เดือน: กันยายน 2014

  • ชง 8 ยุทธศาสตร์เพิ่มส่งออกไทย

    ชง 8 ยุทธศาสตร์เพิ่มส่งออกไทย

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดทำยุทธศาสตร์ 8 ข้อในการผลักดันการส่งออกสินค้าไทยตามนโยบายของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เพื่อนำมาเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกให้กับสินค้าและบริการของไทย และผลักดันให้การส่งออกมีอัตราการขยายตัวในอัตราที่ดี โดยกรมฯจะให้ความสำคัญในการใช้ประโยชน์จากสื่อดิจิตอลและรูปแบบการค้าสมัยใหม่อื่นๆมาสนับสนุนการส่งออก เช่น การค้าขายผ่านทีวีช้อปปิ้ง และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ของต่างประเทศ เนื่องจากวิธีนี้สามารถเจาะตลาดผู้บริโภคได้โดยตรง“การสร้างภาพลักษณ์ประเทศก็ยังถือเป็นว่ายุทธศาสตร์ที่สำคัญในการส่งออกเช่นกันเพราะสามารถผลักดันให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการไทยมีความเชื่อมั่นประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีความน่าเชื่อถือ ประกอบกอบการรุกตลาดส่งออกในหลายช่องทางก็จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการส่งออกได้เป็นอย่างดี”ส่วนยุทธศาสตร์อื่น เช่น การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยจะผลักดันให้ผู้ส่งออกเข้าไปทำตลาดในประเทศที่ทำเอฟทีเอ และอาเซียนให้มากขึ้น ซึ่งกรมฯ จะมีข้อมูลด้านการค้าและการลงทุนที่เจาะลึก และยังมีศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในอาเซียนถึง 9 แห่ง ที่จะคอยให้บริการ รวมทั้งจะเพิ่มกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการสั่งซื้อสินค้าไทย ทั้งการจัดไทยแลนด์ วีค การจัดคณะผู้แทนการค้าไปทำตลาดแบบเจาะจง และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป โดยจะจัดเทศกาลส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์อาหารไทย ทั้งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารที่สำคัญทั่วโลก การส่งเสริมสินค้าฮาลาล การจัดงานแสดงสินค้าอาหารระดับนานาชาติในไทย รวมทั้งการร่วมมือกับร้านอาหารไทยในต่างประเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นการบริโภคและโปรโมตภาพลักษณ์อาหารไทย และจะเร่งมอบตราสัญลักษณ์ไทยซีเล็กซ์ให้กับร้านอาหารไทยและอาหารไทยที่ได้มาตรฐานให้ได้เพิ่มมากขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชง 8 ยุทธศาสตร์เพิ่มส่งออกไทย

