เดือน: กันยายน 2014

  • น้ำท่วมถนนอ่วม

    น้ำท่วมถนนอ่วม

    นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า สรุปสถานการณ์การเกิดอุทกภัยทั่วประเทศประจำวันที่ 2 ก.ย. พบว่าถนนทางหลวงมีสภาวะน้ำท่วมเกิดขึ้นในพื้นที่ 4 จังหวัด พะเยา น่าน มหาสารคาม และขอนแก่น รวม 4 สายทาง โดยแบ่งออกเป็นเส้นทางผ่านไม่ได้ 1 แห่ง ที่จังหวัดพะเยา บริเวณทางหลวงหมายเลข 1092 ปัวดอย – สิบสองพัฒนา ท้องที่อำเภอปง กม.ที่ 27 เกิดปัญหาคอสะพานขาดจึงควรหลีกเลี่ยงและกันมาใช้เส้นทางของ ทช. แล้วแยกเข้า ทล. 1148 ตอน สะเกิน – สบทุแทน จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางนี้ส่วนอีก 3 เส้นทางมีน้ำท่วมขัง รถสัญจรได้แต่ไม่สะดวก ประกอบด้วย จังหวัดน่าน บริเวณทางหลวงหมายเลข 1081 บ้านเวร – ห้วยโก๋น ท้องที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ กม.ที่ 111 – 113 เกิดปัญหาดินสไลด์ปิดทับคันทาง ทำให้การจราจรผ่านได้ไม่สะดวก จังหวัดมหาสารคาม บริเวณทางหลวงหมายเลข 12 พรหมนิมิต – ห้วยสีดา ท้องที่อำเภอเชียงยืน กม. ที่ 580 -581 มีปัญหาระดับน้ำท่วมสูง 10 ซม.และจังหวัดขอนแก่น บริเวณทางหลวงหมายเลข 2039 น้ำพอง – น้ำอ้อม ท้องที่อำเภอกระนวน กม.ที่ 26 – 27 มีระดับน้ำท่วมสูง 30 ซม. การจราจรผ่านได้ไม่สะดวกสำหรับประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้เส้นทางหลวงในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัย ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการขับขี่เพิ่มขึ้น และขอให้สอบถามเส้นทางก่อนการเดินทางอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ที่เบอร์โทรศัพท์สายด่วนกรมทางหลวง 1586 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือเข้าไปดูข้อมูลได้ที่www.doh.go.thด้านนายชาติชาย ทิพย์สุนาวี อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท ที่ได้รับผลกระทบและเสียหายจากอุทกภัย วันที่ 31 ส.ค.-2 ก.ย.57 มีทั้งสิ้น 7 เส้นทาง อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดคือ จังหวัดกำแพงเพชร 1 เส้นทาง , เชียงราย 4 เส้นทาง และแม่ฮ่องสอน 2 เส้นทาง ซึ่งขณะนี้ กรมฯได้ดำเนินการซ่อมแซมเบื้องต้น เพื่อให้รถสามารถใช้งานได้ตามปกติครบทุกเส้นทางแล้วสำหรับงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยในปี 57 กรมฯได้ตั้งงบประมาณไว้ทั้งสิ้น 810 ล้านบาท โดยคาดว่าหลังน้ำลดจะเร่งเข้าพื้นที่เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมพื้นผิวที่เสียหายให้เป็นไปตามมาตรฐานทางต่อไป ส่วนงบประมาณปี 58 ได้ตั้งงบประมาณสำหรับใช้ซ่อมแซมถนนที่คาดว่าจะเข้าข่ายอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยประมาณ 1,461 ล้านบาท โดยทางกรมฯ จะเร่งเข้าไปสำรวจและซ่อมแซมบริเวณคอสะพานที่ได้รับความเสียหายก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เช่น พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ภาคใต้ เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : น้ำท่วมถนนอ่วม

