ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (23ก.ย.)ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกลบตลอดวัน โดยมีแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มสื่อสาร ภายใต้ความคาดหวัง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจชี้นำดัชนี ขณะเดียวกัน ยังมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นหลังดัชนีปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนักลงทุนรอจับตาปัจจัยใหม่ เข้าผลักดันดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุด1,596.23 จุด และลดลงต่ำสุด1,585.75 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,590.13 จุด เพิ่มขึ้น0.62จุด หรือ0.04%ด้วยมูลค่าซื้อขาย47,170.09 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด5อันดับแรก1.เอไอเอส ปิดที่224.00บาท เพิ่มขึ้น 7.00บาท2.อินทัช ปิดที่71.50บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท3.ทรู ปิดที่12.50บาท ลดลง 0.20 บาท4.พีอีอาร์เอ็มปิดที่3.30บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท5.ปตท.ปิดที่359.00บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 23 กันยายน 2557 ปิดบวก 0.62 จุด
เดือน: กันยายน 2014
-

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 23 กันยายน 2557 ปิดบวก 0.62 จุด
-

ลุ้นยุบไม่ยุบรัฐวิสาหกิจ!
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของสศช. เกี่ยวกับการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเร่งทบทวนบทบาท และทิศทางดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ทั้ง 56 แห่ง เพื่อพิจารณาความจำเป็นในการคงสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจต่อไปหรือไม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนจะยุบหรือไม่ยุบรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาหรือไม่นั้น กระทรวงต้นสังกัด และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะพิจารณาผลดำเนินงาน ก่อนประเมินความเหมาะสมอีกครั้งทั้งนี้ ในแนวทางการพิจารณา กระทรวงการคลังต้องทบทวนว่า รัฐวิสาหกิจทั้งหมด มีดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้เป็นไปตามภารกิจหลักตามวัตถุ ประสงค์ของการจัดตั้ง เช่น กรณีขององค์การคลังสินค้า (อคส.) เดิม ไม่ได้รับผิดชอบในโครงการรับจำนำข้าว แต่ปัจจุบันไม่มีโครงการดังกล่าว จะต้องกลับไปดำเนินภารกิจเดิมของหน่วยงาน หรือองค์การสะพานปลา อาจต้องนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปหารายได้ด้านอื่นแทน รวมทั้งทบทวนความจำเป็นกับการเป็นเครื่องมือของรัฐ อาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการโดยไม่มีวัตถุประสงค์ในการจัดหารายได้ และต้องขอรับการสนับสนุนเงินได้ส่วนใหญ่จากงบประมาณแผ่นดิน และรัฐวิสาหกิจลูกของหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยขณะเดียวกันยังให้กระทรวงการคลัง ร่วมกับกระทรวงเจ้าสังกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิจารณาแนวทางการดำเนินงานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยจะพิจารณาแนวทางสนับสนุนการทำธุรกิจร่วมกัน เพราะการให้สัญญาสัมปทานกับเอกชนจะสิ้นสุดในปี 58 นี้ เช่นเดียวกับบริษัทมหาชนจำกัดอื่นๆ กระทรวงการคลังจะต้องเร่งปรับปรุงรูปแบบการกำกับ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้นแข่งขันในเชิงธุรกิจได้นอกจากนี้ยังสั่งให้กระทรวงต้นสังกัดเร่งให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุน ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 95% ของกรอบวงเงินรวม โดยเฉพาะเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการกับประชาชน เช่น รถไฟทางคู่ และโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และยังให้รัฐวิสาหกิจให้ความสำคัญกับงานด้านการวิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยให้นำกำไรสุทธิแต่ละปี 3% มาทำการวิจัยนายอาคม กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณของรัฐวิสาหกิจปี 58 มีวงเงินดำเนินการ 1.397 ล้านล้านบาท และวงเงินลงทุน 657,901 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 14% โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 83,269 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ 2.008 ล้านล้านบาท และรายจ่าย 1.919 ล้านล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นยุบไม่ยุบรัฐวิสาหกิจ! -

