เดือน: กันยายน 2014

  • ชอปกระจาย วันที่ 24 กันยายน 2557

    ชอปกระจาย วันที่ 24 กันยายน 2557

    สถิติใหม่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซกลุ่มบริษัท อาลีบาบา ผู้ให้บริการด้านอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของจีน เริ่มการเสนอขายหุ้นใหม่ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ในตลาดหลักทรัพย์นครนิวยอร์ก สามารถเปิดตัวด้วยราคาที่สูงถึง 92.70 ดอลลาร์สหรัฐ (2,994.21 บาท) ปิดตลาด 93.89 ดอลลาร์สหรัฐ (3,032.64 บาท) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 38 สร้างสถิติสูงที่ สุดในประวัติศาสตร์หุ้นไอพีโอของสหรัฐ อเมริกา เพิ่มมูลค่าตลาดให้เว็บไซต์อาลีบาบาเป็น 231,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงแอมะซอนและเฟซบุ๊กขึ้นมาเป็นธุรกิจอี-คอมเมิร์ซขนาดใหญ่ อันดับ 2 ของโลกw ปากกาอัจฉริยะ

    เว็บไซต์ techcrunch.com รายงานว่า งาน TechCrunch Expo ประจำปี ค.ศ.2014 ที่นครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่เรียกว่า ปากกาอัจฉริยะ (Smartpen) เป็นปากกาที่สามารถบันทึกทุกอย่างที่วาดหรือเขียนลงในกระดาษ แล้วส่งไฟล์ไปยังคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตได้ทันที รวมถึงคุณสมบัติบอกตำแหน่งที่อยู่ หรือพิกัดของผู้ส่ง ผ่านการส่งคลื่นอัลตรา ซาวด์และอินฟราเรดไปยังตัวรับสัญญาณมูฟแพค (MovPack)

    เป็นชื่อยานพาหนะคันแรกของโลกที่มาในรูปของเป้สะพายหลัง สามารถพับเก็บใส่เป้ได้หลังจากใช้แล้ว วิ่งได้เร็ว 15 ไมล์/ชม. เหมาะสำหรับขี่ไปทำงานหรือใช้ในรั้วมหาวิทยาลัย คาดว่า เทคโนโลยีที่นำมาแสดงในงานดังกล่าว จะมีการผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์เร็ว ๆ นี้ราคาถูก

    สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า กูเกิล ได้ เปิดตัวสมาร์ทโฟนราคาถูกสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เรียกว่า Android One Initiative เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย ราคา 6,400 รูปี หรือประมาณ 3,200 บาท ปัจจุบันอินเดีย เป็นตลาดสมาร์ทโฟน ที่มีขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเติบโตเร็ว รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา คาดว่า อีก 4 ปีข้างหน้า จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนในอินเดีย จะเพิ่มเป็นสองเท่าลาซาด้าประกวดคลิป

    ลาซาด้า ห้างสรรพสินค้าออนไลน์ ขอเชิญชวนนิสิต-นักศึกษา โชว์ไอเดียสร้างสรรค์คลิป วิดีโอ ในหัวข้อ “Effortless Shopping ช้อปง่าย ๆ ช้อปลาซาด้า” ความยาว 30 วินาที-1 นาที โดย ไม่จำกัดเทคนิคการ ถ่ายทำ รูปแบบการนำเสนอ และการตัดต่อ ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท ส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้-30 กันยายน 2557 โดยแจ้งชื่อ-นามสกุล ภาควิชา คณะมหาวิทยาลัย ที่ศึกษา รวมถึงชื่อผล งานพร้อมแนวคิดใน การสร้างสรรค์ ผ่านทาง Scholarship@lazada.co.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.lazada.co.th/scholarship

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชอปกระจาย วันที่ 24 กันยายน 2557

  • การตลาดยุคดิจิตอล อย่ามองข้ามมือถือ

    การตลาดยุคดิจิตอล อย่ามองข้ามมือถือ

    ด้วยเทรนด์การใช้งานมือถือที่มากขึ้น คนทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จึงหันไปทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเพิ่ม ขึ้นด้วย

    นายทรงยศ คันธมานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด เล่าว่า จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนักการตลาดต้องมองตลาดออกเช่นกัน โดยเฉพาะในยุคดิจิตอลที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ด้วยพฤติกรรมของคนไทยปัจจุบันมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ ใน 1 วัน คิดเป็น 80% และ 73% ผ่านแท็บเล็ต ในขณะที่ 55% ยังใช้อินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

    ดังนั้น การตลาดดิจิตอลที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกปี และมีธุรกิจที่แปลกใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และด้วยการใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น การทำตลาดบนโทรศัพท์มือถือจึงได้รับความนิยมและมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

    “ปัจจุบันนักการตลาดยังใช้งบที่สูงในการโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งสลับกับการโฆษณาผ่านสมาร์ทโฟนที่ใช้งบน้อยที่สุดแต่กลับได้รับอิทธิพลจากผู้ใช้งานมือถือในการเข้าถึงการโฆษณานั้น ๆ มากกว่า”

