เดือน: สิงหาคม 2014

  • เปิดเสรีการค้าบริการเพิ่ม25 สาขา

    เปิดเสรีการค้าบริการเพิ่ม25 สาขา

    น.ส.ชุติมา บุญยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ไทยได้ร่วมกับอาเซียนลงนามพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันชุดที่ 9 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน (เอเอฟเอเอส) ที่กรุงเนปิดอร์ ประเทศเมียนมาร์ ส่งผลให้อาเซียนเปิดเสรีภาคการค้าบริการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของไทยที่จะเข้าไปลงทุนทำธุรกิจบริการในสาขาต่าง ๆ ในอาเซียน โดยข้อผูกพันเปิดตลาดดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับภายใน 180 วัน ภายหลังจากวันที่ประเทศสมาชิกได้ลงนามการลงนามครั้งนี้มีสาขาบริการที่ไทยเปิดตลาดเพิ่มอีก 25 สาขาย่อย เช่น บริการให้คำปรึกษา บริการจัดทำบัญชี บริการเช่าเรือ บริการเรือสำราญระหว่างประเทศ บริการขนส่งสินค้าทางเรือ บริการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล บริการเข้าวงจรสื่อสาร บริการข้อมูลออนไลน์ บริการเก็บสินค้าและคลังสินค้า และบริการรับ จัดหาที่จอดรถ เป็นต้น ส่งผลให้ไทยได้ผูกพันเปิดตลาด 101 สาขา ซึ่งการเปิดเสรีไม่กระทบต่อธุรกิจของไทย เพราะเอกชนยืนยันว่าไม่มีปัญหา และส่วนใหญ่เป็นสาขาที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้อยู่แล้วขณะเดียวกัน ไทยได้ร่วมลงนามข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาบริการวิชาชีพบัญชี ซึ่งได้มาทดแทนกรอบความตกลงฉบับเดิมที่เป็นเพียงการกำหนดแนวทางเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจาข้อตกลงยอมรับร่วม ด้านบัญชีของอาเซียน ในขณะที่ข้อตกลงฉบับใหม่นี้ ประกอบไปด้วยหลักเกณฑ์และข้อกำหนดต่างๆ ในกระบวนการให้การยอมรับ ระเบียบวินัย หลักจริยธรรม มาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ประเทศสมาชิกอาเซียนยอมรับร่วมกัน เป็นการอำนวยความสะดวกในการเข้าไปให้บริการด้านบัญชีในประเทศอาเซียนอื่นมากยิ่งขึ้นน.ส.ชุติมา กล่าวว่า ยัง ได้เข้าร่วมลงนามในพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน ร่วมกับสมาชิกอาเซียน เพื่อทำให้การลงทุนในอาเซียนมีความคล่องตัว และปรับปรุงข้อสงวนด้านการลงทุนของประเทศสมาชิกในอนาคต โดยพิธีสารจะมีผลบังคับใช้เมื่อสมาชิกได้แจ้งการให้สัตยาบันครบทุกประเทศ ส่วนการหารือของคณะมนตรีเขตการลงทุนอาเซียน ได้ย้ำให้อาเซียนมีการเปิดเสรีด้านการลงทุนให้มากขึ้น และต้องยกเลิกข้อสงวนที่เป็นอุปสรรคให้เหลือน้อยที่สุด เช่น ปรับปรุงข้อห้ามการกำหนดเงื่อนไขการลงทุน ปรับปรุงแก้ไขความชัดเจนในการให้สิทธิผู้มีถิ่นพำนักถาวร ส่งเสริมและการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และจัดทำนโยบายด้านการลงทุน เป็นต้นสำหรับการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ได้เร่งรัดให้สมาชิกเดินหน้าไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยในปี 58 ให้มีการเร่งรัดจัดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งอาเซียน การจัดตั้งระบบคลังข้อมูลทางการค้าของอาเซียน การปรับประสานมาตรฐานของสินค้าสำคัญต่างๆ เช่น อาหารสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ยาแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อช่วยเอื้ออำนวยและเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอาเซียนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างสะดวก รวดเร็วและลดต้นทุนการทำธุรกิจ และส่งเสริมการค้าระหว่างอาเซียนให้มากขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดเสรีการค้าบริการเพิ่ม25 สาขา

  • สวทช.จับมือก.เกษตรดันไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์สากล