หอการค้าเผยชาวนาไทยโครตจน
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ต้องการเสนอให้รัฐบาลปฎิรูปข้าวไทยเร่งด่วน 3 ด้าน เพื่อให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกในอนาคตได้ ประกอบด้วย การปฏิรูปกระบวนการผลิตทั้งระบบ ทั้งวิธีการเพาะปลูก พื้นที่เพาะปลูก พันธุ์ข้าว แหล่งน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก, ปฏิรูปโครงสร้างต้นทุนการผลิต โดยลดอัตราการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น รวมทั้งรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตให้ชาวนา 20% ของต้นทุนรวม และปฏิรูปห่วงโซ่อุปทาน การบริหารจัดการข้าวของประเทศ โดยให้ ชาวนา โรงสี ผู้ส่งออก รวมตัวกัน เพื่อบริหารจัดการข้าว แทนต่างคน ต่างทำในปัจจุบันสาเหตุที่ต้องให้รัฐบาลเร่งปฎิรูป เพราะว่าเงินเหลือจากการปลูกข้าว ของชาวนาไทย เฉลี่ยลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อน เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้ โดยในปี 56 ชาวนามีรายได้ 11,187 บาทต่อตัน มีต้นทุน 10,685 บาทต่อตัน และมีเงินเหลือเพียง 502 บาทต่อตัน ส่วนปี 52 ชาวนามีรายได้10,600 บาทต่อตัน ต้นทุน 8,349.1 บาทต่อตัน และมีเงินเหลือ 2,311 บาทต่อตัน และปี 47 ชาวนามีรายได้ 6,741 บาทต่อตัน มีต้นทุนการผลิต 4,835.4 บาทต่อตัน ทำให้ เงินเหลือเฉลี่ยที่ 1,905.6 บาทต่อตัน“อีกทั้ง ที่ผ่านมาพรรคการเมืองไทย จะเน้นนโยบายการใช้ราคาข้าวเปลือกเป็นที่ตั้งในการหา เสียง ส่งผลให้มีการใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลต้องปฏิรูปกระบวนการผลิตทั้งระบบ โดยเฉพาะช่วยเหลือเรื่องต้น ทุน และเพิ่มผลผลิต เหมือนกับประเทศอื่นที่ทำกัน ซึ่งการชดเชยปัจจัยการผลิตให้ชาวนา 20%นั้น ยอมรับว่าแม้จะเป็นประชานิยม แต่ประเทศอื่นทั้งเวียดนาม พม่าก็ทำกัน อย่างเวียดนามช่วยเหลือในเรื่องปุ๋ยทั้งหมด”จากผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนการผลิตของไทย จะเป็นปัญหาใหญ่ของชาวนา โดยพบว่าต้นทุนการผลิต ส่วนใหญ่มาจากค่าเช่าที่นา 21% ของต้นทุนทั้งหมด ขณะที่ค่าเมล็ดพันธ์ ค่าปุ๋ยและน้ำมัน รวมกัน 44% ซึ่งหากเทียบกับแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านพบว่า ในปี 55 ไทยมีต้นทุนผลิต 9,736.4 บาทต่อตัน มีผลผลิตต่อไร่ 450 กก.ต่อไร่ และมีรายได้ 11,319 บาทต่อไร่ ขณะที่เวียดนามมีต้นทุนผลิต 4,070 บาทต่อตัน, มีผลผลิต 900 กก.ต่อไร่และมีรายได้ 7,251 บาทต่อตัน และพม่า มีต้นทุนผลิต 7,121 บาทต่อตัน ผลผลิต 420 กก.ต่อไร่ และ มีรายได้ 10,605 บาทต่อตันนายอัทธ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลปล่อยให้สถานการณ์ข้าวไทยเป็นเหมือนในอดีต และปัจจุบัน เชื่อว่าในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า หรือตั้งแต่ปี 57- 66 มูลค่าการส่งออกข้าวไทยจะสูญหาย 87,500 ล้านบาท โดยตลาดที่ส่งออกสูญเสียไปมากสุดคือ ตลาดเอเชีย ไม่รวมอาเซียนและตะวันออกกลาง สูญเสีย 181,000 ล้านบาท ตลาดยุโรป สูญเสีย 67,000 ล้านบาท ตลาดอาเซียน 27,400 ล้านบาท ส่วนตลาดที่ส่งออกข้าวไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น ตะวันออกกลาง มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 94,000 ล้านบาท แอฟริกา มูลค่าเพิ่มขึ้น 132,000 ล้านบาท“สาเหตุที่ทำให้ข้าวไทยสูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน เป็นเพราะราคาข้าวส่งออกของไทยสูงกว่าคู่แข่ง, คู่แข่งส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเวียดนามและอินเดียรวมถึงพม่าและ กัมพูชา, ศักยภาพการผลิตข้าวไทยถดถอยลง และ ต้นทุนในการเพาะปลูกสูงกว่าคู่แข่ง”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอการค้าเผยชาวนาไทยโครตจน