เดือน: กันยายน 2014

  • แพลนทินัมแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น

    แพลนทินัมแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น

    นายสมบูรณ์ วงศ์รัศมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะแพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาศูนย์การค้าส่งและค้าปลีก รวมถึงบริหารพื้นที่ค้าส่งและค้าปลีกให้เช่าเพื่อการพาณิชย์และธุรกิจโรงแรมเปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการนำเสนอข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์(ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ก.ล. ต.) เรียบร้อยแล้ว และแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินทั้งนี้คาดว่าจะสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ภายใน ต้นปี 58 โดยมีทุนจดทะเบียน 2,800 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท มีทุนที่ออกและเรียกชำระ 2,100 ล้านบาท ซึ่งจะนำเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) 700 ล้านหุ้น หรือ 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกเรียก และชำระแล้วทั้งหมด หลังการเสนอขายในครั้งนี้“สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะนำไปขยายโครงการขนาดใหญ่รวมมูลค่ากว่า 8,600 ล้านบาท ได้แก่ โครงการเดอะมาร์เก็ต บาย แพลทินัม ศูนย์ การค้าขนาดใหญ่ใกล้บิ๊กซีราชดำริ และห้างเกสรพลาซ่า ที่คาดว่าจะเปิดบริการได้ภายในปี 60 ใช้เงินลงทุนมูลค่า 7,000 ล้านบาท ,โรงแรมฮอลิเดย์ อิน เอ๊กซ์เพลส ระดับ 3 ดาว และโรงแรมฮอลิเดย์ อิน รีสอร์ท ระดับ 4 ดาว บริเวณ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ในช่วงปลายปี 60 มูลค่ารวม 1,200 ล้านบาท,โครงการเดอะวอร์ฟ สมุยคอมมูนิตี้มอลติดชายหาด และทางเดินสกายวอร์คตั้งแต่ห้างเกสร พลาซ่า ถึงห้างสรรพสินค้าแพลทินัม ประตูน้ำ มูลค่าการลงทุน 400 ล้านบาท”นอกจากนี้ ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปจะะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ หลังจากก่อนหน้านี้อาจชะลอตัวลงพอสมควร ซึ่งคาดว่าผู้ประกอบธุรกิจจะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และรับประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ค่อนข้างมาก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แพลนทินัมแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น

