เดือน: กันยายน 2014

  • ลุ้นหุ้นไทยแตะ 1,650 จุดในปีนี้

    ลุ้นหุ้นไทยแตะ 1,650 จุดในปีนี้

    นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้คาดว่าจะสูงถึงระดับ 1,630-1,650 จุด และกำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโต 10-12%โดยอ้างอิงจากจากธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้จะอยู่ที่1.5% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวเพิ่มมากขึ้นและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่เริ่มมีความแข็งแกร่งหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวภายในประเทศ ผลักดันการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นภายในสิ้นปีนี้“ถึงแม้ภาคการส่งออกจะยังเป็นแรงกดดันและต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการฟื้นตัวอีกครั้งแต่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อยู่ในช่วงขาขึ้นจะสามารถช่วยผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อย่างมีเถสียรภาพ ส่งผลถึงในปี 58ที่ทางธปท.คาดจีดีพีจะโตถึง 5.5% ซึ่งทางบลจ.คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวเติบโตสอดคล้องถึง 1,700จุดโดยมาจากผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 10%ในปีหน้าสำหรับทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังให้เน้นลงทุนหุ้นในกลุ่มที่อิงนโยบายภาครัฐเป็นหลักอาทิ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มโรงแรมรวมทั้งกระจายความเสี่ยงไปในตลาดหุ้นในประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเน้นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นหลัก เนื่องจากราคาปิดกำไรต่อหุ้น(พีอี)อยู่ในระดับต่ำ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นหุ้นไทยแตะ 1,650 จุดในปีนี้

  • ปูพรมจับภูมิปัญญาไทยทั่วประเทศจดลิขสิทธิ์

    ปูพรมจับภูมิปัญญาไทยทั่วประเทศจดลิขสิทธิ์

    นางกุลณี อิศดิศัย รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงต่างประเทศในการเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นภูมิปัญญาไทยทั่วประเทศเพื่อป้องกันการแอบไปขึ้นทะเบียนหรือจดลิขสิทธิ์ตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะนำร่องจดทะเบียนผลงานศิลป์แผ่นดิน ที่จัดแสดงอยู่ในพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งสถาบันสิริกิติ์ได้สร้างสรรค์ขึ้นเช่น ฉากไม้แกะสลัก เรื่องสังข์ทองและป่าหิมพานต์, ฉากผ้าปักไหมน้อย เรื่องอิเหนา, ฉากถมทอง เรื่องรามเกียรติ์รวมถึงเครื่องเงินเครื่องทอง ปักผ้า และลายเขียน เป็นต้น“กรมฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำร่องผลงานศิลป์แผ่นดินก่อนเนื่องเป็นผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม และบันทึกเป็นฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของชาติและ ผลงานศิลป์แผ่นดินเป็นเดอะเบสท์ ออฟ อาเซียน ในด้านของความประณีต วิจิตรบรรจงที่ควรค่าแก่การปกป้องคุ้มครองให้เป็นสมบัติของชาติต่อไป และจากนั้นจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเพื่อขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นภูมิปัญญาไทยทั่วประเทศ”นอกจากนี้กรมฯยังได้เร่งดำเนินการปกป้องคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยในด้านต่างๆตามนโยบายของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยโดยได้จัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและทุกหน่วยงานเห็นตรงกันว่า ระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ยังไม่รองรับการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นทรัพยากรพันธุกรรม และการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงยังไม่มีกฎหมายหรือพันธกรณีระหว่างประเทศที่ให้การคุ้มครองจึงต้องบูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องมีหน่วยงานหลักทั้งนี้ในเบื้องต้นจะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อบริหารคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเดิมที่มีอยู่หรือร่างกฎหมายใหม่เพื่อให้การปกป้องคุ้มคอรงครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนางกุลณี กล่าวว่า ในปัจจุบันไทยยังไม่มีระบบการปกป้องคุ้มครองภูมิปัญญาไทย มีเพียงแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละด้านว่ามีอะไรบ้าง เช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีฐานข้อมูลพันธ์พืช พันธ์สัตว์, กระทรวงวัฒนธรรม ด้านโบราณสถาน โบราณวัตถุและมรดกที่จับต้องไม่ได้ เช่นวิธีการนวดแผนไทย มวยไทย รวมถึงการแสดงออกทางวัฒนธรรม อย่าง การรำ โขน รวมประมาณ 286 รายการ,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดูแลทรัพยากรพันธุกรรม และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์รับจดแจ้งข้อมูลวิธีการทำอาหาร และเครื่องดื่ม เป็นต้น ราว 4,800 รายการ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปูพรมจับภูมิปัญญาไทยทั่วประเทศจดลิขสิทธิ์

  • เปิดใจผอ.สวทช.หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ไม่ควรเอาเนคเทคไปทั้งหมด

    เปิดใจผอ.สวทช.หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ไม่ควรเอาเนคเทคไปทั้งหมด

