ในศตวรรษที่ 21 ที่ใคร ๆ ก็เรียกกันว่าเป็นยุคแห่งสารสนเทศ ยุคที่อะไร ๆ ก็ต้องเป็นไอที ต้องข้องเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตไปเสียเกือบทุกอย่าง คำว่า อีคอมเมิร์ซ ( e-Commerce) ตอนนี้กลายเป็นคำที่คุ้นหูและเป็นคำติดปากนักการค้าสมัยใหม่ไปเสียแล้วนะครับ ซึ่งถ้าพูดถึงการโฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์แล้ว เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลาย ๆ คนคงจะนึกถึงป้ายโฆษณาหรือป้ายแบนเนอร์ (Banner) ที่มักมีแปะอยู่เต็มรอบ ๆ ระหว่างที่เรากำลังอ่านเว็บไซต์ใช่ไหมครับ แต่คุณผู้อ่านทราบไหมครับ ว่าเทคนิคการใช้แบนเนอร์โฆษณาบนเว็บไซต์ ที่ดูเป็นเทคนิคพื้นฐาน เห็นกันจนชิน และ ดูปกติธรรมดาเอามาก ๆ สำหรับการโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตนี้ ปัจจุบันเริ่มจะเสื่อมความนิยมลงแล้ว มีบริษัทหลายแห่งที่ทิ้งรูปแบบการประชาสัมพันธ์ด้วยแบนเนอร์วางบนเว็บไซต์นี้ไปเลย สาเหตุไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาเบื่อหรืออะไรหรอกนะครับ แต่เพราะพวกเขาเริ่มตระหนักถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Banner Blindness ปรากฏการณ์ Banner Blindness พูดง่าย ๆ ก็คือ อาการที่นักท่องอินเทอร์เน็ตเข้าไปดูเว็บไซต์หนึ่ง ๆ โดยมองข้ามแบนเนอร์โฆษณาทั้งหมดไปโดยสิ้นเชิง เรียกว่าไม่ได้แม้แต่จะสังเกตเห็นชื่อร้านค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เขียนอยู่บนแบนเนอร์เหล่านั้นแม้แต่น้อยเลยล่ะครับ สาเหตุของอาการนี้ไม่ใช่เพราะว่าแบนเนอร์เหล่านั้นดีไซน์มาไม่สวยไม่โดนใจผู้เข้าชมเว็บไซต์นะครับ แต่เพราะนักท่องอินเทอร์เน็ตเกิดความ “เคยชิน” กับตำแหน่งของแบนเนอร์โฆษณาบนเว็บไซต์นั้น ๆ ไปเสียแล้วต่างหาก อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านนึกสงสัยบ้างไหมครับ ว่า บรรดาเจ้าของบริษัทและนักประชาสัมพันธ์เขารู้สึกถึงปรากฏการณ์นี้ได้อย่างไร ไปไล่ถามจากนักท่องอินเทอร์เน็ตแต่ละคน หรือ คอยแอบสังเกตเวลาใครกำลังดูเว็บไซต์อยู่หรือเปล่า จริง ๆ วิธีเหล่านั้นก็สามารถทำได้ครับ แต่เดี๋ยวนี้เรามีตัวช่วยเป็นเทคโนโลยี Eye-Tracking หรือ เทคโนโลยีที่ทำให้สามารถรู้ได้ว่าตอนนี้ลูกตาของคน ๆ หนึ่งกำลังจ้องมองอยู่ที่จุดไหนในภาพอยู่ โดยผลที่ได้จากการวิเคราะห์นี้นอกจากจะสามารถรู้ได้ว่าใครมองอะไรที่จุดไหนในภาพบ้างแล้ว ยังสามารถวิเคราะห์ต่อได้ด้วยว่า ใครใช้เวลามองมากหรือน้อยในจุดไหน และ ลำดับในการกวาดสายตาของเราเริ่มจากตำแหน่งไหนไปตำแหน่งไหน จากรายงานในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาของ Business Insider มีการนำเทคโนโลยี Eye-Tracking มาใช้วิเคราะห์การมองภาพของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งผลที่ได้ก็น่าสนใจหลายประการเลยครับ ตัวอย่างเช่น ปรากฏการณ์ที่ผู้เข้ารับการทดลองเอาแต่อ่านเนื้อความหลักของเว็บไซต์โดยไม่สนใจจะมองแบนเนอร์ที่วางอยู่ด้านข้างเลย หรือ ผลในหน้า New Feed ของเฟซบุคที่พบว่า