เดือน: สิงหาคม 2014

  • ‘ถามครู’ สตาร์ตอัพคนไทยพร้อมลุยตลาดโลก – ฉลาดสุดๆ

    ‘ถามครู’ สตาร์ตอัพคนไทยพร้อมลุยตลาดโลก – ฉลาดสุดๆ

    ถือว่าเป็นกลุ่มสตาร์ตอัพ หรือผู้ประกอบการไอทีหน้าใหม่ของไทยที่ประสบความสำเร็จรายล่าสุด เมื่อสามารถระดมทุนจากกลุ่มนักลงทุนจากต่างประเทศเพื่อนำมาขยายธุรกิจโดยมีเป้าหมายความสำเร็จก้าวสู่ระดับโลกในอนาคตข้างหน้า  หลังสามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นถามครู(Taamkru) จนสามารถคว้ารางวัลในเวทีสตาร์ต อัพทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุดไปได้รับรางวัลชนะเลิศ Most Promising Startup Award ในงาน Echelon 2014 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยแอพพลิเคชั่นถามครู ถูกต่อยอดมาจากเว็บไซต์ถามครู ถือเป็นแอพพลิเคชั่นด้านการศึกษา ที่เป็นคลังข้อสอบสำหรับเด็กอนุบาลที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการเนื้อหาทางด้านการศึกษาในรูปแบบดิจิตอล ที่สามารถติดตามประเมินผลพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก และยังสามารถเทียบระดับความสามารถของลูกตนเองกับเด็กอนุบาลในวัยเดียวกันได้  นายวิชานน์ มานะวาณิชเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อาร์เทอเร็กซ์ จำกัด ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นถามครูกล่าวว่า ทางทีมได้รับเงินลงทุนจำนวน 20 ล้านบาท จากกลุ่มนักลงทุนจากต่างประเทศ ประกอบด้วย 500  startups ,  M&S Partners ,  IMJ investment Partners, Ookbee และ Red Dot Ventures ซึ่งเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนำแอพพลิเคชั่นถามครู ซึ่งเป็นคลังข้อสอบสำหรับเด็กอนุบาลไปทำตลาดในต่างประเทศ และรองรับการขยายงานให้สามารถเดินหน้าธุรกิจได้เต็มที่  “หลังจากที่ไปได้รางวัลจากประเทศสิงคโปร์มา นักลงทุนมองถึงโอกาสทางธุรกิจว่าจะสามารถประสบความสำเร็จได้ จึงได้เข้ามาร่วมลงทุน โดยจะมีแผนนำแอพถามครูเข้าไปทำตลาดในอาเซียน อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซียและเวียดนาม โดยเฉพาะในสิงคโปร์ที่ถามครูเคยขึ้นอันดับ 1 แอพสโตร์ในหมวดเด็ก และการศึกษามาแล้ว เนื่องจากหลังชนะเลิศที่สิงคโปร์ก็ช่วยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น นอกจากนี้ยังจะเอาเงินทุนเพื่อไปขยายทีมงานเพื่อพัฒนาคอนเทนต์ข้อสอบให้เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่ทีมงานทั้งหมด 7 คน ซึ่งจะเพิ่มทีมงานทั้งในส่วนของโปรแกรมเมอร์ทีมการตลาด เพื่อรุกตลาดอย่างเต็มที่”  นายวิชานน์ กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันแอพพลิเคชั่นถามครูมียอดดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 1.2 แสนครั้ง ทั้งในระบบปฏิบัติการ ไอโอเอสและแอนดรอยด์ 90% เป็นการดาวน์โหลดในไทย หลังเริ่มเปิดให้ดาวน์โหลดเมื่อช่วงต้นปีนี้ ภายในแอพพลิเคชั่นมีข้อสอบหลักแสนข้อและมีการพัฒนาข้อสอบใหม่ ๆมากกว่าวันละ 100 ข้อ ถือว่าเป็นคลังข้อสอบสำหรับเด็กอนุบาลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และได้ตั้งเป้าหมายว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะมีข้อสอบมากกว่า 1 ล้านข้อ หรือเป็นคลังข้อสอบอนุบาลที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก  อย่างไรก็ตามสำหรับโอกาสในการประสบความสำเร็จในตลาดโลกนั้น นายวิชานน์ มองว่า เรื่องการศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือต่างประเทศยินดีที่จ่ายเพื่อให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ซึ่งแบบฝึกหัดที่เป็นสมุดหนังสือเล่มหนึ่งก็ราคาไม่ต่ำกว่า 50 บาท แล้วไม่สามารถทำซ้ำได้ ขณะที่แอพพลิเคชั่นมีแบบฝึกหัดให้ทำฟรีจำนวนหนึ่ง และสามารถจ่ายซื้อเพิ่มถ้าต้องการและสามารถทำซ้ำได้ และมีข้อสอบปรับเปลี่ยนใหม่ทุกวัน จึงไม่มีเหตุผลที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะปฏิเสธ  “จุดเด่นของแอพพลิเคชั่นนี้ คือ มีข้อสอบ 4 ด้าน คือ วัดไอคิว  คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาตร์ ทางทีมกำลังวางแผนโมเดลธุรกิจและการหารายได้ เบื้องต้นจะมีทั้งการขายตรงกับพ่อแม่ผู้ปกครอง โรงเรียน การจัดการแข่งขันทำข้อสอบวัดคะแนนระหว่างโรงเรียนทั่วประเทศ ทำแคมเปญซื้อข้อสอบเพิ่มในราคาถูกเป็นแพ็กเกจต่อ 1 หมวดวิชา รวมถึงการจัดของรางวัลเป็นของเล่นต่าง ๆ เมื่อเอาคะแนนสะสมที่ได้จากการเข้ามาทำแบบทดสอบเป็นประจำมาแลกรางวัล เพื่อดึงให้เด็กเข้ามาทำข้อสอบและใช้งานแอพพลิเคชั่นอย่างต่อเนื่อง”  นายวิชานน์ กล่าวต่อว่า ทางทีมยังได้คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ผู้อำนวยการร่วมโครงการผู้สร้างเครือข่ายสตาร์ตอัพประเทศไทยหรือ Founders Institute Thailand เข้ามาเป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะสามารถช่วยเสริมในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองจากทั่วโลกเข้ามาดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นถามครูได้มากขึ้น และเมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วภายใน 3 เดือน เชื่อว่าจะสามารถเริ่มมีรายได้เข้ามาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามการระดมทุน หรือหาแหล่งเงินทุนจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพ่ือนำไปขยายธุรกิจให้อยู่ได้และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นรูปแบบปกติของสตาร์ตอัพ ด้านเจ้าของกลุ่มทุนที่เข้ามาร่วมลงทุนร่วมกันบอกว่า ถามครู ถือเป็นแอพพลิเคชั่นด้านการศึกษาที่มีศักยภาพที่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้มาก เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองในเอเชียส่วนใหญ่จะสนับสนุนและลงทุนด้านการศึกษาให้กับลูก ๆ ถึงแม้ว่าบางคนจะไม่มีเงินก็พยายามไปหามาให้ลูก ๆ ได้เรียนกัน จึงเป็นช่องทางและตลาดที่กว้างมากที่แอพพลิเคชั่นจะได้รับความนิยมโดยเฉพาะตลาดในเอเชียหากมีการปรับเนื้อหาและข้อมูลต่าง ๆ ให้เข้ากับท้องถิ่นหรือประเทศนั้น ๆ นับเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก สำหรับ “ถามครู” กลุ่มสตาร์ตอัพสัญชาติไทย ที่ดึงความสนใจของกลุ่มทุนจากต่างชาติได้ ต้องติดตามก้าวต่อไปกับเป้าหมายคลังข้อสอบอนุบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก!!. จิราวัฒน์ จารุพันธ์ JirawatJ@dailynews.co.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ถามครู’ สตาร์ตอัพคนไทยพร้อมลุยตลาดโลก – ฉลาดสุดๆ

