เดือน: สิงหาคม 2014

  • 2นักวิทย์ดีเด่น ‘เคมีซุปราโมเลกุล-เคมีอินทรีย์’ – ฉลาดคิด

    2นักวิทย์ดีเด่น ‘เคมีซุปราโมเลกุล-เคมีอินทรีย์’ – ฉลาดคิด

    เปรียบเสมือนโนเบลเมืองไทย ที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเชิดชูเกียรตินักวิทยาศาสตร์ไทย ในการประกาศรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ที่มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดขึ้นเป็นปีที่ 32 ปีนี้คณะกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น มีมติเป็นเอกฉันท์ให้  “ศ.ดร.ธวัชชัย ตันฑุลานิ” และ “ศ.ดร.ธีรยุทธ   วิไลวัลย์”  2 นักวิจัยด้านเคมี จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2557 โดย ศ.ดร.ธวัชชัย ถือเป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยด้าน “เคมีซุปราโมเลกุลหรือเคมีของโฮสต์-เกสต์” ในประเทศไทย  ซึ่งปัจจุบันเคมีซุปราโมเลกุลได้รับความสนใจจากวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทั้งด้านการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาเซ็นเซอร์ตรวจวินิจฉัยโรคและด้านสิ่งแวดล้อม ศ.ดร.ธวัชชัย บอกถึงงานวิจัยที่ทำว่า เป็นการศึกษาอันตรกิริยาของโมเลกุลที่ทำหน้าที่เป็นโฮสต์ตัวเจ้าบ้านหรือตัวรองรับเกสต์ ซึ่งเป็นแขกที่มาเยือนที่อาจจะเป็นไอออนหรือโมเลกุลอินทรีย์งานวิจัยเริ่มแรกเป็นการวิจัยสังเคราะห์โมเลกุลตัวรับที่มีประสิทธิภาพในการเกิดอันตรกิริยากับไอออนหรือโมเลกุลอย่างมีความจำเพาะเจาะจง ซึ่งทำให้เกิดองค์ความรู้พื้นฐานที่นำไปสู่การประยุกต์ใช้งานด้านเซ็นเซอร์สำหรับไอออนและโมเลกุล เพื่อใช้ในการตรวจวัดปริมาณโลหะหนักที่ปนเปื้อนมากับน้ำที่ใช้ในการเกษตร และการตรวจวัดปริมาณของโลหะโซเดียมในเลือดเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์  ด้าน ศ.ดร.ธีรยุทธ   เป็นผู้มีผลงานวิจัยดีเด่นด้าน “เคมีอินทรีย์” ซึ่งได้ทำงานวิจัยพื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาวิธีการสังเคราะห์สารอินทรีย์ เพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการศึกษาวิจัยและสร้างองค์ความรู้ใหม่ เช่น สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่นำไปสู่การพัฒนายารักษาโรค และสารเลียนแบบสารพันธุกรรมที่เรียกว่าเพปไทด์นิวคลีอิกแอซิด หรือพีเอ็นเอ   ศ.ดร.ธีรยุทธ บอกถึงงานวิจัยที่ทำว่า เป็นการใช้ความรู้ด้านเคมีอินทรีย์สังเคราะห์ เพื่อสร้างสารชนิดใหม่ ๆ ที่สามารถควบคุมคุณสมบัติต่าง ๆ ได้  อย่างเช่น การสร้างสารเลียนแบบสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอที่เรียกว่า พีเอ็นเอ ที่สามารถประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยโรค หรือการออกแบบและพัฒนาวิธีการสังเคราะห์สารยับยั้ง “เอนไซม์ไดไฮโดรโฟเลตรีดักเทศ” ของเชื้อมาลาเรียชนิดพลาสโมเดียม ฟอลซิพารัม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนายาต้านเชื้อมาลาเรียสายพันธุ์ดื้อยา ที่ร่วมกับไบโอเทคหรือศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นทั้งสองท่านต่างมีผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์และได้รับรางวัลต่าง ๆ มาแล้วมากมาย  รวมถึงเคยได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์ฯ มาแล้วทั้งคู่สอดคล้องกับแนวการปฏิรูปวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ ศ.ดร.ยงยุทธ  ยุทธวงศ์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์ฯ บอกว่า หัวใจหลักของการปฏิรูปฯ นอกจากจะต้องเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาให้สอดคล้องกับโครงสร้างการพัฒนาประเทศแล้ว สิ่งที่สำคัญก็คือการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมารองรับนั่นเอง. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 2นักวิทย์ดีเด่น ‘เคมีซุปราโมเลกุล-เคมีอินทรีย์’ – ฉลาดคิด

  • เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (4) – โลกาภิวัตน์

    เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (4) – โลกาภิวัตน์

    มังกรจีนอย่างแจ๊คหม่าเป็นนักกลยุทธ์ที่กล้าเสี่ยงและบางครั้งทำอะไรเหมือนคนบ้าบิ่นอย่างเหลือเชื่อ แต่ท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จ คราวที่แล้วเขาตัดสินใจแยกอาลีเบย์ออกมาดำเนินการเองโดยไม่ได้ขอมติบอร์ดอย่างเป็นทางการ เพื่อรักษาเตาเบา หรืออาลีบาบา ในส่วนรวมเอาไว้เพื่อให้อยู่ได้ แจ๊คหม่าได้เปรียบเปรยว่าการตัดสินครั้งนี้เปรียบได้กับการที่ เติ้ง เสี่ยวผิง ได้ตัดสินใจสลายการชุมนุมที่เทียนอันเหมินไว้ในวันที่ 4 มิถุนายน ปี ค.ศ.1989 หรือเหตุการณ์ 6/4 ที่สำนักข่าวตะวันตกมักจะเอาเรื่องนี้มาเล่นงานจีนตลอดเวลาไม่เคยเลิก แจ๊คหม่า กล่าวว่า เขาเองก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่ตัดสินใจทำเช่นนั้นไปด้วยวิธีการที่ก้าวร้าว แต่เขาก็ได้อธิบายว่าเขาจำเป็นต้องรักษาเตาเบาและอาลีบาบาองค์กรใหญ่ให้อยู่ได้ เลยจำเป็นต้องแยกอาลีเบย์ออกมาควบคุมเอง เพราะสามารถทำกำไรและมาหล่อเลี้ยงเตาเบาและอาลีบาบาใหญ่ให้อยู่รอดปลอดภัยและเติบโตได้ดีขึ้นในอนาคต แจ๊คหม่ากล่าวว่า “ในฐานะซีอีโอของบริษัทไม่ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นกับอาลีบาบา ไม่ว่าจำเป็นต้องแยก อาลีเบย์ออกมา ถึงจุดนั้นเหมือนกับการที่ เติ้ง เสี่ยวผิงได้ตัดสินใจจัดการกรณีเหตุการณ์ 6/4 ในครั้งนั้น”เพื่อรักษาประเทศจีนใหญ่ในภาพรวมให้สามารถเจริญเติบโตใหญ่ได้ และจำเป็นต้องตัดสินใจสลายการชุมนุมเพื่อไม่ให้ประเทศจีนต้องแตกแยกและอาจจะถึงขั้นล้มละลายได้ แจ๊คหม่าให้สัมภาษณ์ในฮ่องกงกับหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอนิ่งโพสต์ในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วว่า “ในฐานะที่จะต้องมีหน้าที่สูงสุดในการตัดสินใจของประเทศ ผมเลือกความมั่นคง” และการตัดสินใจของเขาได้รับการสนับสนุนในภายหลัง ในช่วงนั้นบริษัทอาลีบาบามุ่งสู่ตลาดหลักทรัพย์ที่นิวยอร์ก ซึ่งจะมีการขายหุ้นในตลาดครั้งแรกหรือที่เรียกว่าไอพีโอ แจ๊คหม่า จึงได้คิดและมีเวลาที่จะจัดการทรัพย์สมบัติของตนเอง เขาก็ยังคงเป็นประธานกรรมการบริหารผู้มากประสบการณ์ และยังคงดูแลยุทธศาสตร์ภาพรวมของอาลีบาบา ซึ่งแจ๊คหม่าได้ลาออกจากการเป็นซีอีโอในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ.2013 ที่ผ่านมา ในเดือนเมษายนที่แล้วแจ๊คหม่าและไซ ผู้ก่อตั้งบริษัทอาลีบาบาจะบริจาคทุนด้วยมูลค่าสองเปอร์เซ็นต์ของราคาหุ้นของอาลีบาบา ซึ่งมีมูลค่าน่าจะเป็นแสนล้านบาทให้กับมูลนิธิเพื่อส่งเสริมสนับสนุนเงินเพื่อเป็นการริเริ่มเรื่องสิ่งแวดล้อม ยารักษาโรค และการศึกษา ซึ่งจำนวนเงินบริจาคขนาดนี้หาได้น้อยมากในประเทศจีน และการทำเช่นนี้ทำให้ได้เสียงเชียร์สนับสนุนจากคนรักธรรมชาติที่โด่งดังจำนวนมาก “แจ๊คหม่า ไม่ใช่นักธุรกิจประเภทที่จะเก็บเกี่ยวหุ้น เพื่อเป็นสมบัติของตนเอง 90% เพื่อให้เขารวยมหาศาล” นักธุรกิจใหญ่ตะวันตกได้กล่าวไว้ แต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อและบริษัท “ในช่วงแรก ๆ ของอาลีบาบาดอทคอม ซึ่งกำลังตั้งตัวใหม่เขาได้ให้เงินทุนสำหรับเด็กนักเรียนไฮสคูลทุกคนที่ทำงานกับเขาเพื่อเรียนต่อ และเขาก็พยายามเลี้ยงดูทุกคนตลอดมา” ชีวิตเศรษฐีจีนแจ๊คหม่าผู้ประสบความสำเร็จด้วยการสร้างอาณาจักรธุรกิจไอทีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยการเป็นนักยุทธศาสตร์และมาจากอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษ และมีจิตใจบริจาคเพื่อการกุศลมหาศาลแตกต่างไปจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มจากเป็นนักไอทีเขียนโปรแกรมคงจะเป็นที่เล่าขานกันทั่วโลกโดยเฉพาะในเอเชีย. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด boonmark@stammford.edu  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (4) – โลกาภิวัตน์

