้ 128,637 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 25,807 ล้านบาท จากเป้าหมาย 102,829 ล้านบาท เป็นผลมาจากในช่วงที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจมีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้การนำส่งรายได้สูงกว่าเป้าหมายอยู่หลายแห่ง อย่างไรก็ตาม หากดูการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ เดือนก.ค.พบว่า ต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากยังมีรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ไม่มีการนำส่งรายได้ ส่งผลให้นำส่งรายได้ 9,180 ล้านบาท จากเป้าหมาย 9,393 ล้านบาท ทำให้ต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ที่ 213 ล้านบาท ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจที่ไม่นำส่งรายได้ เดือนก.ค.ที่ผ่านมา เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จะนำส่งรายได้เดือนส.ค.57 ,โรงงานไพ่ กรมสรรพสามิต เพราะโรงงานไพ่มีหนังสือขอลดอัตราเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน ซึ่งสคร.กำลังพิจารณา , บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด และองค์การสวนยาง ได้ขอผ่อนผันการนำส่งรายได้ออกไป เนื่องจากทั้ง 2 แห่งมีสภาพคล่องไม่เพียงพอ รวมถึงองค์การสะพานปลา ที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 57 มีผลขาดทุนทำให้ขอผ่อนผันการนำส่งรายได้เช่นกัน ขณะที่ รัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่า 50% นำส่งรายได้ในเดือนก.ค.สูงกว่าเป้าหมาย ประกอบด้วย บริษัท ขนส่ง จำกัด ที่นำส่งรายได้ 132 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 80 ล้านบาท ,การประปาส่วนภูมิภาค นำส่ง 742 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 216 ล้านบาท ,การนิคมแห่งประเทศไทย นำส่ง 428 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 81 ล้านบาท ,องค์การสุรา กรมสรรพสามิต นำส่ง 48 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 35 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รัฐวิสาหกิจส่งรายได้เข้ารัฐเกินเป้า