ผู้เข้ารับการทดลองสนใจมองกันแต่ที่รูปภาพมากกว่าที่จะมองส่วนที่เป็นตัวอักษรหรือคำบรรยาย สำหรับในระบบการค้นหาข้อมูลด้วยกูเกิล พบว่ากลุ่มทดลองส่วนใหญ่ให้ความสนใจมองแต่ผลการค้นหาที่ถูกเขียนอยู่ใน 5 อันดับแรกเท่านั้น ส่วนผลในลำดับอื่น ๆ ที่ถัดมานั้นแทบจะไม่ได้รับความสนใจในการมองดูเลย เห็นไหมครับว่าการดีไซน์ออกแบบและการโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แล้ว ต่อให้เอาข้อมูลไปวางไว้อยู่ในทุก ๆ เว็บไซต์ ก็ใช่ว่าคนที่เข้ามาชมจะสนใจมองดูข้อมูลนั้นเสมอไป ถ้าหากว่าสิ่งที่มุ่งหวังจริง ๆ คือ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ดึงดูดสายตาและความสนใจของผู้ชมที่ผ่านไปมาแล้วล่ะก็ ความสวยงามทางศิลปะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียว แต่ปัจจัยทางด้านแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบันเองก็ไม่สามารถจะละเลยได้ แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ พร้อมหรือยังที่จะนำศาสตร์แห่งเทคโนโลยีมาประสานเข้ากับศิลป์แห่งการออกแบบ เพื่อทำให้ธุรกิจหรืองานของเราโดดเด่นสะดุดตาไม่แพ้ใครบนรันเวย์แฟชั่นโชว์ที่เดิมพันด้วยสายตาของชาวไซเบอร์จำนวนนับไม่ถ้วนแห่งนี้ . ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รู้นะว่ามองอะไรอยู่ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
เดือน: กันยายน 2014
-

รู้นะว่ามองอะไรอยู่ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
-

รู้จัก “5พฤติกรรมลูกค้าออนไลน์”
แนะวิธีรับมือและดึงดูดความสนใจให้นักท่องเว็บไซต์ นักชอปออนไลน์ หันมาสนใจสินค้าและบริการก่อนจะถูกมองข้ามไปอย่างรวดเร็ว นายทรงยศ คันธมานนท์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง ReadyPlanet.com กล่าวว่า จากผลวิจัยเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากRed Rocket Media ระบุว่า โดยทั่วไปคนเราจะมีเวลาเฉลี่ยในการให้ความสนใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียง 8 วินาทีเท่านั้นนั่นหมายความว่า หากคุณทำธุรกิจอยู่บนออนไลน์ คุณมีเวลา 8 วินาทีสำคัญที่จะดึงดูดลูกค้าให้สนใจในสินค้าและบริการของคุณ ก่อนถูกมองข้าม พฤติกรรมลูกค้าออนไลน์ แยกเป็น 5 รูปแบบ ดังนี้ 1. วัยรุ่นใจร้อน เว็บไซต์จึงควรโหลดได้เร็วและมีการออกแบบให้แสดงผลบางส่วนได้โดยไม่ต้องรอโหลดหน้าเว็บทั้งหน้าเสร็จนำเสนอข้อมูลโดยใช้ข้อความและภาพประกอบที่ช่วยสื่อให้ผู้ใช้เข้าใจได้ง่ายในเวลาสั้นๆซึ่งหากผู้ใช้สนใจสามารถที่จะอ่านหรือคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ต่อไป 2. เบื่อง่าย หน่ายเร็ว ควรมีการอัพเดตเนื้อหาบนเว็บไซต์ให้มีข้อมูลใหม่และสอดคล้องกับเทศกาลปัจจุบันอยู่เสมออาจมีการปรับภาพตกแต่งบางส่วนหรือใส่วิดีโอประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจ 3. ชอบดูผ่านๆ ไม่ชอบอ่านละเอียด (Scan, not read) ดังนั้น ควรจัดวางเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ให้อ่านง่ายโดยมีการเน้นตัวหนังสือในหัวข้อที่สำคัญให้เห็นได้ชัดหรืออาจแสดงข้อความในลักษณะเป็นข้อๆแบบ bullet จัดเนื้อหาเป็นย่อหน้าสั้นเพื่อให้มีจุดพักสายตาปุ่มหรือเมนูต่างๆควรมองเห็นได้ง่ายและชัดเจน 4.