นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย (เอฟไอที) เปิดเผยว่า ช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา ทั้งกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จี 20 เช่น เยอรมัน ญีปุ่น ที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ตลาดอาเซียนกลายเป็นแกนหลักในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเห็นว่าจุดเด่นของไทยคือภาคเกษตร เกษตรแปรรูป และอาหาร เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก ไม่มีใครสามารถล้มแชมป์ได้ แต่การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเป็นเรื่องจำเป็น โดยไม่ควรใช้ระบบอุปถัมภ์เหมือนที่ผ่านมา แต่จำเป็นต้องเพิ่มเทคโนโลยีและ คุณภาพให้ผลิตดีขึ้นสำหรับ อุตสาหกรรมรถยนต์แม้ไทยจะเป็นศูนย์การผลิตรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่มูลค่าตลาดซื้อขายรถยนต์อยู่ที่อินโดนีเซีย เพราะมีประชากรถึง 245 ล้านคน และอินโดนีเซียเพิ่งเริ่มจะมีรถคันแรก ขณะที่ไทยเริ่มมีรถยนต์คันที่ 2 ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว ด้วยการไม่พึ่งทัวร์จากภายนอกอย่างเดียว แต่ควรหาพันธมิตรร่วมทุน เพื่อพานักท่องเที่ยวไทยออกไปต่างประเทศ เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านเริ่มโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวเหมือนกับไทย ทำให้นักท่องเที่ยวลดเวลาการพำนักในไทย จึงจำเป็นต้องหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ทำตลาดนอกจากนี้มองว่าในปี 73 กลุ่มชนชั้นกลางในอาเซียนที่มีอยู่ 400 ล้านคน จากประชากรอาเซียน 700 ล้านคน จะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งการบริโภคการ การบริการ สาธารณสุข ที่อยู่อาศัยจึง จำเป็นที่ไทยต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือการแข่งขันที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต ทั้งเรื่องการศึกษา ระบบราชการ โลจิสติกส์ และขนส่ง แต่ยอมรับว่าข้อเสียของไทย คือการเมืองทำให้นโยบายไม่นิ่ง และไม่มีความต่อเนื่อง ต้องแก้ปัญหากันมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มองว่าเศรษฐกิจอาเซียนเติบโตปีนี้ 5.4% และปีหน้า 5.8% ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า เป็นห่วงเศรษฐกิจโลก ที่ชะลอตัวลง เช่น จีน และยุโรป ซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวนั้น จะกระทบส่งออกไทย เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงประเมินว่าส่งออกปีนี้โตเพียง 1.5% ยกเว้นสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มฟื้นตัว แต่ไม่ได้ทำให้ส่งออกขยายตัวมากนัก ขณะที่ราคาสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา ก็ตกต่ำส่วนการบริโภคภายในประเทศไม่ได้เติบโต ดังนั้นเห็นว่าการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศของรัฐ เป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 58 วงเงิน 2.75 ล้านล้านบาท และงบลงทุนในโครงการต่าง ๆ ให้เพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เบิกจ่ายล่าช้า ทำให้มีงบประมาณเหลืออยู่ 300,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นงบประมาณเหลื่อมปีที่จะนำมาใช้ในปีหน้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “สุรินทร์”แนะพัฒนาเกษตรไทยสู่เวทีโลก
