เดือน: กันยายน 2014

  • รัฐเดินหน้าสางหนี้นอกระบบ ดันแบงก์เฉพาะกิจแก้ปัญหา…

    รัฐเดินหน้าสางหนี้นอกระบบ ดันแบงก์เฉพาะกิจแก้ปัญหา…

    “หนี้นอกระบบ” ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหารากเหง้าที่สำคัญของไทย…ที่ไม่ว่าใครเข้ามาบริหารประเทศก็ต้องหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายลำดับแรก ๆ ที่ต้องแก้ไข เพื่อให้คนไทยโดยเฉพาะบรรดารากหญ้า รากแก้ว รวมไปถึงมนุษย์เงินเดือน “หลุดพ้น” จากการเป็นหนี้!! วิธีการที่หลายรัฐบาลเลือกใช้ ก็คือการใช้ สถาบันการเงินของรัฐหรือบรรดาแบงก์รัฐทั้งหลาย มาเป็นเครื่องมือ…เพราะหวังลบล้างปัญหา แต่ผลลัพธ์กลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เพราะเป็นเพียงมาตรการที่โยกจากซ้ายไปขวาเท่านั้น หรือเป็นการดึงลูกหนี้นอกระบบมาอยู่ในระบบให้ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งมาพร้อมกับนโยบายดอกเบี้ยต่ำ สุดท้าย…ไม่ได้ลบล้างหนี้ของประชาชนที่เกิดขึ้นได้หมดสิ้น และยังคงเป็นหนี้อยู่เช่นเดิม ปัญหาหนี้นอกระบบ! ถูกกัดกร่อนกลายเป็นแผลเรื้อรังอยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน ด้วยเหตุ…จากการที่ผู้มีรายได้น้อยเป็นจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ แม้หลายรัฐบาลได้หยิบยกนโยบายแก้ไขปัญหานี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียงเพื่อปั่นกระแสนโยบายประชานิยม แต่ก็ไม่สามารถทำได้อย่างจริงจัง เพราะการใช้แบงก์รัฐเข้ามาเป็นเครื่องมือ ไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะการปล่อยกู้ให้กับรายย่อยนั้นเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีความเสี่ยง ทำให้การพิจารณาปล่อยกู้ในแต่ละครั้งต้องรอบคอบเพราะไม่เพียงแต่ตัวองค์กรที่จะมีปัญหา หากเกิดอะไรผิดพลาด แต่ตัวผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องก็หนีไม่พ้นต้องรับกรรมไปด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้…จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. จะให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา เพราะเห็นแล้วว่าความพยายามในการแก้ไขของหน่วยงานรัฐในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่มีผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะมีปัจจัยหลายประการที่เกี่ยวข้อง  ไม่ว่าจะเป็นการขาดความชัดเจนในหลักเกณฑ์การแก้ปัญหา เจ้าหนี้เดิมไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ไม่มีคนกลางในการช่วยกันเจรจาประนอมหนี้ หรือแม้แต่ลูกหนี้ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน สถานการณ์หนี้นอกระบบ เมื่อดูข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ล่าสุดสถานภาพหนี้ภาคครัวเรือนทั่วประเทศ ปี 57 ปรับตัวเพิ่มขึ้น หากนำมาเฉลี่ยแล้ว พบว่าแต่ละครัวเรือนเป็นหนี้กว่า 219,159 บาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 16.1% สูงที่สุดในรอบ 9 ปี หรือจากปี 49 และเป็นหนี้นอกระบบกว่า 49.1% สาเหตุหลักที่น่าจะรู้กันดีก็คงหนีไม่พ้นค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้จากการผ่อนสินค้า การใช้จ่ายเพื่อแลกความสบายต่างๆ ผ่านบัตรเครดิต ส่งผลให้ต้องมีการกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้นอกระบบมากขึ้น ทั้งนี้กลุ่มที่ค่อนข้างเสี่ยงในการก่อหนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาท ซึ่งปัญหาทั้งหมดทั้งมวล มีต้นตอมาจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ อาจมีส่วนน้อยที่เป็นปัญหาวินัยทางการเงิน และยังเป็นผลมาจากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินได้อย่างเต็มที่ เพราะการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ทำให้เงินกู้นอกระบบเฟื่องฟูมากขึ้น ปัจจุบันการแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ แม้มีกฎหมายคุ้มครองหนี้นอกระบบ คือ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ที่กำหนดให้สามารถเรียกดอกเบี้ยอัตรา 15% ต่อปี แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว…บรรดาเจ้าหนี้นอกระบบทั่วไปจะคิดอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 60%, 120% หรือ 240% ต่อปี แต่ในการโฆษณาชวนเชื่อก็จะใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยต่อเดือน เช่น 5%, 10% หรือ 20% แต่ถ้ามาคิดเป็นต่อปีก็สูงปรี๊ดไปถึง 240%  เรียกได้ว่าเป็นอัตรา “ดอกเบี้ยมหาโหด” จนทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และที่สำคัญจะทำให้ลูกหนี้หลายคนไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรหนี้ได้อย่างจริงจังเสียที  ไฟเขียวแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามล่าสุด…คสช.