ไม่ชอบจำและคิด ในแต่ละหน้าเว็บ ควรมีเป้าหมายในการนำเสนอประเด็นหลักประเด็นเดียวการตั้งชื่อหัวข้อของหน้าเว็บนั้นๆ ควรสั้น กระชับและจดจำได้ง่ายในการคลิกใช้งานเว็บไซต์ไม่ควรให้ลูกค้าต้องจำหรือคิดโดยไม่จำเป็นอาจมีระบบแสดงรายการสินค้าหรือบทความที่ได้อ่านไปแล้ว เพื่อช่วยเตือนความจำกรณีต้องการกลับไปสั่งซื้อสินค้าที่ได้ดูรายละเอียดไปก่อนหน้านี้ สุดท้าย คือ 5.ขี้ระแวง ต้องนำเสนอข้อมูลที่แสดงความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์เช่น แสดงข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ แผนที่ ข้อมูลที่อยู่ของธุรกิจ แสดงแบนเนอร์การจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้านำข้อมูลประสบการณ์จากลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าแล้วประทับใจ แสดงข้อมูลเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยในการสั่งซื้อและนโยบายที่เกี่ยวกับใช้บริการไว้อย่างเช่นเจนเช่น นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นโยบายการรับประกัน การเปลี่ยนและคืนสินค้าเป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รู้จัก “5พฤติกรรมลูกค้าออนไลน์” -

ข่าวดี!คนใช้รถเฮน้ำมันลดฮวบ ข่าวร้าย…ก๊าซแอลพีจีจ่อขึ้นแน่
สัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่า คนใช้รถ โดยเฉพาะกลุ่มเบนซิน ได้เต็มอิ่มกับนโยบายคืนความสุขให้คนไทยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างแน่นอน หลังจากคณะกรรมการบริหารนโยบายแห่งชาติ (กบง.) ที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คสช. นั่งเป็นประธาน สั่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งใหญ่หั่นภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ราคาน้ำมันขายปลีกลดทันที 1-3.89 บาท เพื่อต้องการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและที่สำคัญต้องการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอีกด้วย สาเหตุที่ต้องหั่นการจัดเก็บรายได้ทั้ง 3 ประเภทนี้ ซึ่งมีสัดส่วน 15% ของราคาน้ำมันขายปลีก เนื่องจากเป็นสิ่งเดียวที่รัฐ สามารถบริหารจัดการแล้วจะทำให้ราคาน้ำมันปรับลดได้ทันที ชนิดเหมือนเสกได้ เพราะจากโครงสร้างราคาน้ำมันอีก 2 ส่วน คือ เนื้อน้ำมัน คิดเป็น 81% ของราคาน้ำมัน ไม่สามารถแตะต้องได้เพราะขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก ส่วนค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน คิดเป็น 4% ของราคาน้ำมันในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ลิตรละ 1.5 บาท ถือว่าต่ำมากจากราคาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 1.5-2 บาท ใจปาหั่นเบนซิน 3.89 บ. ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน ลดลง 3.89 บาท เหลือลิตรละ 44.86 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 2.13 บาท เหลือลิตรละ 37.80 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงลิตรละ 1.70 บาท เหลือลิตรละ 35.78 บาท แก๊สโซฮอล์ อี 20 ลดลง 1 บาท เหลือลิตรละ 33.98 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 0.14 บาท เป็นลิตรละ 29.99 บาท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อรักษาระดับเพดานราคาไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลหากปรับขึ้นสูงมาก จะมีผลต่อจิตวิทยาในด้านการขนส่งทันที แม้ขณะนี้ผู้ประกอบการหลายส่วนจะเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์เป็นก๊าซเอ็นจีวีแล้วก็ตามแต่เมื่อมีการปรับขึ้นราคาดีเซล ทางผู้ประกอบการขนส่งจะต้องออกมาแห่ร้องขอปรับขึ้นราคาค่าขนส่งทันทีและจะมีผลต่อราคาสินค้าอีกด้วย เพราะเป็นหนึ่งในต้นทุนราคาสินค้า ทาง คสช. จึงพยายามประคองราคาไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ภาครัฐมีแต่ได้กับได้ ผลจากการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งนี้ ทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายได้ปรับลดลงทันที 1,109 ล้านบาทต่อเดือน จากรายรับ 3,557 ล้านบาทต่อเดือน เหลือ 2,448 ล้านบาทต่อเดือน แต่เมื่อ กบง. ดีดลูกคิดแล้ว ถือว่าคุ้มค่า เพราะแม้รัฐจะเสียรายได้จากการลดภาษีในกลุ่มเบนซินกว่า 840 ล้านบาทต่อเดือน แต่ก็จะมีรายได้จากการปรับภาษีดีเซลขึ้นมาประมาณเดือนละ 1,230 ล้านบาท เพราะกลุ่มผู้ใช้น้ำมันดีเซลมีถึง 60 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ กลุ่มผู้ใช้เบนซิน มีเพียง 20 ล้านลิตรต่อวัน บวกลบคูณหารแล้วเท่ากับว่า รัฐฯ จะได้รายได้เพิ่มในกระเป๋าประมาณ 400 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่สถานะกองทุนน้ำมันฯ แม้ปัจจุบันจะติดลบอยู่ 6,873 ล้านบาท และรายได้จะลดลง 1,109 ล้านบาท ก็ตาม แต่ก็ถือว่ายังมีรายได้เข้ามาเดือนละ 2,448 ล้านบาท จึงคาดว่า สถานะกองทุนน้ำมันฯ จะกลับมาเป็นบวกได้ภายในเวลา 3 เดือนแน่นอน เพราะตอนนี้ถือเป็นเวลาดีที่ราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาลง จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เบนซินลดอีก-ดีเซลพุ่ง ข่าวดีในเรื่องราคาน้ำมันยังไม่จบเท่านี้ เพราะล่าสุด “อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า คสช. ต้องการเห็นภาษีสรรพสามิตของราคาน้ำมันในแต่ละประเภทให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือประมาณลิตรละ 3 บาท เพราะต้องการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้น้ำมันทุกประเภท หากดูจากตารางภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บใหม่แล้วจะพบว่า ภาษีสรรพสามิตในกลุ่มเบนซินยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 4–5 บาท ก็เท่ากับว่า ราคาน้ำมันเบนซินจะมีโอกาสได้เฮลดลงอีกรอบ ขณะที่ผู้ใช้น้ำมันดีเซล คงต้องพบกับข่าวร้าย เพราะยังเก็บภาษีสรรพสามิตในระดับที่ต่ำมาก คือ 0.75 บาทเท่านั้น ก็ต้องวัดใจว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีแนวทางการเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลอย่างไร