  • กสท.-ช่อง 3 ถกออกคู่ขนานไม่คืบจ่อยื่นศาลขอคุ้มครอง

    กสท.-ช่อง 3 ถกออกคู่ขนานไม่คืบจ่อยื่นศาลขอคุ้มครอง

    วันนี้(23 ก.ย.) ที่อาคารเอ็กซิมแบงก์ ผู้บริหาร บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (ช่อง 3 ) ประกอบด้วย นายประสาร มาลีนนท์ นายประวิทย์ มาลีนนท์ และนายฉัตรชัย เทียมทอง เข้าหารือกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) 5 คน คือพ.อ.ดร. นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท. , พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ งามสง่า กรรมการ ,พล.ท. พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ , นายธวัชชัย จิตรภาษนันท์ กรรมการ และ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ เพื่อหาทางออกกรณีการออกอากาศช่อง 3 อนาล็อค คู่ขนานกับทีวีดิจิตอลซึ่งเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนายฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ในฐานะตัวแทนช่อง 3 เปิดเผยหลังการเจรจาครั้งนี้ ว่า ยังไม่คืบหน้า โดยช่อง 3 ต้องการความชัดเจนว่าหากช่อง 3 อนาล็อก ออกอากาศคู่ขนานดิจิตอลจะผิดกฎหมายหรือไม่ ส่วนการลดหย่อนค่าธรรมเพื่อเยียวยาการออกคู่ขนานนั้นไม่ใช่ประเด็นหลักของช่อง 3 โดยขอให้ กสท.ชี้แนะว่าควรต้องทำอย่างไรไม่ให้ผิดข้อกฎหมาย ซึ่งหากช่อง 3 อนาล็อกจดดำบนโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวี ฐานคนดูจำนวน 16 ล้านครัวเรือนคิดเป็นประชากรจำนวน 50 ล้านคนจะเกิดผลกระทบ รวมถึงต้องจ่ายค่าชดเชยค่าชดเชยให้กับเอเจนซี่และลูกค้าจำนวน 70% ในขณะเดียวกันมีแนวโน้มที่จะดำเนินการขอให้ศาลปกครองมีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนจะเกิดจอดำในวันที่ 30ก.ย.นี้"มองว่าเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายให้ช่อง3 ได้พอสมควร แผนรับมือค่อนข้างจำกัดเพราะช่อง3 ทำตามกฎกติกา ตอนนี้ ช่องยังมองในแง่ดี ไม่เอาคนดูเป็นตัวประกัน และคิดว่าคณะกรรมการ กสท. น่าจะผ่อนผันระยะเวลาจอดำ และถ้าเป็นไปได้อย่าทรมานคนดูเลย และหวังว่าจะจบลงด้วยดี และมีประเด็นที่กสท.รับปากจะไปดูเรื่องกฎหมายให้ และถ้าทำได้ช่อง3 อยากออกคู่ขนาน ก่อนวันที่10ต.ค.นี้ ต้องขึ้นอยู่กับ กสท."น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กสท. กล่าวว่า การเจรจาครั้งนี้เนื้อหาไม่ได้อยู่ที่การลดค่าธรรมเนียม 4% ให้กับช่อง 3 ที่ยอมมาออกอากาศคู่ขนาน แต่ต้องการความชัดเจนเรื่องข้อกฎหมายว่าสามารถออกอากาศคู่ขนานได้ด้วยไม่ผิดข้อกฎหมายของกสท. ดังนั้นช่อง 3 ควรทำหนังสือสอบถามมายังกสท.เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ซึ่งกสท.จะตอบข้อสงสัยทั้งหมดในขณะที่ช่วงเช้าที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการเนื้อหาและผังรายการได้เชิญช่องช่อง 3 และผู้ให้บริการโครงข่ายกองทัพบก และโครงข่ายไทยพีบีเอส เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการนำเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากช่อง 3 อ้างว่าไม่สามารถไปสู่ทีวีดิจิตอลได้ เนื่องจากโครงข่ายไม่มีความพร้อม ขยายการติดตั้งไม่ครอบคลุมพื้นที่ซึ่งมองว่าเป็นการนำเสนอข่าวที่ไม่ครบถ้วนรอบด้าน โดยหากต้องการข้อมูลที่กสทช.หรือผู้ให้บริการโครงข่าย ซึ่งภาพรวมการขยายโครงข่ายดิจิตอลมีการขยายตามแผนโดยไทยพีบีเอสขยายไปตามกำหนดของกสทช.ส่วนโครงข่ายอสมทที่ล่าช้า ซึ่งสำนักงานกสทช.ได้ดำเนินการเตือนเป็นที่เรียบร้อยแล้วส่วนกรณีที่มีดารา นักแสดง และผู้จัดรายการ ทางช่อง 3 โพสต์ข้อความเรื่องจอดำ ส่วนตัวในฐานะที่ดูแลงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ มองว่า เรื่องนี้สามารถวิพากย์วิจารณ์ได้ แต่ควรระวังไม่ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน และเป็นข้อเท็จจริง พร้อมทั้งเป็นข้อมูลที่สะท้อนกลับเรื่องการให้ข้อมูล และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของช่องเอง ทั้งนี้ประชาชนบางส่วนเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างช่อง 3 กับ กสท. แต่บางส่วนไม่ได้ติดตามข้อมูลตั้งแต่แรกอาจะเกิดความเข้าใจผิด หลังจากนั้นอาจมีการติดตามแล้วเกิดคำถามว่าทำไมไม่ทำตามกฎระเบียบ ทั้งนี้อาจจะมีการเจรจากับช่อง 3 อีกครั้งในวันที่ 26 ก.ย.นี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท.-ช่อง 3 ถกออกคู่ขนานไม่คืบจ่อยื่นศาลขอคุ้มครอง