    สวทช.จับมือก.เกษตรดันไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์สากล

    วันนี้ (26ส.ค. 2557 ) ดร.ทวีศักดิ์   กออนันตกูล   ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. ) เปิดเผยว่า สวทช.ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ระดับสากล กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสมาคมค้าเมล็ดพันธุ์ไทย เป็นระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี2557-2562 เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ระดับสากล  ทั้งด้านการจัดทำแผนแม่บทยุทธศาสตร์   แผนกลยุทธ์ แผนปฏิบัติการ ตลอดจนการสนับสนุนส่งเสริมการวิจัยพัฒนาอย่างครบถ้วนสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพันธุ์พืช  การผลิตเมล็ดพันธุ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการนำเข้า-ส่งออก ด้านการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการเมล็ดพันธุ์ภายในประเทศและส่งออกการต่อยอดเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องการต่อยอดความมั่นคง และความยั่งยืนของเมล็ดพันธุ์ไทย ทั้งนี้ สวทช.เห็นความสำคัญและศักยภาพของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย หากมีการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมาก  นอกจากนี้ยังสนับสนุนโปรแกรมเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ปี2549  ถึงปัจจุบัน โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรต่างๆ ทั้งภาครัฐ  สถาบันการศึกษาต่างๆ และภาคเอกชนในรูปแบบคลัสเตอร์เมล็ดพันธุ์   มีการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ร่วมกัน2 ฉบับใช้เป็นยุทธศาสตร์วิจัยและพัฒนาด้านเมล็ดพันธุ์ของ สวทช.ที่สนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์  โดยให้ความสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนา เช่นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การปรับปรุงพันธุ์  การสร้างองค์ความรู้ด้านโรคและแมลงศัตรูการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อการส่งออกเมล็ดพันธุ์ การพัฒนาสารชีวภัณฑ์เพื่อใช้ในการควบคุมโรคและแมลงศัตรู อย่างไรก็ดีประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีศักยภาพสูงโดยสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้หลากหลายชนิดมีมูลค่ารวมกว่า 9,325ล้านบาทต่อปี  มีตลาดส่งออกที่สำคัญทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเซียแปซิฟิกทั้งนี้ภายหลังการลงนามความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันจัดทำแผนแม่บทยุทธศาสตร์ต่าง ๆรวมถึงแนวทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมทั้ง 5 ด้านคือการวิจัยและพัฒนาอย่างครบถ้วนสอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์  การผลิต จำหนายนำเข้าและส่งออกเมล็ดพันุ์ที่หลากหลาย คุณภาพดีและเพียงพอกับความต้องการการพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่นระบบชลประทาน  ระบบฐานข้อมูลเชื้อพันธุธรรมพืช และข้อมูลศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ระดับสากล  อย่างมั่นคง ยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก    

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สวทช.จับมือก.เกษตรดันไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์สากล

  • กสทช.เผยผู้ให้บริการมือถือคุม เอสเอ็มเอส ไวรัส ได้แล้ว

    กสทช.เผยผู้ให้บริการมือถือคุม เอสเอ็มเอส ไวรัส ได้แล้ว

    วันนี้ (26 ส.ค.) ที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ได้เชิญผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายมาประชุมเพื่อหารือถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหากรณีที่มีการร้องเรียนจากผู้ใช้บริการว่าได้รับเอสเอ็มเอสในรูปแบบที่คลิกลิงก์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทำให้ค่าใช้จ่ายจากเอสเอ็มเอสสูงขึ้น หรือเรียกว่า ไวรัส เอสเอ็มเอสซึ่งขณะนี้ผู้ให้บริการสามารถควบคุมสถานการณ์ดังกล่าวได้แล้ว ทั้งนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดผู้ให้บริการทุกรายได้ยกเว้นค่าใช้จ่ายให้กับผู้เสียหายทั้งระบบเติมเงินและรายเดือนแล้วสำหรับกรณีไวรัสเอสเอ็มเอสผู้เสียหายจะได้รับเอสเอ็มเอสในรูปแบบที่คลิกลิงก์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากบุคคลที่รู้จักที่มีชื่ออยู่ในสมุดโทรศัพท์เมื่อคลิกเข้าไปแอพพลิเคชั่นนี้จะติดตั้งและทำหน้าที่ดึงรายชื่อจากโทรศัพท์ของผู้ใช้เพื่อจัดส่งเอสเอ็มเอสออกไปต่อเนื่องตลอดเวลาอย่างไรก็ตามผู้ให้บริการได้ดำเนินการป้องกันต้นทาง (Block)ไม่ให้ผู้ใช้บริการสามารถโหลดแอพพลิเคชั่น ดังกล่าวได้ รวมถึงทางบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้ออกแอพพลิเคชั่นป้องกันให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดคือ AIS Malware Remover ผ่านระบบปฏิบัติการกูเกิล เพลย์ โดยสามารถใช้ได้กับโทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย ทั้งนี้เมื่อผู้ใช้บริการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นป้องกันมาติดตั้งบนเครื่องแล้ว แอพพลิเคชั่นจะทำงานโดยการตรวจสอบเมื่อมีมัลแวร์แปลกปลอมเข้ามาในเครื่องโทรศัพท์จะแจ้งเตือนให้ทราบและให้เลือกเพื่อทำการทำลายมัลแวร์ได้ทันที ทั้งนี้กสทช. ขอเตือนประชาชนผู้ใช้บริการระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์หากได้รับเอสเอ็มเอสแปลกๆ ที่มีลิงค์เชื่อมต่อไปยังอินเทอร์เน็ต ไม่ควรกดหรือคลิกลิงค์นั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.เผยผู้ให้บริการมือถือคุม เอสเอ็มเอส ไวรัส ได้แล้ว