    การเติบโตของตลาดดิจิตอลดังกล่าว นี้ ส่งผลให้ผลประกอบการครึ่งปีแรกเรดดี้ แพลนเน็ตมีอัตราการเติบโตถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าตลอดทั้งปีจะเติบโตประมาณ 50%

    ทั้งนี้ จากผลสำรวจพบว่า การโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลจะเพิ่มขึ้นเป็น 75% ในอีก 5 ปีข้างหน้า แสดงให้เห็นว่า การโฆษณาผ่านดิจิตอลจะเติบโตเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่วนใหญ่จะมุ่งมาทางโทรศัพท์มือถือ

    อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือของไทยปีนี้ พบว่า 41% และถ้าธุรกิจไหนที่ไม่ทำ การตลาดผ่านมือถือ จะถือว่าขาดลูกค้าไป 41% ซึ่งผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซก็ต้องคัดสรรและดัด แปลงลดขนาดรูปภาพเพื่อรองรับการค้าขายสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนมากยิ่งขึ้นด้วย

    อย่างไรก็ตาม 5 เทรนด์การตลาดดิจิตอลในปีหน้า คือ 1. Sharing Economy 2. Internet of Things 3. Mobile Wallet 4. Digital Streaming และ 5. Beacon Technology โดยคาดว่า Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปัน จะเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะประหยัดได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่นธุรกิจของ Uber ซึ่ง เป็นแอพพลิเคชั่นที่ตอบสนองให้กับคนที่จะเดินทางไปทางเดียวกันสามารถขึ้นรถรับจ้างคันเดียวกันได้

    หรือ Instacart การรับจ้างซื้อของในซูเปอร์มาร์เกตให้กับลูกค้า รวมไปถึงการนำห้องพักหรือบ้านตากอากาศที่ยังว่างอยู่เข้ามาแชร์ใช้ร่วมกัน ผ่านแอพ airbnb ซึ่งเจ้าของบ้านจะสามารถนำห้องที่เหลือ หรือบ้านทั้งหลัง มาให้บริการกับผู้ที่จะเข้าพัก ในลักษณะเดียวกับโฮมสเตย์ ซึ่งอนาคตจะเข้ามาดึงส่วนแบ่งตลาดกลุ่มธุรกิจโรงแรม ซึ่งบริการดังกล่าวจะทำผ่านสื่อออนไลน์หรือแอพพลิเคชั่นทั้งสิ้น

    และด้วยการเติบโตของสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้สื่อเหล่านี้กลายเป็นช่องทางที่บริษัทและเจ้าของธุรกิจต่าง ๆ จะหันมาใช้เพื่อเป็นช่องทางขายสินค้าและบริการได้มากขึ้นตามไปด้วย

    ปัจจุบัน ผู้ใช้งานจึงได้เห็น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ไลน์ และกูเกิล ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการขายสินค้าให้กับธุรกิจต่าง ๆ ด้วยวิธีที่หลากหลายและซับซ้อนมากกว่าที่จะเป็นการโฆษณาแบบชัดเจน ถือเป็นสื่อที่สำคัญที่เจ้า ของสินค้ายุคใหม่จะมองข้ามไม่ได้

    ปัจจุบันลูกค้าของเรดดี้แพลนเน็ตกว่า 14,000 เว็บไซต์ ได้เริ่มหันมาสนใจที่จะทำการตลาดผ่านมือถือกันมากขึ้นเช่นกันเพราะค่าโฆษณาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับสื่ออื่น ๆ.กัญณัฏฐ์ บุตรดี
    Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การตลาดยุคดิจิตอล อย่ามองข้ามมือถือ

  • ‘วี-กัลลิเวอร์’ สยายปีก ตลาดรถมือสองในไทย

    ‘วี-กัลลิเวอร์’ สยายปีก ตลาดรถมือสองในไทย

    นับตั้งแต่รัฐบาลปิดโครงการรถยนต์คันแรกไปเมื่อปีที่ผ่านมา ตลาดซื้อขายรถยนต์มือสองในประเทศ ไทยก็เริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น เนื่องจากความต้องการการใช้รถของประชาชนยังมีอยู่เสมอ เช่น เมื่อใดที่ต้องการมีรถคันใหม่ ก็ต้องขายรถคันเก่าออกไปยังเต็นท์รถมือสอง หรือเมื่อราคาของรถใหม่สูง ตลาดรถมือสองก็จะกลับมาเป็นตัวเลือกสำคัญในโอกาสนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ กัลลิเวอร์ อินเตอร์ เนชันแนล บริษัทที่ประสบความสำเร็จด้านการทำธุรกิจรถมือสอง ในญี่ปุ่นมากกว่า 20 ปี จะเข้ามาเปลี่ยนประวัติศาสตร์รถยนต์มือสองในเมืองไทย โดยนำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทยไปดูตลาดรถยนต์มือสองในญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของกัลลิเวอร์ฯชัดเจนว่าทำอย่างไร จึงสามารถขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งได้ โดยมี นายคัทซิชิ โนมูระกรรมการผู้จัดการ บริษัท วี-กัลลิเวอร์ กล่าวถึงความพร้อมการเข้ามารุกขยายกิจการรถมือสองในประเทศไทย