  • ฟันธงคนไทยไม่พร้อมรับเออีซี

    ฟันธงคนไทยไม่พร้อมรับเออีซี

    นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการเรื่อง “จริงแน่หรือแค่ฝัน เศรษฐกิจไทยก้าวไกลหลังการปฏิรูป” จัดโดยสมาคมปริญญาโทสำหรับผู้บริหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า ไทยควรเร่งปฏิรูปในเรื่องคน และการศึกษา เนื่องจากปัจจุบันแม้ไทยกำลังเข้าสู่การเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 แต่ขณะนี้คนในประเทศ ยังไม่พร้อม โดยเฉพาะเรื่องภาษา รวมทั้งขณะนี้ ไทยแพ้โลกสังคมโซเชียลมีเดีย ที่เปิดรับทันที โดยไม่คัดกรองข้อมูล เมื่อเปิดเออีซีแล้ว จะยิ่งทำให้มีข้อมูลในโซเซี่ยลมีเดียเพิ่มมากขึ้น เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล“หากถามว่า แรงงานไทยพร้อมเข้าสู่เออีซีหรือยัง ผมขอตอบว่า ยังไม่พร้อม เพราะเพียงภาษาอังกฤษ ก็ไปไม่รอดแล้ว นี่เป็นสาเหตุที่คนไทยกลัวการไปทำงานที่ใช้ฝีมือแรงงานเทคโนโลยีระดับสูง ทำให้เสียเปรียบแรงงานอาเซียนด้วยกัน นอกจากนี้แรงงานไทยยังติดขัดกับปัญหารสชาติอาหาร ที่ทำใจยอมรับรสชาติอาหารที่แปลกลิ้นไปจากปกติไม่ได้ และอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทย ที่เป็นประเด็นหนึ่งที่อาจทำให้การปฏิรูปประเทศไทย ไม่สามารถเดินหน้าได้รวดเร็ว คือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมที่เป็นความขัดแย้งบนพื้นฐานของการที่อะไรเป็นเรื่องที่ควรรู้หรืออะไรเป็นเรื่องที่ไม่ควรรู้ และไทยแพ้โลกของสังคมโซเซี่ยลมีเดีย พร้อมเปิดรับข้อมูลทันที โดยไม่คัดกรอง ทำให้เชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ ไร้ภูมิคุ้มกัน”อย่างไรก็ตามการจะกำหนดทิศทางให้ประเทศไทย เดินไปในทิศทางใดในการปฏิรูป จะต้องกำหนดแผนงานขึ้นมา เช่นเดียวกับประเทศเยอรมันนี ที่มีการวางแผนมาอย่างยาวนานว่า ต้องการเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป(อียู) วางแผนยุทธศาสตร์ประเทศ เมื่อมีการรวมกัน จึงมีการใช้เงินสกุลยูโร ในอียู ขณะที่ไทยต้องการเป็นผู้นำในกลุ่มอาเซียน แต่ปีหน้าจะเข้าสู่เออีซี แต่จนถึงขณะนี้ไทย ยังไม่มีแผนพัฒนา และรองรับความต้องการดังกล่าว เพราะล่าสุดความก้าวหน้าทางวิชาการการศึกษาของประเทศไทยในระดับโลก จะถูกจัดอันดับให้ลดอันดับลงมาอีก“อยากบอกว่า ขอให้คนไทยอย่ากลัวการปฏิรูปประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้น หน้าที่ของเราคือทำตัวให้พร้อมไม่ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางใด แต่ขอให้เชื่อว่าทุกสิ่งจะต้องดีขึ้นในอนาคต ซึ่งการเมืองที่มีความขัดแย้งกันในปีนี้ ไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เพราะโรงงานอุตสาหกรรก็เปิดทำงานตามปกติ ไม่ได้ลดกำลังการผลิต แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดการส่งออกของประเทศไทยกลับลดลง ซึ่งตรงนี้อาจมาจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หรือการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศไทยไม่ตรงตามรสนิยมตลาดโลก หรือว่าเทคโนโลยีการผลิตของไทยที่เน้นใช้แรงงานเป็นหลักอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง”นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทำให้การส่งออกของประเทศไทยมีปัญหา สิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปเป็นเรื่องเร่งด่วนคือการฟื้นฟู และสนับสนุนให้เกิดการค้าตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหาตลาดส่งออกแห่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะตลาดชายแดน พม่า กัมพูชา และลาว ที่แม้ว่าแต่ละปี จีดีพีจะเติบโตไม่มากนัก แต่ก็มีมูลค่ารวมกันหลายแสนล้านบาทต่อปีนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร หลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปฏิรูป ไม่ใช่แค่การปฏิรูปในด้านกฎหมายเท่านั้น แต่ถ้าให้การปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องปฏิรูปคน ทั้งในด้านการศึกษา สามัญสำนึก เนื่องจากขณะนี้บุคลากรของประเทศ ยังมีปัญหาเรื่องการศึกษา รวมทั้งเรื่องภาษา ซึ่งต้องเร่งพัฒนาในจุดนี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฟันธงคนไทยไม่พร้อมรับเออีซี