ได้เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่สาเหตุทั้งด้านสินเชื่อและศักยภาพการหารายได้ โดยให้ชุมชนเข้ามามีบทบาท ผ่านองค์กรการเงินชุมชนที่เข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของแบงก์รัฐ สร้างกลไกการเจรจาประนอมหนี้ระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ การพัฒนาและฟื้นฟู เพื่อให้ลูกหนี้มีศักยภาพในการหารายได้และป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก รวมทั้ง มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยประสานศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ทั้งหนี้สินในระบบและหนี้สินนอกระบบของประชาชนในพื้นที่และดำเนินการประสานกับกลไกการแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบผ่านแบงก์รัฐมาแล้วถึง 3 โครงการ คือ โครงการขึ้นทะเบียนคนยากจน เมื่อปี 47 มีจำนวนลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือ 94,000 ราย จากลูกหนี้ที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 1.7 ล้านราย มูลค่า 135,000 ล้านบาท โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ปี 52-53 มีจำนวนลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือ 417,000 ราย จากที่ขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบไว้ 1.2 ล้านราย มูลค่า 123,000 ล้านบาท และล่าสุด ตั้งแต่ปี 54-56 มีลูกหนี้ได้รับการช่วยเหลือจำนวน 124,000 ราย มูลค่าหนี้ 12,000 ล้านบาท แบงก์รัฐออกมาตรการดึงดูด ขณะที่แบงก์รัฐทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือแม้แต่ ธนาคารอิสลาม ต่างพยายามหามาตรการให้ความช่วยเหลือ ที่เห็นได้เด่นชัดคือ ธนาคารออมสินที่มี “โครงการธนาคารประชาชน” เพื่อให้เงินทุนหรือเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และชำระหนี้อื่น ๆ โดยคุณสมบัติผู้กู้ ต้องเป็นผู้ประกอบการรายย่อย หรือผู้มีรายได้ประจำ ซึ่งธนาคารให้กู้ได้ตามความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืน ไม่เกินรายละ 200,000 บาท มีดอกเบี้ยคงที่ โดยตั้งแต่ปี 55 ถึงปัจจุบัน ธนาคารได้ปล่อยกู้ให้กับประชาชนไปแล้วกว่า 1.03 ล้านราย คิดเป็นวงเงินกว่า 103,000 ล้านบาท ขณะที่ ธ.ก.ส. ได้ออก “โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือน” วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อลดภาระหนี้ของเกษตรกรโดยเฉพาะ กำหนดวงเงินกู้ต่อรายไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี ตั้งเป้าหมายมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 150,000 ราย โดยต้องเป็นหนี้ที่มีเงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันสุทธิหลังประนอมหนี้แล้ว คงเหลือไม่เกิน 100,000 บาท และต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากเหตุสุจริตจำเป็นและเป็นภาระหนัก แต่ไม่ใช่เกิดจากการเล่นพนันหรือภาระหนี้จากความฟุ่มเฟือย รวมทั้ง เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ก.ย. 57 และต้องมีเอกสารหลักฐานการเป็นหนี้จริง กำหนดระยะเวลาชำระหนี้คืนไม่เกิน 10 ปี ส่วนหลักประกันสามารถใช้อสังหาริมทรัพย์ เงินฝาก การค้ำประกันกลุ่ม และหรือบุคคลค้ำประกัน ทั้ง 2 มาตรการ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยเหลือให้ผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบ สามารถลืมตาอ้าปากได้ ด้วยการนำเงินที่ได้รับการปล่อยสินเชื่อของแบงก์รัฐในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ไปจ่ายหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมด แต่ทุกอย่างก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนด เพราะแบงก์รัฐคงไม่สามารถรับความเสี่ยงได้ทั้งหมด หากผู้กู้ไม่มีวินัยและกำลังทรัพย์ในการชำระคืน  เสนอตั้งนาโนไฟแนนซ์ ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เสนอมาตรการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ต่อ คสช. เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนในการปล่อยกู้ให้รายย่อย เนื่องจากประชาชนมีรายได้น้อย และไม่มีหลักประกันในการเข้ามาขอสินเชื่อ ทำให้ไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งรูปแบบการปล่อยกู้ จะให้เอกชนเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อ ที่มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 ล้านบาท เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณภาครัฐ แต่ภาครัฐจะมีบทบาทในการกำกับดูแลให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมกับผู้รับบริการ โดยปล่อยกู้ให้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท เลื่อนถก พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ไม่เพียงเท่านี้คสช.เองต่างเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือลูกหนี้ จึงได้ผ่านความเห็นชอบของกฎหมายทวงถามหนี้ เป็นลำดับแรก เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณากฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แม้ว่าเรื่องนี้จะไปได้สวย แต่สุดท้ายจากความเห็นของหลายหน่วยงานที่ยังไม่ตรงกันและยังเป็นห่วงในหลายเรื่อง ทำให้ สนช.ต้องเลื่อนการพิจารณากฎหมายทวงถามหนี้ออกไปก่อน เพื่อให้ทุกฝ่ายไปจัดทำความเห็นให้ตรงกันก่อน โดยเฉพาะการให้กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมไปถึงการทวงหนี้นอกระบบด้วย จากเดิมที่กฎหมายคุ้มครองเฉพาะกรณีการทวงถามหนี้ของเจ้าหนี้ในระบบเท่านั้น อย่างไรก็ตาม…ไม่ว่ารัฐบาลจะพยายามหาทางช่วยเหลือบรรดาลูกหนี้นอกระบบเหล่านี้อย่างไร แต่ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงดูเหมือนว่ายังไม่หลุดพ้น! หากคนก่อหนี้ยังก่อหนี้เพื่อหาความสุขใส่ตัวโดยไม่รักษาวินัย สุดท้ายก็ไม่พ้นดินพอกหางหมูปล่อยให้หนี้ทบต้นทบดอก จนหมดหนทางจะแก้ไข… วุฒิชัย มั่งคั่ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รัฐเดินหน้าสางหนี้นอกระบบ ดันแบงก์เฉพาะกิจแก้ปัญหา…