  • เทศกาลไหว้พระจันทร์เงินสะพัด 800 ล้าน

    เทศกาลไหว้พระจันทร์เงินสะพัด 800 ล้าน

    รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์ในปีนี้ ตรงกับวันที่ 8ก.ย. คาดว่าจะมีเงินสะพัด 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายในการซื้อขนมไหว้พระจันทร์เฉลี่ยคนละ 590 บาท จากปีก่อนที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 580 บาท ซึ่งเงินเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการปรับราคาขนม มากกว่าผลจากการซื้อในปริมาณที่สูงขึ้น เนื่องจากการสำรวจพบว่า กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่จะใช้งบประมาณในการซื้อขนมไหว้พระจันทร์ใกล้เคียงกับปีก่อนถึง 70%สำหรับปัจจัยหลัก ที่ทำให้มูลค่าตลาดขนมไหว้พระจันทร์ยังเติบโต แม้ว่าจะถูกกดดัน จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง มาจากกลุ่มดั้งเดิมที่ซื้อเป็นประจำ เพื่อใช้ไหว้ ซึ่งปริมาณซื้อใกล้เคียงปีก่อน ประกอบกับการพัฒนารูปแบบของขนมไหว้พระจันทร์ ของผู้ประกอบการรายเดิม และผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ทั้งด้านความหลากหลายของไส้ ลวดลายของขนมไหว้พระจันทร์ที่แปลกตา เช่น ลวดลายการ์ตูน หรือรูปสัตว์ ที่ได้รับความนิยม เพื่อสร้างความแตกต่าง และเจาะกลุ่มตลาดเป้าหมายที่กว้างขึ้น เช่น กลุ่มลูกค้าเด็ก วัยรุ่น และวัยทำงาน รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้า ส่งผลให้ฐานกลุ่มลูกค้าขยายกว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ซื้อไปกิน หรือฝากญาติมิตร รวมทั้งกลุ่มองค์กรธุรกิจที่ซื้อเป็นของกำนัลลูกค้านอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรหาโอกาสในการขยายตลาดไปสู่ตลาดส่งออก โดยอาศัยความโดดเด่นทางด้านไส้ขนมไหว้พระจันทร์ของไทย เช่น ไส้ทุเรียน ลำไย เป็นต้น ซึ่งอาจร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านค้าปลีก หรือร้านอาหารไทย ที่ไปเปิดสาขาในต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นช่องทางการจัดจำหน่าย สำหรับจุดเด่นของขนมไหว้พระจันทร์ คือรสชาติอร่อย รองลงมาคือ การเป็นขนมที่มีประวัติเก่าแก่ มีความหลากหลายของไส้ ขณะที่จุดด้อยที่สำคัญ คือมีราคาสูง ส่วนการปรับราค าและภาวะเศรษฐกิจ มีผลต่อปริมาณการซื้อระดับปานกลางและมาก“ปีนี้ผู้ประกอบการขนมไหว้พระจันทร์ ต้องเผชิญกับความท้าทายในการทำตลาด เนื่องจากตลาดยังถูกกดดันจากภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้พฤติกรรมของภาคประชาชนประหยัด และมีการระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์ทางด้านราคา ซึ่งคาดว่าจะสอดคล้องกับกำลังซื้อที่มีจำกัดในช่วงนี้ และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อมากที่สุด”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เทศกาลไหว้พระจันทร์เงินสะพัด 800 ล้าน

  • ขู่เพิ่มโทษโรงงานทิ้งขยะชุ่ย

    ขู่เพิ่มโทษโรงงานทิ้งขยะชุ่ย

    นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรอ. เตรียมเสนอเรื่องด่วนให้ รมว.อุตสาหกรรมคนใหม่พิจารณา คือ การจัดการกากอุตสาหกรรม เนื่องจากขณะนี้ยังมีการลักลอบทิ้งในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต เช่น บ่อขยะ โดยกรมฯอยู่ระหว่างปรับเพิ่มโทษผู้ประกอบการที่ลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้ง จะต้องค่าปรับสูงขึ้น และมีโทษจำคุก รวมทั้งอาจเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหากยังไม่ปรับปรุงแก้ไข จากโทษเดิมมีเพียงโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งการปรับปรุงกฎหมายใหม่ คาดว่า จะเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียภายในต้นปี 58 และดำเนินการตามขั้นตอนปรับแก้กฎหมายต่อไปนอกจากนี้กรมฯ อยู่ระหว่างการทำโครงการนำร่องจัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อดึงโรงงานผู้ผลิตกากอุตสาหกรรมอันตรายเข้าสู่ระบบให้มากที่สุด กำหนดแผนเข้าตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม 20 ประเภท ที่มีกากอุตสาหกรรมอันตราย ใน 17 จังหวัด 2,829 โรงงาน ซึ่งปัจจุบันตรวจสอบไปแล้ว 977 โรงงาน มีกากอุตสาหกรรมที่ขออนุญาตนำออกนอกโรงงานทั้งสิ้น 1 ล้านตัน ขนออกจริง 234,000 ตัน ที่เหลืออีก 1,800 โรงงาน กรมฯจะเร่งตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 3-5 เดือน คาดว่า เมื่อตรวจสอบเสร็จแล้วจะทำให้มีกากอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น 20-30%สำหรับประเภทโรงงานอุตสาหกรรม 20 ประเภท เป้าหมาย ได้แก่ โรงงานหมัก ชำแหละ อบ ป่น โรงงานทำเคมีภัณฑ์ สารเคมี วัสดุเคมี โรงงานทำปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช โรงงานทำสีทา พ่น เคลือบ เป็นต้น โดยใน 17 จังหวัดเป้าหมาย เป็นจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น เช่น สมุทรปราการ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ระยอง ชลบุรี เป็นต้นนอกจากนี้จะแจ้งความคืบหน้าการดำเนินออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม (ร.ง.4) จากใช้เวลา 90 วัน เหลือ 30 วัน โดยขณะนี้ กรอ. ได้ออกใบอนุญาตไปแล้ว 99% เหลือ 1% เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องให้กับหน่วยงานอื่น ส่วนการออกใบอนุญาตโรงไฟฟ้า ขณะนี้อยู่ในความดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ซึ่งกรอ.ได้ประสานงาน ร่วมกับเรกูเลเตอร์ จัดตั้งคณะอนุกรรมการยกร่างข้อตกลงการทำงานร่วมกัน (เอ็มโอยู) เพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการ โดยภายในเดือนก.ย.นี้จะดำเนินการให้แล้วเสร็จ คาดว่า จะทำให้เกิดการออกใบอนุญาตโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาท และจะเสนอยกเลิกการใช้แร่ใยหิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการต่อไปส่วนแนวทางการบริหารงานของกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะเน้นงาน 6 ด้านที่สำคัญ เช่น การพิจารณาอนุญาต ,การจัดการวัตถุอันตราย ,การบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม ,การพัฒนาสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ ,การบริหารความปลอดภัย และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขู่เพิ่มโทษโรงงานทิ้งขยะชุ่ย