เดือน: กันยายน 2014
-

“สุรินทร์”แนะพัฒนาเกษตรไทยสู่เวทีโลก
-

แท็กซี่ขู่ขึ้นLPG-NGVเลิกกดมิเตอร์
เมื่อวันที่ 23 ก.ย.นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงกรณีที่ผู้ขับแท็กซี่ขู่จะเลิกกดมิเตอร์คิดค่าโดยสาร และหันมาใช้วิธีต่อรองราคาแทน หากภาครัฐไม่ขึ้นค่าโดยสารให้ว่า ถือว่ามีความผิดกฎหมายตามพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ถ้าไม่กดมิเตอร์ หรือไม่คิดค่าโดยสารตามที่กำหนด จะถูกโทษปรับครั้งแรกไม่เกิน 1,000 บาท แต่หากกระทำผิดซ้ำซาก ครั้งที่ 2 จะปรับ 1,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับรถ 7 วัน ส่วนครั้งที่ 3 ปรับ 1,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับรถ 15 วัน หากกระทำผิดข้อหาเดียวกัน 3 ครั้งใน 1 เดือน จะปรับ 1,000 บาท และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันทีส่วนการประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช้อป) ด้านขนส่งทางบก ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ กรมฯจะนำผลการศึกษาเรื่องอัตราโครงสร้างราคาค่าโดยสารแท็กซี่ เสนอที่ประชุม ซึ่งมีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เป็นประธานฯ โดยผลการศึกษาค่าโดยสารได้คำนวณจากอัตราค่าเช่ารถ ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมรถในแต่ละปี ส่วนราคาพลังงานก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง หากปรับขึ้น ก็อาจต้องนำมาพิจารณาเพิ่ม แต่การจะปรับขึ้นค่ารถแท็กซี่หรือไม่นั้น จะต้องรอนโยบายจากฝ่ายบริหาร รมว. และ รมช.คมนาคม อีกครั้งด้านนายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สหกรณ์แท็กซี่ฯ จะให้เวลารัฐบาลพิจารณาการปรับค่าโดยสารแท็กซี่อีกระยะหนึ่ง แต่หากค่าโดยสารยังไม่ขึ้นอีก 10% และรัฐยังขึ้นราคาพลังงานแอลพีจี และเอ็นจีวีเมื่อไร สหกรณ์จะเลิกคิดค่าโดยสารแบบกดมิเตอร์ทันที และมาใช้วิธีต่อรองราคากับผู้โดยสารแทน ซึ่งยอมรับว่าแม้เป็นวิธีผิดกฎหมาย แต่ก็จำเป็น เพราะขณะนี้ อาชีพแท็กซี่หลายคนขับไปแล้วขาดทุน มีรายได้หักค่าใช้จ่ายเหลือน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเสียอีก“ปัจจุบันต้นทุนค่าแก๊สของแท็กซี่ที่ติดตั้งเอ็นจีวีอยู่ที่ กก.ละ 8.50 บาท หรือกะ 12 ชม. 400-500 บาท แต่ถ้ารัฐลอยตัวขึ้นทุก ๆ กก.ละ 1 บาท จะทำให้ต้นทุนเพิ่ม 50 บาททันที และถ้าปรับขึ้นไปที่ กก.ละ 16 บาทจริง ค่าเติมแก๊สกะนึงจะพุ่งเป็น 900-1,000 บาท ซึ่งอยู่ไม่ได้แน่ จึงอยากให้ภาครัฐเห็นใจด้วย ส่วนในวันที่ 27 ก.ย.นี้ ที่กระทรวงคมนาคม จะประชุมโครงสร้างค่าโดยสารเข้าใจว่า น่าจะเป็นการประชุมกันภายใน ซึ่งตัวแทนแท็กซี่ยังจะไม่เข้าไปคุยหรือกดดัน แต่หากค่าแก๊สขึ้นราคาเดือนต.ค.นี้จริง คงจะต้องเลิกกดมิเตอร์แน่นอน”ด้านนายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า สถิติรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ใช้บริการรถแท็กซี่ช่วง 11 เดือนปีงบ 57 มี 31,183 ราย ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร 11,340 ราย แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ 4,304 ราย ขับรถประมาท น่าหวาดเสียว 3,641 ราย ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร 2,217 ราย และพาผู้โดยสารไปตามเส้นทางที่อ้อมเกินควร 1,534 ราย โดยขณะนี้ได้เรียกตัวผู้กระทำผิดมาสอบสวนและเปรียบเทียบปรับแล้ว 24,436 ราย หรือ คิดเป็น 78.36%นอกจากนี้กรมการขนส่งทางบก ได้เริ่มใช้มาตรการพักใช้ เพิกถอนใบอนุญาตขับรถสาธารณะที่กระทำผิดซ้ำซากตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เม.