  • สมอ.สร้างเครือข่ายทั่วปท. สวมบทมือปราบสินค้าห่วย

    สมอ.สร้างเครือข่ายทั่วปท. สวมบทมือปราบสินค้าห่วย

    มาตรฐานสินค้า ถือเป็นเรื่องสำคัญก่อนตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้า แต่ปัจจุบัน ผู้บริโภคหลายคนกลับละเลยการตรวจสอบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า กลับให้ความสำคัญกับเรื่อง “ราคา” เป็นสำคัญ ทำให้ต้องพบกับเหตุการณ์ เวลาซื้อ…ถูก แต่ถึงเวลาใช้…กลับแพง! เพราะกลายเป็นว่า สินค้าที่นำมาใช้งาน กลับมีอายุการใช้งานที่สั้นมาก เฉลี่ยกับราคาที่ซื้อแล้ว ราคาแพงกระฉูดทันทีเรื่องนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต แต่พอถึงเวลาจริงกลับเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอยู่เสมอ! เพราะทุกครั้งที่ซื้อสินค้าก็ยังอดไม่ได้ที่จะให้ความสำคัญในเรื่องของราคามาเป็นอันดับหนึ่งอยู่เสมอ โดยไม่สนใจในเรื่องของคุณภาพ หรือแม้แต่เรื่องของมาตรฐานสินค้าเรื่องราวของมาตรฐานสินค้า… จะรู้กันได้อย่างไร? ว่า ในบรรดาสินค้าที่วางขายในท้องตลาดอย่างกลาดเกลื่อนหลายยี่ห้อ สินค้าประเภทใดที่ได้คุณภาพ สินค้าประเภทใดที่ไร้คุณภาพ…“อุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร” เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. บอกว่า การซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผู้บริโภคต้องใส่ใจ เพราะมีตัวอย่างหลายครั้ง ที่ผู้บริโภคซื้อสินค้าแล้ว กลับต้องประสบปัญหาสินค้าไม่มีคุณภาพ บางครั้งเกิดอันตรายกับชีวิตมาแล้วก็มี เช่น ซื้อแบตเตอรี่ราคาถูก แต่พอใช้ไปสักระยะแบตเตอรี่ระเบิด ทำให้ผู้บริโภคต้องบาดเจ็บ หรือทรัพย์สินเสียหายกับการใช้สินค้าที่ไร้คุณภาพสังเกตเครื่องหมาย มอก. ดังนั้นสิ่งสำคัญก่อนเลือกซื้อสินค้า ผู้บริโภคจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. เป็นสำคัญ ซึ่งสามารถช่วยการันตีคุณภาพสินค้าได้เป็นอย่างดี เพราะกว่าผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตสินค้าแต่ละประเภท จะได้เครื่องหมาย มอก. จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนคุณภาพสินค้าอย่างเข้มงวด โดยปัจจุบันเครื่องหมาย มอก. แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เครื่องหมายมาตรฐานทั่วไป เป็นเครื่องหมายมาตรฐานตามความสมัครใจของผู้ประกอบการ หากผู้ประกอบการรายใดทำเรื่องขอมา ก็สามารถชี้ให้เห็นได้ว่า ผู้ประกอบการสินค้าประเภทนั้นเป็นผู้แสดงความจริงใจกับผู้บริโภคอย่างแท้จริง และในเวลานี้ สมอ.ได้ให้เครื่องหมาย มอก.ประเภททั่วไปนี้ไปแล้ว 2,842 รายการ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม อุปกรณ์กีฬา ปากกา ดินสอ น้ำยาล้างจานส่วนประเภทที่ 2 คือ เครื่องหมายมาตรฐานบังคับ เป็นเครื่องหมายที่กฎหมายกำหนด ต้องแสดงมาตรฐาน และบังคับให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย จะต้องนำเข้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานเท่านั้น โดย สมอ. จะไปตรวจตั้งแต่ต้นทางโรงงานผู้ผลิต จนถึงผู้จัดจำหน่าย หากผู้ประกอบการผู้ผลิตรายใดไม่ปฏิบัติตาม จะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000–50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับทั้งนี้มาตรฐานประเภทบังคับนี้ ได้กำหนดไปแล้ว 100 มอก. เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก หมวกกันน็อก เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น เตารีด หม้อหุงข้าว ตู้เย็น กระทะไฟฟ้า เตาไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำร้อน ซึ่งหากผู้บริโภคต้องการดูรายละเอียดทั้งหมดให้เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ www.tisi.go.th สร้างเครือข่ายติดตาม เลขาธิการ สมอ. ยังบอกอีกว่า แม้เครื่องหมายการันตีคุณภาพสินค้า จะมีความสำคัญ แต่ระยะหลังผู้บริโภคอาจละเลยการตรวจสอบไปบ้าง ทาง สมอ. จึงได้หาแนวทางในการกระตุ้นจิตสำนึกทั้งผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในการใส่ใจเครื่องหมายการันตีคุณภาพสินค้า เพื่อเป็นประโยชน์กับทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง แต่ปัจจุบัน สมอ. มีเจ้าหน้าที่รวมกันเพียง 400 กว่าคน จะให้ออกตรวจสอบสินค้าทั่วประเทศ กำลังคนจึงไม่เพียงพอ สมอ. จึงได้สร้างเครือข่ายเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานเผยแพร่ความรู้นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ให้ความรู้ความสำคัญของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ในทั่วประเทศ เริ่มจากอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ 76 แห่ง ในการออกตรวจสอบสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ มีอำนาจตักเตือน และลงโทษได้ รวมทั้งอบรมเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ซึ่งตรงจุดนี้… ถือว่ามีส่วนสำคัญมาก เพราะเป็นผู้ใกล้ชิดกับคนในพื้นที่ หากถ่ายทอดให้คนกลุ่มนี้ได้เห็นความสำคัญของมาตรฐาน มอก. หากเป็นที่เข้าใจตรงกันแล้วก็เชื่อว่าจะมีการถ่ายทอดต่อให้ชาวบ้านในท้องถิ่นได้รับรู้ และช่วยตรวจสอบอย่างทั่วถึง’ขณะนี้ สมอ.อบรมเครือข่ายไปแล้วหลายพันคนทั่วประเทศ และจะเดินหน้าต่อไปต่อเนื่อง และเตรียมกระตุ้นตามสื่อต่าง ๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ สร้างจิตสำนึกในการรับรู้ถึงประโยชน์ให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิต จะให้ความสำคัญในการเข้ามาขอมาตรฐานทั่วไปมากขึ้น สุดท้ายผู้บริโภคก็จะได้รับประโยชน์สูงสุดในการได้สินค้าที่มีคุณภาพ” สินค้าที่มีคุณภาพอุฤทธิ์ บอกว่า สำหรับสิ่งที่ต้องปลูกจิตสำนึกผู้บริโภค คือ ให้รับรู้ถึงประโยชน์ในการเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมาย มอก. ว่า จะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้รับความเป็นธรรม ขณะที่ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตสินค้า สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และการจำหน่ายสินค้า เพิ่มโอกาสทางการค้าได้มากขึ้น เพราะเครื่องหมาย มอก. ได้รับการยอมรับในระดับสากล และหลายหน่วยงานกำหนดในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างว่า สินค้าที่นำมาเสนอต้องได้รับ มอก.ที่สำคัญในอนาคตต่อไปเครื่องหมาย มอก.จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเปิดตลาดการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58  ที่ชาติสมาชิกต้องยอมรับในมาตรฐานสินค้าของกันและกัน  โดยเวลานี้มาตรฐาน มอก.ของไทย ต่างเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอยู่แล้ว คงเหลืออยู่อีกเพียงไม่กี่รายเท่านั้น ขณะเดียวกันการส่งออกไปในอาเซียน ก็ไม่ต้องขออนุญาตระหว่างประเทศอีก ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้แน่นอน ส่วนประเทศชาติ จะได้ประโยชน์จากการสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาห กรรมและเศรษฐกิจของประเทศ ป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำเข้ามาจำหน่ายซึ่งการตรวจสอบคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่า ถ้า 3 ฝ่ายให้ความสำคัญกับหน้าที่ของตัวเองอย่างเคร่งครัด ทุกคนในชาติจะมีความสุขอย่างแน่นอน!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมอ.สร้างเครือข่ายทั่วปท. สวมบทมือปราบสินค้าห่วย

