เดือน: สิงหาคม 2014

  • ดันมาตรการแจกเงินคนจน

    ดันมาตรการแจกเงินคนจน

    นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ การดำเนินการ เงินโอน แก้จน คนขยัน ถือเป็นมาตรการที่อยู่ในโรดแมปที่กระทรวงการคลังเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการภายใน 1 ปี ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ คสช. จะเห็นชอบหรือไม่ รวมทั้ง จะนำข้อเสนอจากการสัมมนาวิชาการมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะมีหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ข้อยุติทั้งนี้ ปัญหาที่ยังต้องสรุปให้ข้อยุติ คือ การตรวจสอบว่ามีรายได้น้อยจริงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ นอกจากนี้หน่วยงานที่จะเป็นคนรับเรื่องจะเป็นกรมสรรพากรตามที่ศึกษาไว้ได้หรือไม่ รวมทั้ง เรื่องที่ต้องตัดสินใจเพราะผู้ได้รับสิทธิโอนเงินบางส่วน ได้รับสวัสดิการจากภาครัฐอยู่แล้ว จะต้องพิจารณาว่าจะยกเลิกสิทธิที่เคยได้รับอยู่และมารับเงินโอน หรือ จะให้รับทั้งสองส่วนต่อไป“การโอนเงิน แก้จน คนขยัน จะให้กับผู้ที่มีอายุ 15-60 ปี มีรายได้เริ่มต้น แต่ไม่เกิน 30,000 บาท จะได้รับเงินโอนจากรัฐบาล 20% ของรายได้ แต่คนที่มีรายได้เกิน 30,000 บาท จะได้รับเงินโอนลดลง ไปจนถึงรายได้ 80,000 บาท จะไม่ได้รับเงินโอน คนที่ได้สิทธิต้องเข้ามาอยู่ในระบบภาษี จากการศึกษาของ สศค. จะมีคนได้รับเงินโอน 18 ล้านคน เป็นเงินงบประมาณปีละ 55,000 ล้านบาท”อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเงินโอน แก้จน คนขยัน จะต้องทำควบคู่ไปกับกฎหมายการเงินการคลัง ที่จะควบคุมการใช้จ่ายของรัฐบาล ไม่ให้ดำเนินการโครงการประชานิยมให้เป็นภาระกับงบประมาณจำนวนมากเหมือนที่ผ่านมา เพราะถือว่ารัฐได้จัดสวัสดิการให้แล้ว โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเสนอกฎหมายการเงินการคลังให้กับรัฐบาลพิจารณารายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ผ่านมา สศค.พยายามพลักดัน เพราะมองว่าโครงการนี้สร้างผลดีต่อคนจนได้มากกว่าโครงการประชานิยมที่พบว่าในช่วงปี 52-57 รัฐบาลออกโครงการเชิงสวัสดิการและโครงการประชานิยมรวม  18 โครงการ เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เบี้ยยังชีพคนชรา โครงการเรียนฟรี โครงการแท็บเล็ท โดยปี 57 ใช้งบประมาณกว่า 388,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 15%ของงบประมาณประจำปี 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดันมาตรการแจกเงินคนจน

  • ชง คสช.ตั้งนาโนไฟแนนซ์

    ชง คสช.ตั้งนาโนไฟแนนซ์

    นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค.ได้เสนอหลักการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยและไม่มีหลักประกัน ในรูปของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว เพื่อแก้ไขปัญหากรณีที่สถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ ไม่ให้บริการด้านสินเชื่อ ที่มองว่าไม่คุ้มค่าต่อต้นทุนในการบริหารความเสี่ยง และการดำเนินงาน เช่น การวิเคราะห์สินเชื่อ และการติดตามทวงหนี้ เป็นต้น ทั้งนี้ รูปแบบการให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ จะกำหนดการดำเนินงาน โดยให้เอกชนเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณภาครัฐ แต่ภาครัฐจะมีบทบาทในการกำกับดูแลให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมกับผู้รับบริการ โดยเอกชนที่ร่วมง่านจะต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนที่สูงกว่าเงินที่จัดสรรให้กับกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาทแต่ควรต่ำกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นเกณฑ์สำหรับการให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและ เพื่อให้มีความระมัดระวังในการให้สินเชื่อ เพราะเป็นเงินลงทุนของผู้ประกอบธุรกิจเอง อย่างไรก็ตาม การปล่อยสินเชื่อของนาโนไฟแนนซ์ กำหนดไว้ให้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท เพื่อให้เพียงพอต่อการเป็นทุนในการประกอบกิจการต่างๆ แต่จำกัดยอดเงินกู้ไม่ให้สูงมากนัก เพื่อป้องกันการกู้เงินมากเกินควร ขณะที่การกำหนดอัตราดอกเบี้ย ควรอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 36% ต่อปี เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สร้างภาระกับผู้กู้มากเกินไป เพราะอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าอัตราสินเชื่อนอกระบบในปัจจุบัน  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชง คสช.ตั้งนาโนไฟแนนซ์

  • เล็งเว้นภาษีเศรษฐกิจพิเศษ 10 ปี

    เล็งเว้นภาษีเศรษฐกิจพิเศษ 10 ปี

    นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังได้เร่งพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 แห่ง ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติให้จัดตั้งขึ้นประกอบด้วย อ.แม่สอดจ.ตาก,อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, อ.คลองใหญ่จ.ตราด, จ.มุกดาหาร และ อ.สะเดา จ.สงขลา เบื้องต้นพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเหมือนกับเขตพื้นที่ 3 ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ได้รับการเว้นภาษี 8 ปี แต่จะมีการบวกเพิ่มให้อีก 2-3 ปี เป็น 10-11 ปี เพื่อให้เกิดแรงจูงใจมากขึ้นอย่างไรก็ตาม ทางบีโอไอต้องไปปรับเกณฑ์สิทธิประโยชน์ เพื่อให้การจัดตั้งเขตพื้นที่เศรษฐกิจได้รับสิทธิประโยชน์ที่กำหนดขึ้นมาใหม่ สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษมีการพิจารณาควรจะให้ประกาศพื้นที่เป็นอำเภอ เพื่อให้สะดวกในการกำกับดูแล ไม่ควรประกาศเป็นขนาดพื้น เพราะจะทำให้มีปัญหาภายหลัง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งเว้นภาษีเศรษฐกิจพิเศษ 10 ปี