  • ซัมซุงโชว์นวัตกรรมอัจฉริยะในงาน IFA 2014

    ซัมซุงโชว์นวัตกรรมอัจฉริยะในงาน IFA 2014

      ซัมซุงเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ล่าสุดเพื่อบ้านอัจฉริยะหรือSmart Home  เพิ่มความปลอดภัยแก่บ้านระบบบริหารพลังงาน ระบบตรวจจับสถานที่อัตโนมัติ และการสั่งงานด้วยเสียง  ประตูล็อคแบบดิจิตอลและกล้องวงจรปิด (IPcamera) จึงสามารถตรวจสอบการเข้าออกของคนในบ้านหากประตูดิจิตอลเปิดออกจะมีสัญญาณเตือนส่งไปยังสมาร์ทโฟนที่ตั้งค่าไว้ทันทีและยังสามารถมองเห็นความปลอดภัยของคนในบ้านด้วยกล้องวงจรปิดผ่านแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ระบบบริหารพลังงานของบ้านอัจฉริยะซัมซุงจะคอยตรวจสอบปริมาณการใช้ไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่คำนวณออกมาเป็นค่าไฟที่ต้องจ่าย ผู้อาศัยในบ้านสามารถตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าของบ้านทั้งรายวันรายเดือนและตั้งเป้าหมายในการลดค่าไฟในบ้านได้ นอกจากนี้ยังสามารถตั้งการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นได้หากมีการใช้ไฟเกินจะมีสัญญาณเตือนส่งไปให้ทันที ระบบตรวจจับสถานที่อัตโนมัติระบบซึ่งสามารถเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเองอัตโนมัติโดยใช้เทคโนโลยีการตรวจจับสถานที่เช่น เครื่องปรับอากาศสามารถเปิดอัตโนมัติเมื่อเจ้าของบ้านกลับถึงบ้านเพื่อความเย็นในทันทีที่ก้าวเข้าสู่ตัวบ้านนอกจากนี้ระบบบ้านอัจฉริยะซัมซุงยังสามารถสั่งเปิดเครื่องปรับอากาศ เครื่องดูดฝุ่นระบบไฟแอลอีดีจากที่ใดเวลาใดก็ได้ผ่านฟังก์ชัน S Voice ในสมาร์ทโฟนตระกูลกาแลคซี่และอุปกรณ์อัจฉริยะสวมใส่ได้ตระกูลเกียร์และในอนาคตซัมซุงจะนำเสนอเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมไปยังอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ทั้งของซัมซุงเองและของผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายอื่นๆ ทีวีจอโค้ง 17รุ่นและซาวด์บาร์ทรงโค้งครั้งแรก ประกอบด้วย ยูเอชดีทีวีจอโค้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 105 นิ้ว ความละเอียดสูงถึง11 ล้านพิกเซล พร้อมลำโพงที่ให้พลังงานเสียงถึง 160 วัตต์                 ทีวีหน้าจอบิดงอได้(Bendable Television) ขนาดใหญ่ที่สุดเครื่องแรกสำหรับตลาดยุโรป  หน้าจอความละเอียดสูงถึงระดับยูเอชดีด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่ถึง 105 นิ้วและสัดส่วนหน้าจอที่ 21:9จึงสามารถใช้งานได้ทั้งแบบหน้าจอแบนแบบปกติและหน้าจอโค้ง