  • ยอดติดตั้งเอ็นจีวีลดลง 60%

    ยอดติดตั้งเอ็นจีวีลดลง 60%

    รายงานข่าวจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้จำนวนรถยนต์ติดตั้งก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) ในปี 57 ลดลงถึง 60% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้มีรถเอ็นจีวีจากโรงงานจำนวนเหลือค้างจำนวนมาก โดยเฉลี่ยมียอดติดตั้งเอ็นจีวีเพียงวันละ89 คัน จากปีก่อนอยู่ที่วันละ218 คันส่วนใหญ่เป็นรถติดตั้งเอ็นจีวีจากโรงงานรถยนต์ ซึ่งรถยนต์ส่วนหนึ่งหันไปติดตั้งก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)แทน เพราะเห็นว่ามีราคาถูกกว่าและมีจำนวนปั๊มที่มาก ซึ่งต้องการทุกคนเข้าใจว่า ก๊าซเอ็นจีวีเป็นพลังงานทางเลือก แต่ควรจะปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด เพราะจะทำให้ธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืน"ทิศทางธุรกิจก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี)นั้น ปตท.ได้กำหนดแนวทางที่สำคัญ คือ การปรับราคาขายปลีกเอ็นจีวีให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งนโยบายการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของรัฐบาล หากมีแผนให้ทยอยปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีได้บ้างจะช่วยลดภาระให้กับปตท.เพื่อที่จะมีเงินไปลงทุนในการขยายสถานีหลักและปั๊มเอ็นจีวี"ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมาปตท.มีผลขาดทุนสะสมจากการเข้าไปอุดหนุนราคาเอ็นจีวีตั้งแต่ปี46 จนถึงปัจจุบัน รวมแล้ว 95,283 ล้านบาท โดยเฉพาะการออกบัตรเครดิตพลังงาน 77,000 ใบเมื่อปี 53 ให้กลุ่มรถโดยสารสาธารณะสามารถใช้สิทธิ์ซื้อเอ็นจีวีในราคาเดิม 8.50บาทต่อก.ก.จากราคาจริง 10.50 บาทต่อก.ก. มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เดือนละ140 ล้านบาท ขณะที่มีหนี้เสียจากการรูดบัตรเครดิตพลังงานเติมเอ็นจีวีค้างอยู่20 ล้านบาท“ก่อนหน้านี้ทางสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาโครงสร้างต้นทุนราคาเอ็นจีวีพบว่า ในปี 56 ต้นทุนเนื้อก๊าซฯมีราคาอยู่ที่11.19 บาทต่อก.ก. เมื่อรวมกับต้นทุนการลงทุน ค่าบริหารจัดการเอ็นจีวีและภาษีมูลค่าเพิ่ม อีก 4.81 บาท ราคาเอ็นจีวีที่สะท้อนต้นทุนจริงอยู่ที่ 16 บาทต่อก.ก. ในขณะที่ราคาเอ็นจีวีที่ขายอยู่ในปัจจุบันอยู่ที่10.50 บาทต่อก.ก.”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดติดตั้งเอ็นจีวีลดลง 60%

  • พาณิชย์เร่งขายข้าวให้เอกชนโดยตรง

    พาณิชย์เร่งขายข้าวให้เอกชนโดยตรง

    รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ออกประกาศคณะทำงานดำเนินการระบายข้าว เรื่องการจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลให้กับภาคเอกชนที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพื่อการส่งออก โดยคณะทำงานฯได้ขอความเห็นชอบต่อประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) แล้ว ซึ่งข้าวสารที่จะจำหน่ายเป็นชนิดข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ข้าวหอมจังหวัด ข้าวปทุมธานี ข้าวขาว 5% ข้าวขาว 15% ข้าวขาว 25% เลิศ ข้าวเหนียวขาว 10% ข้าวท่อนหอมมะลิ ปลายข้าวหอมมะลิ เป็นต้นทั้งนี้ ตามประกาศได้กำหนดให้ผู้ซื้อต้องยื่นหนังสือขอเสนอซื้อข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลของรัฐต่ออธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าว โดยจะต้องมีหลักฐานสำคัญคือคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศแนบมาด้วยแหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว กล่าวว่า การเปิดให้เอกชนที่มีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศสามารถซื้อข้าวสต๊อกรัฐบาลได้ วงการค้าข้าวได้ตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการอนุมัติราคาขาย เหมือนกับรัฐบาลชุดที่แล้วที่ได้เปิดให้ผู้ส่งออกซื้อข้าวทางตรงกับรัฐ และได้มีการอนุมัติขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในระบบการแข่งขันของภาคเอกชนด้วยกันเอง เพราะไม่มีรายใดทราบราคาที่อนุมัติขาย“เมื่อเปลี่ยนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศคนใหม่ เปลี่ยนรมว.พาณิชย์คนใหม่ แต่วิธีการกลับวนมาใช้แบบเดิม ซึ่งไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความโปร่งใสได้ โดยภาครัฐควรจะใช้วิธีการประมูลแข่งขันน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่ามาใช้วิธีการนี้”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เร่งขายข้าวให้เอกชนโดยตรง