วันนี้ (15 ส.ค.) ที่วัดนักบุญยอเซฟ อยุธยา นางสาวสุชาดา พุทธรักษา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมกับนครรัฐวาติกัน เปิดตัวแสตมป์ที่ระลึกความร่วมมือไทย-วาติกัน "350 ปี สมัชชาแห่งอยุธยา" ถือเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปา ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกของโลก เพื่อรำลึกเหตุการณ์สำคัญในอดีต คือสมัชชาแห่งอยุธยา (Synod of Ayutthaya) ของคณะธรรมทูตฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ.2207 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา จุดเริ่มต้นของการรับรองมิสซังสยามอย่างเป็นทางการจากกรุงโรมในเวลาต่อมาอย่างไรก็ตาม ทางวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา ได้จัดกิจกรรมให้นักสะสมแสตมป์และผู้สนใจเดินทางมาศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านดวงแสตมป์จากสถานที่จริงที่ปัจจุบันสร้างมานานกว่า 130 ปี อีกทั้งยังได้พาไปเยี่ยมชมหมู่บ้านโปรตุเกส อนุสรณ์สถานต้นกำเนิดสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศสยามกับชาติตะวันตกชาติแรกเมื่อกว่า 500 ปีก่อนด้านนายวิบูลย์ เสรีชัยพร ผู้จัดการฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร ไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า นอกจากบนดวงแสตมป์จะเป็นภาพวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา แล้ว บนแสตมป์ยังประกอบด้วยภาพเขียนแสดงถึงการแต่งตั้งคณะพระทูตเพื่อมาเผยแพร่พระคริสตธรรมในทวีปเอเชียเมื่อ 350 ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันภาพดังกล่าวได้เก็บรักษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสสำหรับแสตมป์ชุดดังกล่าวมีราคาที่แผ่นละ 50 บาท 5 หมื่นแผ่น หรือ 5 แสนดวง ดวงละ 5 บาท โดยจะออกจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ (15 ส.ค.) เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังสามารถสั่งจองแสตมป์ของวาติกันได้ในราคาแผ่นละ 900 บาท ที่ไปรษณีย์ไทยได้สิทธินำมาจำหน่าย 2 ดวง โดยขณะนี้มียอดจองล่วงหน้าแล้ว 60-70% โดยจัดส่งถึงบ้านฟรี ทั้งนี้จะจำหน่ายชุดวาติกัน วันที่ 28 ส.ค.นี้"ปีนี้เราได้จัดทำแสตมป์ความร่วมมือระหว่างประเทศ 3 ชุด อาทิ แสตมป์ที่ระลึกความสัมพันธ์ไทย-อิสราเอล เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา และเดือน พ.ย.57 ที่จะถึง จะเปิดตัวแสตมป์ความร่วมมือกับมาเก๊า โดยการร่วมมือกับประเทศต่างๆ เราจะเน้นในเรื่องของเอกลักษณ์ วาระโอกาสและเรื่องราวของประเทศนั้นๆ ด้วย ซึ่งชุดเปิดตัววันนี้ถือเป็นการครบรอบ 350 ปี แห่งการประชุมสมัชชา หรือซีโนดอยุธยา ปี พ.ศ.2207 ก่อนประกาศสถาปนามิสซังสยามอย่างเป็นทางการ เป็นจุดเริ่มต้นศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกในประเทศไทยด้วย" นายวิบูลย์ กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปณท เปิดตัวแสตมป์ 350 ปี สมัชชาแห่งอยุธยา
เดือน: สิงหาคม 2014
-