  • เบิกจ่ายงบลงทุนต่ำกว่าเป้า

    เบิกจ่ายงบลงทุนต่ำกว่าเป้า

    นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 วงเงิน 2.52 ล้านล้านบาท เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา สามารถเบิกจ่ายได้เพียง 1.9 ล้านล้านบาท หรือ 75.62% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.38% ขณะที่งบลงทุนวงเงิน 428,000 ล้านบาท เบิกจ่ายได้ 228,000 ล้านบาท หรือ 53.32% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20.68% โดยสาเหตุของการเบิกจ่ายได้ต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมาก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการเมืองช่วงต้นปี ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้ประเมินการเบิกจ่ายทั้งปีงบประมาณ 57 ในส่วนของการเบิกจ่ายภาพรวมคาดว่าจะได้ 90% จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 95% ในส่วนของงบลงทุนคาดว่าจะเบิกได้ 65% จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 82% หรือต่ำกว่าเป้าหมาย 17% โดยเฉพาะงบลงทุนปี 57 ที่เบิกจ่ายไม่ทัน เดิมกรมบัญชีต้องการไม่ให้หน่วยงานกันงบลงทุนที่เบิกไม่ทันไปใช้ในปีต่อไป เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ เร่งเบิกจ่าย แต่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้งบลงทุนดังกล่าวมีผลต่อเนื่องไปปี 58 ซึ่งได้มีการตั้งเกณฑ์เบื้องต้นว่า โครงการที่จะลงทุนในปีงบประมาณ 58 ต้องเป็นโครงการที่พร้อมลงทุนได้ทันที มีการศึกษาการออกแบบโครงการ และผ่านการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วขณะเดียวกัย กรมบัญชีกลางได้เร่งประสิทธิภาพการเบิกจ่าย ทั้งการผ่อนปรนการจัดซื้อจัดจ้างในกรณีที่มีผู้ประมูลรายเดียวก็ให้หน่วยงานสามารถต่อรองราคาได้โดยที่ไม่ต้องเปิดประมูลใหม่ รวมถึงคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) และ คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพ.อ.) มีการประชุมบ่อยมากขึ้น เพื่อพิจารณาปัญหาต่างๆ ที่หน่วยงานสอบถามเข้ามา ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานต่างๆ เดินหน้าได้เร็วขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เบิกจ่ายงบลงทุนต่ำกว่าเป้า