    ดร.ทวีศักดิ์  กออนันตกูล  ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  (สวทช.)  เปิดเผยในบทความสัมภาษณ์เกี่ยวการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล ที่เผยแพร่แก่สื่อมวลชนว่า แม้ประเทศไทยจะกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล  ทั้งด้านเทคโนโลยีและบริการต่าง  ๆ  แต่ก็มีความเสี่ยงมากขึ้นทางด้านความปลอดภัย  หากประเทศไทยยัง ไม่รู้เท่าทันเรื่องของความเสี่ยงเหล่านี้    ที่ผ่านมาแม้ประเทศไทยจะเริ่มเดินหน้าในการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลมาพอสมควร โดยมีการจัดตั้งกระทรวงไอซีทีขึ้นตั้งแต่ปี 2545 และมีแผนแม่บทไอซีทีฉบับแรกของประเทศ ซึ่งตนเองเป็นประธานในการยกร่างขึ้น แต่ยอมรับว่ายังไปได้ไม่ถึงไหน   ซึ่งการเมืองถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเดินหน้าช้าลง   โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตราคาถูกของพื้นที่ชนบทห่างไกล  ที่วันนี้ ประเทศเพื่อนบ้านนำไปหมดแล้ว  แม้แต่เวียดนามที่เริ่มหลังไทยหลายปีก็ตาม ดร.ทวีศักดิ์  กล่าวว่า  การเดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง    ควรต้องมีการปรับปรุงประเทศในหลายด้าน  เช่น การพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศ  และราคาถูก  การลงทุนทำฐานข้อมูลเพื่อบริการประชาชน และการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐโดยไม่ต้องไปถึงที่สำนักงานของรัฐมากนัก และที่สำคัญถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐควรที่จะต้องยกเลิกการขอสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านจากประชาชนเสียที ทั้งนี้สวทช.เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2535   โดยเสนอให้ครม.สร้างระบบอีดีไอ( Electronic Data Interchange)  ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ช่วยให้ผู้นำเข้าส่งออกสินค้าต่างๆ สามารถผ่านด่านศุลกากรโดยไม่ต้องส่งเอกสารที่เป็นกระดาษ จนปัจจุบันไทยมีระบบรัฐบาลอิเล็กทรอกนิกส์หลายเรื่อง ซึ่งหน่วยงานที่เริ่มทำเรื่องต่าง ๆ นี้ก็มาจากสวทช.  ดร.ทวีศักดิ์  กล่าวอีกว่า  มองเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ของกระทรวงเดียว แต่ต้องร่วมมือกันเป็นกระบวนการระหว่างกระทรวง ซึ่งสวทช.ยินดีที่จะทำงานวิจัยและส่งต่อผลงานสำคัญให้กระทรวงที่ดูแลเศรษฐกิจ ดิจิทัลเอาไปขยายผล สำหรับกรณีกระทรวงไอซีทีอยากโอนย้ายเนคเทคไปอยู่ด้วยนั้น  ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า สวทช.ยินดีสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหากแผนการจัดตั้งกระทรวงใหม่มีความชัดเจนในภารกิจ หน้าที่ความรับผิดชอบ โครงสร้างและรูปแบบขององค์กรแล้ว เชื่อว่าจะมีพนักงานส่วนหนึ่งสนใจที่จะไปร่วมงานด้วยอยู่แล้ว ซึ่งก็พร้อมสนับสนุน “แต่ ณ วันนี้ ขอเรียนว่า ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งท่านรัฐมนตรีว่าการ และท่านปลัดฯ หรือ สวทช. ยังไม่เคยมีการหารือร่วมกันเป็นทางการในเรื่องนี้กับทางกระทรวง ไอซีทีแต่อย่างใด ว่าภารกิจใดมีความจำเป็นต้องเกิดขึ้นในกระทรวงไอซีที และต้องการทีมงานแบบใดไปทำงาน”  อย่างไรก็ดี เห็นว่าไม่ควรที่จะโอนย้ายเนคเทคไปทั้งหมดทั้งคนและทรัพย์สิน แต่ควรเป็นรูปแบบอื่น ๆ เช่น การตั้งหน่วยงานใหม่ที่ดีๆ ในกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัล และให้พนักงานสวทช. ที่สนใจสมัครใจตัดสินใจขอย้ายไปเอง แต่หน่วยงานใหม่ก็คงจะต้องพิจารณาคัดเลือกด้วย ไม่ได้รับทุกคนที่แสดงความประสงค์จะไป  “ผมมองว่า  การมีเนคเทค อยู่ที่สวทช. ยังมีความจำเป็น เพราะหลายเรื่องที่เนคเทคทำ โดยเฉพาะส่วนงานวิจัยต้นน้ำ ทั้งที่เป็น Goal-Oriented Basic Research หรือเป็น Platform Technology ยังควรอยู่ภายในสวทช. เพื่อร่วมขับเคลื่อนไปพร้อมกับเทคโนโลยีแขนงอื่นเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศในภาพรวม เช่นเดียวกับที่หน่วยงานแบบเดียวกับสวทช. ในต่างประเทศ  ส่วนงานบางเรื่องที่ใกล้ตลาดหรืออยู่ปลายน้ำ ถ้าคิดว่า การไปดำเนินการภายใต้กระทรวง ไอซีทีหรือกระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัล จะสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ผลกระทบที่คาดหวังได้แรงกว่า ก็เป็นสิ่งที่จะต้องมาคุยกันในระดับบริหารของทั้งสองกระทรวง ให้ได้ข้อสรุปที่เห็นชอบร่วมกันก่อนที่จะดำเนินการ”  ดร.ทวีศักดิ์  กล่าว  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดใจผอ.สวทช.หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ไม่ควรเอาเนคเทคไปทั้งหมด