    “หากดูแนวโน้มการขยายตัวของธุรกิจรถยนต์มือสองในประเทศญี่ปุ่นขณะนี้หากเทียบครัวเรือนในญี่ปุ่น พบว่ามีรถยนต์สัดส่วน 80% ของจำนวนครัวเรือน แต่สำหรับประเทศไทยมีประมาณ 13% ของจำนวนครัวเรือน จึงเชื่อว่าตลาดรถยนต์มือสองในไทย ยังเติบโตได้อย่างแน่นอน และเป็นโอกาสดีที่เข้ามาเพื่อขยายฐานการตลาด และสร้างทางเลือกที่ดีให้กับลูกค้าชาวไทย”ดังนั้นเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา บริษัท วี-กัลลิเวอร์ ได้เริ่มเปิดธุรกิจรถมือสองเป็นสาขาแรกที่บริเวณถนนศรีนครินทร์ และขยายต่อมาเรื่อย ๆ จนขณะนี้มีสาขาแล้วถึง 5 สาขา คือ นวมินทร์, เชียงใหม่, ถนนศรีนครินทร์ สมุทรปราการ, หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และ นครสวรรค์ โดยทุกสาขามีลักษณะเป็นการเปิดแบบแฟรนไชส์ กับบริษัท วี-กัลลิเวอร์ เท่านั้น”หลังจากนี้ วี-กัลลิเวอร์เริ่มพัฒนาระบบซื้อขายรถมือสองให้เป็นมาตรฐานที่ดี ทั้งด้านการประเมินราคารถ ราคาขายรถ และราคารับซื้อรถ รวมถึงการบริการหลังการขายที่จะมีแพ็กเกจการดูแลรถยนต์เพิ่มเติมให้ลูกค้าที่สนใจสามารถซื้อเพิ่มเติมได้ และว่าการบริการนี้หาไม่ได้ในเต็นท์รถทั่วไปแน่นอน

    “การเข้ามารุกเปิดตลาดทำธุรกิจรถมือสองในเมืองไทย เพราะมีจุดแข็งคือ ระบบการประเมินราคารถ การตรวจสภาพรถก่อนซื้อได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการมีความชำนาญด้วยกลยุทธ์การขายที่มีประสบการณ์ยาวนาน ที่สามารถปิดการขายและส่งมอบรถได้อย่างรวดเร็ว”สำหรับการทำตลาดในไทย จะเร่งทำใน 3 ด้าน คือ ทำตลาดแบบออนไลน์ ทำตลาดในพื้นที่ และผ่านการประชา สัมพันธ์ โดยงบประมาณด้านการทำตลาดหลัก ๆ จะมาจากรายได้ของการขายธุรกิจแฟรนไชส์ ส่วนจุดคุ้มทุนของการเปิดธุรกิจในประเทศไทยนั้นคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีครึ่งต้องยอมรับว่าหลังการร่วมทุนถือเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดีนัก ประกอบกับรัฐบาลไทยมีโครงการรถยนต์คันแรก จึงส่งผลกระทบต่อการขยายตัว และกดราคาของรถมือสองลงประมาณ 30% เพราะรถยนต์ใหม่ที่รัฐบาลไทยสนับสนุนให้ซื้อเป็นรถอีโค่คาร์ ที่มีราคาไม่สูงนัก หากเทียบกับราคารถมือสอง ส่งผลให้เต็นท์รถมือสองจำนวนมากต้องปิดกิจการลง แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยว่าเติบโตไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นวี-กัลลิเวอร์จึงต้องเร่งสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้า และผู้ที่สนใจทำธุรกิจเต็นท์รถมือสองให้ได้ คาดว่าในสิ้นปีนี้จะมีสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 10 แห่ง ในปี 58 เพิ่มขึ้นอีก 100 แห่ง และในปี 60 ตั้งเป้าหมายว่าจะมีโชว์รูมรถยนต์มือสองถึง 300 แห่งทั่วประเทศอย่างไรก็ตามการเข้ามารุกสยายปีก เปิดสาขาที่ประเทศ ไทยนอกจากทำให้ภาพลักษณ์ของเต็นท์รถมือสองดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค รวมทั้งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในอนาคต แล้ววี-กัลลิเวอร์ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ อนาคตจะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางขยายธุรกิจไปยังกลุ่มอาเซียนด้วย.เอวิกานต์ บังคง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘วี-กัลลิเวอร์’ สยายปีก ตลาดรถมือสองในไทย