สามารถบิดโค้งได้สูงสุด4200R อีกทั้งยังมาพร้อมกับคุณสมบัติ UHDDimming และ UHD Upscaling เพื่อการแสดงผลที่สมจริงยิ่งขึ้นลดการบิดเบือนของแสงและความเข้มสี                   ซัมซุงซาวน์บาร์ทรงโค้ง 2 รุ่นแรกของโลกคือรุ่น HW-H7500และรุ่น HW-H7501โดดเด่นด้วยรูปทรงที่คล้ายคลึงกับห้องจัดแสดงคอนเสิร์ต และให้เสียงรอบทิศทางแบบ8.1 ช่องได้อย่างทรงพลัง                 ระบบลำโพงมัลติรูมแบบไร้สาย(Wireless Audio Multiroom) รุ่นเอ็ม 3 (M3)  เป็นลำโพงระบบสองทางที่ผู้ใช้สามารถควบคุมแหล่งที่มาของเสียงหรือนำเสียงสู่ระบบลำโพงได้อย่างหลากหลายได้จากสมาร์ทดีไวซ์ของผู้ใช้โดยตรง แท็บเล็ตรุ่นใหม่สำหรับธุรกิจองค์ (B2B)รุ่นแรก  ด้วยฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในองค์กรที่แตกต่างจากการใช้ส่วนบุคคลกาแลคซี่ แท็บ แอคทีฟ เน้นฟังก์ชันการใช้งานและคงทน  รองรับใช้งานหนัก  แบตเตอรี่ 10 ชั่วโมงแบบถอดเปลี่ยนได้  กันกระแทกระดับ 1.2 เมตรและกันน้ำมาตรฐาน IP67พร้อมปากกา C-Pen                รวมถึง พรินเตอร์รุ่น “Vase” เป็นพรินเตอร์ขาว-ดำที่มีรูปทรงแบบตั้งคล้ายเหยือกช่วยลดพื้นที่ในการติดตั้งและเอื้อให้ผู้ใช้งานใส่กระดาษในแนวตั้งได้  ตลับหมึกรุ่น “Egg Tray” กล่องผลิตจากกระดาษรีไซเคิลตัวกล่องคล้ายถาดใส่ไข่และฝาปิดที่ทำจากกระดาษจึงลดต้นทุนในการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่ากล่องใส่ตลับหมึกแบบเดิม  และ “One & One” พรินเตอร์ขาว-ดำรูปทรงไฮบริดที่สามารถพิมพ์ขาว-ดำร่วมกับสีใดสีหนึ่ง (ฟ้า เหลืองหรือแดง) ได้พร้อมกัน โดยมีช่องใส่ตลับหมึก 2ช่องสำหรับการพิมพ์เอกสารสีใดสีหนึ่งคู่กับสีดำเครื่องพิมพ์ต้นแบบตัวสุดท้ายที่ชื่อ “Mate” เลเซอร์พรินเตอร์ขาว–ดำที่สามารถระบายสีตัวเครื่องให้เข้ากับห้องได้ตามต้องการโดยใช้ดินสอสีและยังสามารถเปลี่ยนสีฝาต่างๆ ของเครื่องพิมพ์ได้ตามต้องการด้วย  มัลติฟังก์ชันพรินเตอร์10 รุ่น ในซีรีส์ “สมาร์ท เอ็กซ์เพรส (Smart MultiXpress)”สำหรับตลาดยุโรป ครั้งแรกของโลกกับพรินเตอร์ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์  จอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว สามารถสั่งพิมพ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทั้งยังสามารถสั่งพิมพ์ด้วยสมาร์ทโฟนผ่านเทคโนโลยี NFC   สุดท้าย เป็นเครื่องดูดฝุ่นหุ่นยนต์อัจฉริยะ“พาวเวอร์บอท วีอาร์9000 (Powerbot VR9000)”ให้การดูดฝุ่นสะดวกสบายกว่าที่เคย ไม่ต้องใช้มือจับพร้อมการดูดที่ทรงพลัง    

