นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า บริษัทจะเตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ภายในปลายปีนี้ โดยจะนำเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรก(ไอพีโอ)จำนวน 545 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.71% ของจำนวนหุ้นที่เรียกและออกชำระแล้วทั้งหมด ซึ่งจะนำเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป จำนวน 502.50 ล้านหุ้น และเสนอขายต่อกรรมการ, ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทหรือบริษัทย่อย จำนวน 42.50 ล้านหุ้น รวมทั้งได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และแกนนำการจัดจำหน่าย สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนส่วนใหญ่จะนำไปขยายธุรกิจ โดยตั้งเป้าหมายขยายสาขาถึง 1,000 สาขา จากสิ้นไตรมาส 2 มีจำนวนสาขาอยู่ที่ 454 สาขา ซึ่งจะเริ่มเปิดสาขาในภาคใต้ และเพิ่มเติมสาขาที่มีอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งตั้งเป้าหมายเพิ่มยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 25,000 ล้านบาท ภายในปี 60 จากปลายปี 56 มียอดการปล่อยสินเชื่อใหม่อยู่ที่ 9,840.45 ล้านบาท นอกจากนั้นจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รวมทั้งชำระเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้อัตราหนี้สินต่อทุนลดลงจากเดิมอยู่ที่ 2.5% จะเหลือเพียงกว่า 1% ในปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้ากว่า 700,000 ราย และมีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)เพียง 1.72% โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีการปล่อยสินเชื่อใหม่แล้วทั้งหมด 6,500 ล้านบาท คิดเป็นสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์กว่า 83% ซึ่งมีรายได้รวม 872.61 ล้านบาท เติบโต 19.70% และมีกำไรสุทธิ 258.34 ล้านบาทเติบโต 112.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เมืองไทยลีสซิ่ง เตรียมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ
เดือน: กันยายน 2014
-

เมืองไทยลีสซิ่ง เตรียมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ
-

กสท.เปิดทางช่อง 3 ออกคู่ขนานรอยืนยันอำนาจคุมเนื้อหา
วันนี้ ( 29 ก.ย. ) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(สำนักงาน กสทช.) พล.ท. พีระพงษ์ มานะกิจ นายธวัชชัย จิตรภาษนันท์และน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. ร่วมกันเปิดเผยผลที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ว่า ที่ประชุมมีมติ 3 ต่อ 2 ให้สำนักงาน กสทช. ส่งหนังสือแจ้งไปยังบริษัทบีอีซี- มัลติมีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอล ว่าหากจะนำเอาคอนเทนต์ของช่อง 3 อนาล็อก ในนาม บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด มาออกคู่ขนานในช่อง 33 เอชดี นั้นต้องมีอำนาจควบคุมและสามารถรับผิดรับชอบได้หากกรณีรายการที่นำมาออกอากาศเกิดปัญหาทั้งนี้ให้ บริษัทบีอีซี – มัลติมีเดีย จำกัด ดำเนินการยื่นผังรายการที่จะออกอากาศต่อ กสท.เพื่อพิจารณาตามกฎหมายและเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต ซึ่งหลังได้รับหนังสือยืนยันจากบีอีซีฯ จะพิจารณาอนุญาตให้การออกอากาศคู่ขนานครั้งนี้ถูกต้อง และไม่ถือว่าบีอีซีฯ ดำเนินการขัดมาตรา 9 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 หรือถือว่าบีอีซีฯ ประกอบกิจการด้วยตัวเองพ.อ.ดร. นที ศุกลรัตน์รองประธานกสทช.และประธานกสท. กล่าวภายหลังแถลงมติกสท. ว่า ส่วนตัวเคารพเสียงส่วนมาก และมีเป้าหมายให้ประชาชนได้รับชมผ่านทุกช่องทาง แต่ทั้งนี้ต้องยึดตามกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ม. 43 และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่ต้องมีการประกอบกิจการด้วยตนเองอย่างไรก็ตามส่วนตัวยังยืนยันแนวทางแก้ปัญหาประเด็นคนละนิติบุคคล ที่สามารถออกบทเฉพาะกาลในประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การแบ่งเวลาให้ผู้อื่นดำเนินรายการ พ.ศ. 2556 ขยายสัดส่วนการแบ่งเวลาให้ผู้อื่นดำเนินรายการเป็น 100% จากเดิมที่กำหนดไว้ขั้นต่ำ 10% แต่ไม่เกิน 40% เพื่อให้ช่อง 3 อนาล็อกสามารถไปเช่าเวลาออกอากาศช่อง 33 เอชดีได้ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. จะดำเนินการส่งหนังสือไปยังบริษัท บีอีซีฯ วันที่ 1 ต.ค. นี้ และขอให้ช่อง 3 ทำตามติดังกล่าว ซึ่งหากช่อง 3 ไม่พอใจก็สามารถยื่นอุทธรณ์มายัง กสทช.ได้หรือยื่นฟ้องศาลปกครองต่อไป.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท.เปิดทางช่อง 3 ออกคู่ขนานรอยืนยันอำนาจคุมเนื้อหา -

พัฒนา 12 เมืองท่องเที่ยวดาวรุ่ง
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงฯเตรียมทำโครงการ พัฒนา 12 จังหวัดแหล่งท่องเที่ยวรองของไทย ภายใต้ชื่อ 12 เมืองดาวรุ่ง ให้มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความปลอดภัย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเดินทางเข้ามาในอนาคต เนื่องจากในเมืองรองหลายๆแห่ง ยังขาดการพัฒนาในเรื่องดังกล่าว ที่หากยังไม่พัฒนา อาจทำให้แหล่งท่องเที่ยวของไทย เกิดภาพลักษณ์เชิงลบ เช่น กรณีปัญหาการฆาตกรรมนักท่องเที่ยวบนเกาะเต่า ปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว เป็นต้น ทั้งนี้ 12 เมืองดาวรุ่งที่เตรียมจะพัฒนา นั้น เป็นจังหวัดที่สอดรับการการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้โครงการโครงการ เมืองต้องห้าม…พลาดทั้ง 10 จังหวัด พร้อมรวมกับอีกสองจังหวัด ที่เตรียมพัฒนาด้วย คือ นครศรีธรรมราช และ น่าน โดยในเดือน ต.ค.จะมีการเรียกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ใน 12 จังหวัดดังกล่าว อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบล สภาหอการค้าประจำจังหวัด สภาอุตสาหกรรม มาร่วมหารือ และ สอบถามเรื่องความพร้อมและปัญหาในแต่ละจังหวัดเพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน “จากการที่ ททท.ได้โปรโมทให้ปี 58 เป็น เป็นปีการท่องเที่ยววิถีไทย ซึ่ง ก็จะมีการโปรโมทเมืองรองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ด้วย จึงเห็นว่า เป็นการดีที่เราก็จะต้องเร่งพัฒนาระบบต่างๆ ในจังหวัดรองนั้นๆ ให้มีความพร้อมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของประเทศไทย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พัฒนา 12 เมืองท่องเที่ยวดาวรุ่ง