ย.57- 16 ก.ย.57 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ลงโทษผู้ขับที่มีความผิดร้ายแรง เช่น เสพหรือเมาสุรา หรือเสพยาเสพติดให้โทษ และวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตกับประสาท รวมทั้งขับรถในขณะหย่อนความสามารถหรือกระทำความผิดทางอาญา โดยพักใบอนุญาตผู้ขับรถแท็กซี่ไปแล้ว 26 ราย และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถอีก 1 ราย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แท็กซี่ขู่ขึ้นLPG-NGVเลิกกดมิเตอร์ -

ทุ่ม 20 ล้านบาทส่งขนมไทยบุกตลาด
นายธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีอาร์ ไทยฟู้ดส์ จำกัด ในเครือ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าขนมไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวขนมไทย ที่ออกจำหน่ายผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อ รวมไปถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อแบรนด์แม่นภา หลังจากเห็นโอกาสและศัยกภาพของขนมไทยที่คนไทยนิยมรับประทาน ประกอบกับปัจจุบันยังไม่มีผู้ที่ทำตลาดและจำหน่ายขนมไทยอย่างจริงจัง ผ่านช่องทางดังกล่าว ดังนั้นจึงได้ทุ่มงบการตลาดกว่า 20 ล้านบาท เพื่อทำประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์สินค้าผ่านป้ายโฆษณา รวมถึงแจกสินค้าให้ชิมฟรี โดยตั้งเป้าหมายยอดขายปีนี้ไว้ 60 ล้านบาท“ก่อนหน้านี้ บริษัทสุนทรธัญทรัพย์ เป็นผู้ผลิตข้าวตราไก่แจ้ แต่ไม่ได้มองว่า จะต้องผลิตสินค้าที่ทำจากข้าวเท่านั้น เพราะต้องการเน้นการทำขนมไทยมากกว่า โดยปีนี้เริ่มเปิดตัวสินค้า 3 อย่าง คือกล้วยเบรกแตก ทองม้วนหมูหยอง และข้าวต้มมัด ซึ่งหลังจากทดลองวางขายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ก็พบว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ยิ่งทำให้มั่นใจมากขึ้น จึงเดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่อีกและคาดว่าปีหน้าน่าจะมีขนมใหม่วางขายอีก 4-5 ชนิดด้วย”อย่างไรก็ตาม บริษัทมีจุดมุ่งหมายที่จะผลักดันตลาดส่งออกมากขึ้น ให้มีสัดส่วนรายได้ถึง50% ของรายได้ทั้งหมด จากปัจจุบันที่มีไม่ถึง 10% จากการส่งสินค้าไปยังประเทศเมียมาร์เท่านั้น ดังนั้นในปีหน้า จะเร่งเดินสายประชาสัมพันธ์ตามงานเทศกาลในต่างประเทศ รวมถึงการเสนอขายสินค้าโดยตรง ผ่านตัวแทนจำหน่ายต่างประเทศด้วย โดยเน้นไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและจีนเป็นหลักก่อน คาดว่าจะทำให้สัดส่วนการส่งออกเพิ่มเป็น 30% ของรายได้ทั้งปีที่ 100 ล้านบาทได้แน่นอนพร้อมกันนี้ใน 1-2 ปีข้างหน้า บริษัทเตรียมงบลงทุนที่ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานและเพิ่มกำลังการผลิต ให้สามารถรองรับการผลิตสินค้าได้นาน 5 จากขณะนี้ที่โรงงานสามารถรองรับการผลิตได้เพียง 1-2 ปีเท่านั้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทุ่ม 20 ล้านบาทส่งขนมไทยบุกตลาด