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซัมซุงโชว์นวัตกรรมอัจฉริยะในงาน IFA 2014

  • ไทยคม 7 ขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จแล้ว

    ไทยคม 7 ขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จแล้ว

    วันนี้ (7 ก.ย.) ​นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ​ไทยคม ประสบความสำเร็จในการจัดส่งดาวเทียมไทยคม 7 ขึ้นสู่วงโคจร ในวันนี้ เวลา 01.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ด้วยจรวดขนส่งฟอลคอน 9 ของบริษัท สเปซ เอ็กซพลอเรชั่น เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น (Space Exploration Technologies Corporation- SPACE X) ณ แหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาสิทธิในวงโคจรของไทย พร้อมช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมบรอดคาสต์ไทย ด้วยการเพิ่มปริมาณช่องสัญญาณเพื่อรองรับความต้องการใช้งานและการเติบโตของโทรคมนาคมในประเทศ พร้อมขยายศักยภาพในฐานะบริษัทดาวเทียมไทยเพื่อให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมให้ครอบคลุมทั้งในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปออสเตรเลียสำหรับ ความสำเร็จในการจัดส่งดาวเทียมไทยคม 7 ขึ้นสู่วงโคจรนี้ เป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการดาวเทียมไทย โดยไทยคมสามารถบรรลุภารกิจการส่งดาวเทียมไทยขึ้นไปเพื่อรักษาสิทธิ์วงโคจรให้กับประเทศได้ ขณะเดียวกันยังถือเป็นความสำเร็จของการดำเนินตามแผนกลยุทธ์ New Frontiers ในส่วนของการจัดสร้างดาวเทียมดวงใหม่ (New Birds) เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณช่องสัญญาณให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานในประเทศ และช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของการให้บริการและการขยายตลาดในต่างประเทศ ซึ่งดาวเทียมไทยคม 7 มีศักยภาพการให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั้งในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปออสเตรเลียทั้งนี้ ดาวเทียมไทยคม 7 จัดสร้างขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ไทยคมกับบริษัท เอเชีย แซทเทลไลท์ เทเลคอมมิวนิเคชั่นส จำกัด ก่อสร้างโดยบริษัทสเปซ ซิสเต็มส/ลอเรล (Space Systems/Loral) แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้บริการ ณ ตำแหน่งวงโคจรที่ 120 องศาตะวันออก โดยบมจ.ไทยคมมีช่องสัญญาณในการให้บริการทั้งหมด 14 ทรานสพอนเดอร์ บนย่านความถี่ซี-แบนด์ สำหรับเงินทุนในโครงการจัดสร้างดาวเทียมไทยคม 7 นั้น ทางไทยคมมีโครงการเสนอขายหุ้นกู้ในวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของโครงการฯ ลงได้กว่าครึ่ง จากยอดต้นทุนเดิมที่ประมาณ 171 ล้านเหรียญสหรัฐอย่างไรก็ตาม การส่งดาวเทียมไทยคม 7 ขึ้นสู่วงโคจร เป็นการเพิ่ม Capacity ให้ไทยคมมีช่องสัญญาณเพียงพอต่อการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมบรอดคาสต์ของไทย โดยเสริมช่องสัญญาณบนดาวเทียมไทยคม 5 และ 6 ที่ให้บริการเต็มในปัจจุบัน การมีดาวเทียมเพิ่มเติมอีกดวงหนึ่งนี้ จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเพิ่มศักยภาพการให้บริการและช่วยขยายตลาดของไทยคมในต่างประเทศด้วย โดยขณะนี้ บริษัทฯ มียอดการจองใช้สัญญาณบนดาวเทียมไทยคม 7 แล้วเต็มจำนวน 100% และสามารถบรรลุข้อตกลงการขายช่องสัญญาณล่วงหน้าไปแล้ว 50% ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างทยอยจัดทำสัญญา “ไทยคมยังคงมุ่งเน้นพัฒนาการให้บริการทั้งในด้านปริมาณช่องสัญญาณ การรองรับความต้องการใช้งานของตลาด และการสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีและบริการในลักษณะครบวงจร (End-to-End Solutions) เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งานและส่งเสริมให้ไทยคมเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” นางศุภจีกล่าว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยคม 7 ขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จแล้ว