ปณท เปิดตัวแสตมป์ 350 ปี สมัชชาแห่งอยุธยา
-

สกว.แนะจุดสังเกตที่ก่อสร้างเสี่ยงอันตราย
รองศาสตราจารย์ ดร. อมร พิมานมาศรองเลขาธิการสภาวิศวกร และนักวิจัยโครงการการเสริมกำลังโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยวิธีการพ่นวัสดุโพลีเมอร์เสริมเส้นใยภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายวิชาการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย( สกว.)เปิดเผยถึงข้อสังเกตสถานที่ก่อสร้างที่อาจเสี่ยงต่ออาคารถล่มและควรหลีกเลี่ยงว่ามี 7 ประการ ซึ่งประชาชนสามารถสังเกตได้ คือ 1. ให้ดูโครงสร้างที่กำลังก่อสร้าง หากพบว่ามีขนาดเล็กผิดปกติ เช่น เสามีขนาดเล็ก หรือแผ่นพื้นที่วางบนเสาบางเกินไป เป็นโครงสร้างที่เสี่ยงต่อการถล่ม หากรับน้ำหนักมาก ๆ ในระหว่างการก่อสร้าง เสาอาจหัก หรือพื้นอาจเจาะทะลุผ่านเสาลงมากระแทกพื้นชั้นล่าง แล้วทำให้เกิดการวิบัติที่ลามเป็นลูกโซ่ตามมา ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายมาก 2. โครงสร้างในบริเวณที่พื้นยึดกับเสา โดยเฉพาะเสาต้นมุม และเสาต้นริมที่อยู่ตามแนวขอบอาคาร หากสังเกตเห็นพื้นไม่อมเสาทั้งต้น แต่มีจุดที่สัมผัสกันเพียงเล็กน้อย โดยจะเห็นคล้ายกับเสาลอยแยกออกมาจากพื้น เป็นโครงสร้างที่เสี่ยง เพราะพื้นอาจหลุดออกจากเสาได้ง่าย ๆ แล้วทำให้เกิดการพังถล่มของโครงสร้างได้ 3. สถานที่ก่อสร้าง หากไม่ติดแผ่นป้ายประกาศแจ้งการก่อสร้าง ณ สถานที่ก่อสร้าง ไม่ระบุชื่อเจ้าของโครงการ ชื่อวิศวกรผู้ออกแบบ ชื่อวิศวกรผู้ควบคุมงาน ลักษณะโครงสร้างที่กำลังก่อสร้าง และระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จ ย่อมเป็นสถานที่ก่อสร้างที่เสี่ยงอันตราย เพราะไม่เปิดเผยการก่อสร้างให้ประชาชนรับทราบว่าใครเป็นผู้ดูแล 4. การใช้นั่งร้านค้ำยันรองรับน้ำหนักพื้นชั้นที่กำลังเทคอนกรีต หากใช้นั่งร้านน้อยหรือไม่เพียงพอย่อมเสี่ยงอันตราย เพราะตามปกติในขั้นตอนการเทคอนกรีตจะต้องใช้นั่งร้านค้ำยันรองรับน้ำหนักคอนกรีตในพื้นชั้นที่กำลังเทอยู่ และให้นั่งร้านตั้งอยู่บนพื้นชั้นล่างที่ก่อสร้างเสร็จก่อนหน้าแล้วเป็นฐานรองรับ ซึ่งอาจต้องค้ำนั่งร้านกับพื้นชั้นล่างมากกว่า 2 ชั้น ถ้ามีเพียงชั้นเดียวแสดงว่าอาจไม่พอเพียง ย่อมมีความเสี่ยงที่อาคารจะพังถล่มได้ โดยเฉพาะหากมีการเทคอนกรีตกองที่จุดใดจุดหนึ่งโดยไม่กระจายออกไป 5. คนงานในสถานที่ก่อสร้าง หากไม่สวมใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยในการทำงาน เช่น ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่สวมเข็มขัดช่วยชีวิต แสดงให้เห็นว่าการทำงานของคนงานไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย ผู้ประกอบการไม่ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และเป็นสถานที่ก่อสร้างที่มีความเสี่ยง 6. สถานที่ก่อสร้างไม่มีวิศวกรผู้ควบคุมงานอยู่ประจำ ปกติการก่อสร้างเป็นงานที่อันตรายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการเทคอนกรีต ซึ่งจำเป็นต้องมีวิศวกรที่มีใบอนุญาตจากสภาวิศวกรประจำอยู่ที่สถานที่ก่อสร้างเพื่อควบคุมการก่อสร้าง ไม่ควรปล่อยให้ดำเนินการโดยช่างก่อสร้างหรือแรงงานเพียงลำพัง และ 7. การก่อสร้างที่เร่งรีบเกินไป เช่น เร่งก่อสร้างทั้งเวลากลางวันกลางคืนต่อเนื่องกันไม่หยุดพัก หรือการก่อสร้างที่ลัดขั้นตอนเพื่อพยายามเร่งให้เสร็จงานตามกำหนดสัญญา ย่อมเป็นการก่อสร้างที่อันตราย เนื่องจากวัสดุก่อสร้างคอนกรีต จำเป็นต้องได้อายุเสียก่อนจึงจะมีกำลังรับน้ำหนักที่เพียงพอ หากเร่งการก่อสร้างมากเกินไป คอนกรีตที่ยังไม่แข็งแรงพอ อาจเสี่ยงต่อการวิบัติพังถล่มของโครงสร้างอาคารตามมาได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สกว.แนะจุดสังเกตที่ก่อสร้างเสี่ยงอันตราย -

ไทยพาณิชย์พร้อมช่วยครอบครัวน้องใบหยก
น.ส.พรรณพร คงยิ่งยง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายเครือข่ายสาขาธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงปาริฉัตรหนูพินิจ หรือน้องใบหยก บริเวณเครื่องเอทีเอ็ม ของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรังเมื่อวันที่7 ส.ค.ที่ผ่านมาและน้องใบหยกได้เสียชีวิตลงในเช้าวันที่ 15 ส.ค.นี้ว่า ธนาคารรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวน้องใบหยกอย่างเต็มที่และเหมาะสมที่สุดโดยขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ของธนาคารช่วยทำพิธีทางศาสนาหรือจัดงานศพให้กับน้องใบหยกแล้ว “วงเงินที่จะช่วยครอบครัวเป็นเท่าไหร่นั้นยังไม่สะดวกที่จะตอบในเรื่องนี้ เพราะต้องไปดูแลในเรื่องงานศพให้เรียบร้อยก่อนและขอให้รอดูแถลงการณ์ของธนาคาร” ทั้งนี้ยืนยันว่าธนาคารไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยขณะนี้อยู่ในระหว่างทำการเร่งตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)ซึ่งเมื่อมีผลปรากฏเป็นที่แน่ชัดธนาคารจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและขอยืนยันว่าธนาคารคำถึงความปลอดภัยในการให้บริการแก่ลูกค้าและประชาชนตลอดเวลา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยพาณิชย์พร้อมช่วยครอบครัวน้องใบหยก