เพราะเหมือนที่ระบุไว้ตอนต้นว่า น้ำมันดีเซลเป็นส่วนสำคัญของต้นทุนค่าขนส่ง แต่ในปัจจุบันกลับมีรถยนต์หลายประเภท โดยเฉพาะรถหรู หันมาใช้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นจำนวนมาก ขณะที่กลุ่มเบนซิน ส่วนใหญ่ผู้ใช้คือรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้ในสถานการณ์ปัจจุบันเท่ากับว่า รถมอเตอร์ไซค์ ช่วยจ่ายค่าภาษีฯ น้ำมัน ให้รถหรูได้ใช้สบายในราคาถูกอยู่! หวั่นคนแห่ใช้เบนซิน 95 แต่จากนโยบายการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในครั้งนี้แม้ประชาชนจะพอใจ แต่ก็มีหลายฝ่ายออกมาแสดงความวิตกกังวลว่า การปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน 95 ถึงลิตรละ 3.89 บาท จะทำให้ผู้ใช้รถแห่กลับมาใช้น้ำมันประเภทนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ภาครัฐพยายามรณรงค์ให้ผู้ใช้รถหันมาเติมน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ ซึ่งมีส่วนผสมของพลังงานทดแทนอย่างไบโอดีเซล เพราะหากผู้ใช้รถแห่มาเติมน้ำมันเบนซิน 95 จะทำให้การนำเข้าน้ำมันสูงมากขึ้น ยิ่งขาดดุลมากเท่านั้น คนใช้ก๊าซฯ ทำใจจ่อขึ้น เรื่องโครงสร้างราคาพลังงานนั้นไม่ใช่มีแค่ราคาน้ำมันตัวเดียวเท่านั้น ต้องไม่ลืมว่า ยังมีเรื่องราคาก๊าซอีกด้วย ทั้งก๊าซเอ็นจีวี และก๊าซแอลพีจี ซึ่งเร็ว ๆ นี้ ทาง กบง. จะมีการพิจารณาอีกครั้งและมีแนวโน้มสูงว่าจะต้องปรับขึ้นราคาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะแก๊ส แอลพีจี ภาคขนส่ง เพราะขณะนี้ราคาถูกตรึงไว้ที่ 21.38 บาทต่อ กก. ต่ำกว่าราคาแก๊สแอลพีจี ภาคครัวเรือน อยู่ที่ กก.ละ 22.63 บาท ห่างกันถึง กก.ละ 1.25 บาท และสถานการณ์ล่าสุดเริ่มส่งกลิ่นไม่ดี เพราะมีการลักลอบใช้ถ่ายเทจากภาคขนส่งมายังครัวเรือน และบางพื้นที่มีการขนถังแก๊สครัวเรือนไปเติมในปั๊มแอลพีจี รวมทั้งภาครัฐต้องใช้เงินเกือบ 2 แสนล้านบาท ผ่านกองทุนน้ำมันฯ ในการอุ้มราคาแอลพีจีให้ถูกกว่าราคาตลาดโลกอย่างมาก และต้องลุ้นว่า กบง. จะปรับราคาแก๊สแอลพีจี ภาคขนส่ง ครั้งเดียว 1.25 บาท เลยหรือไม่ ขณะที่ราคาก๊าซเอ็นจีวี ก็เช่นกันราคาถูกตรึงไว้ที่กิโลกรัมละ 10.50 บาท มายาวนาน ซึ่งตรงส่วนนี้ได้ให้ บมจ.ปตท. เป็นผู้แบกรับส่วนต่างไว้ ทาง บมจ.ปตท. ก็ได้อ้อนรัฐบาลหลายครั้ง ขอปรับขึ้นราคา โดยทางภาครัฐได้ยื่นข้อเสนอให้ขยายปั๊มเอ็นจีวีเพิ่มเติม จนถึงขนาดนี้ ทาง บมจ.ปตท. ก็ได้ทยอยขยายปั๊มเอ็นจีวี แต่การปรับขึ้นราคาก็ยังเงียบสนิทอยู่ งานนี้จึงต้องวัดใจรัฐบาลชุดใหม่ว่า จะมีแนวทางอย่างไรในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้ทั้งถูกใจประชาชน ถูกต้องตามกลไกตลาดโลก และถูกทางการรณรงค์ประหยัดพลังงาน เพราะถ้ามัวแต่เอาใจลดสะบั้นหั่นแหลกจนประชาชนเหลิงใช้พลังงานที่มีจำกัดอย่างฟุ่มเฟือยต่อไป เชื่อว่าอนาคตปัญหาพลังงานขาดแคลนจะกลายเป็นวิกฤติระดับชาติแน่นอน. จิตวดี เพ็งมาก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ข่าวดี!คนใช้รถเฮน้ำมันลดฮวบ ข่าวร้าย…ก๊าซแอลพีจีจ่อขึ้นแน่