  • กสทช.เร่งเคาะวงเงินจ่ายค่าบอลโลกอาร์เอส

    กสทช.เร่งเคาะวงเงินจ่ายค่าบอลโลกอาร์เอส

    กสทช.เร่งพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงิน จ่ายค่าถ่ายทอดบอลโลกให้อาร์เอส ชี้ไม่เกิน 427 ล้านบาท คาดรู้ผลภายในเดือนส.ค.นี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  เปิดเผยว่า  พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. ได้ให้อนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางสนับสนุนให้ประชาชนได้รับชมฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานสรุปผลเพื่อดำเนินการจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ ให้แก่ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) จากการที่ไม่สามารถดำเนินการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ได้ตามแผน และให้สามารถดำเนินการถ่ายทอดฟรีทีวีช่องสาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้รับชมครบทุกนัดการแข่งขัน ภายใต้กรอบวงเงินไม่เกิน 427 ล้านบาท นำมาเสนอที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 15 ส.ค. นี้ เบื้องต้นทางคณะอนุกรรมการฯ ได้แจ้งว่า การพิจารณากำหนดราคาค่าชดเชยที่เหมาะสมและเสร็จทันเข้าพิจารณาของที่ประชุม กสทช. เนื่องจากได้เชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งอาร์เอสมาชี้แจงเรียบร้อยแล้ว   ซึ่งหากที่ประชุม กสทช. อนุมัติวงเงินตามที่ได้จากการเสนอของคณะอนุกรรมการฯ  จะสามารถจ่ายเงินให้แก่อาร์เอส ครบตามจำนวนได้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้   ทั้งนี้หากล่าช้ากว่านี้ บริษัทอาร์เอส จะดำเนินการฟ้องร้องได้ เนื่องจาก อาร์เอสได้ทำหนังสือทวงค่าชดเชยดังกล่าวในส่วนที่ 2 หลังได้รับไปแล้ว 120 ล้านบาท สำหรับกรณีดังกล่าว ทางคณะกรรมการวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) ได้มีมติสนับสนุนให้อาร์เอสถ่ายทอดฟุตบอลโลกผ่านฟรีทีวีช่อง 5, 7, 11 ได้ โดยทุกคู่จะได้ถ่ายทอดในระบบความคมชัดมาตรฐานสูง (เอชดี)  โดยเงินที่นำจ่ายให้อาร์เอสเป็นเงินรายได้ที่มาจากเงินค่าปรับ 100 ล้านบาทและเงินจากที่ได้รับโอนจาก กทช.3,000 ล้านบาท เท่านั้น ไม่ได้นำเงินจากส่วน อื่น ๆ มาเกี่ยวข้องแน่นอน.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.เร่งเคาะวงเงินจ่ายค่าบอลโลกอาร์เอส